วันที่ เสาร์ กรกฎาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

db การเผยแผ่ข่าวดีของเปาโล 05.2009





>>  พฤติกรรมของเปาโลในการเผยแผ่ข่าวดี <<  
 
      by.. C.Francis   

ในจดหมายถึงชาวเธสะโลนิกาฉบับที่ 1 บทที่ 2 ข้อ 1-12 นักบุญเปาโลบรรยายพฤติกรรมของตนในการเผยแผ่ข่าวดีอย่างละเอียด  ข้อความนี้แบ่งออกเป็น 2 ภาค ในภาคแรกนักบุญเปาโลทั้งยืนยันเจตนาบริสุทธ์ของตนในการประกอบศาสนบริการ และบรรยายพฤติกรรมไม่เหมาะสมของผู้ที่เป็นอัครสาวกของพระคริสตเจ้า ส่วนในภาคที่ 2 นักบุญเปาโลบรรยายการมอบตนอุทิศแก่สัตบุรุษโดยเน้นพฤติกรรมของผู้เป็นอัครสาวกแท้จริง ซึ่งจะต้องแสดงความรักเอื้ออาทร

นักบุญเปาโลได้เริ่มเขียนข้อความนี้ว่า  “พี่น้องทั้งหลาย ท่านย่อมรู้แล้วว่า การที่เรามาพบท่านทั้งหลายนั้น มิได้ไร้ผล” (1ธส2:9) ท่านจึงชวนชาวเธสะโลนิกาให้ระลึกถึงสถานการณ์ในอดีตเมื่อไปเทศน์สอนที่นั่น “ก่อนหน้านั้น เราต้องทนทุกข์ และถูกสบประมาทต่าง ๆ ที่เมืองฟิลิปปี ดังที่ท่านรู้แล้ว แต่ด้วยเดชะพระเจ้า เราจึงกล้าประกาศข่าวดีของพระองค์แก่ท่าน ทั้งๆ ที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย” (1ธส2:2)  

ในหนังสือกิจการอัครสาวก นักบุญลูกาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนักบุญเปาโล และผู้ร่วมงานของเขาที่เมืองฟิลิปปี เมื่อถูกจับกุมนำตัวไปขึ้นศาลต่อหน้าผู้ปกครอง ถูกกล่าวหาว่าก่อความวุ่นวายในเมือง “ประชาชนรุมกันจะทำร้ายเปาโลและสิลาส บรรดาผู้พิพากษาจึงสั่งให้เปลื้องเสื้อผ้าและเฆี่ยนเขาทั้งสองคน เมื่อได้เฆี่ยนหลายทีแล้ว ก็นำไปขังคุก สั่งให้ผู้คุมควบคุมไว้อย่างกวดขัน เมื่อได้รับคำสั่งเช่นนี้ ผู้คุมก็นำเปาโลและสิลาสไปขังไว้ในคุกชั้นในสุด และใส่โซ่ตรวนที่เท้าอย่างแน่นหนา” (กจ16:22-24) ชีวิตของอัครสาวกจึงเป็นชีวิตที่ไม่ได้รับเกียรติยศ แต่เป็นชีวิตที่มีส่วนร่วมในพระทรมานของพระเยซูเจ้า บรรดาอัครสาวกได้ถูกจองจำ ถูกเฆี่ยน และถูกทำร้าย

ถึงแม้ว่าพระเจ้าทรงกระทำอัศจรรย์ช่วยเปาโลและสิลาสให้เป็นอิสระ ท่านทั้งสองต้องออกจากเมืองฟิลิปปีและเลือกไปอยู่ที่เมืองเธสะโลนิกา น่าสังเกตว่า โดยธรรมชาติทั่วไปของมนุษย์ปฏิกิริยาของผู้ที่ถูกทำร้าย มักจะหลบหนีไปซ่อนตัว มีความกลัวว่าจะถูกทำร้ายเช่นนี้อีก แต่นักบุญเปาโลได้เขียนว่า “ด้วยเดชะพระเจ้า เราจึงกล้าประกาศข่าวดีของพระองค์แก่ท่าน ทั้งๆ ที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย” (1ธส2:2) แม้นักบุญเปาโลประสบความยากลำบาก ท่านก็ไม่ยอมท้อถอย และได้ชี้แจงว่า บ่อเกิดของกำลังใจในการเผยแผ่ข่าวดีในสถานการณ์ที่ถูกสบประมาทและมีความทุกข์นั้น ก็อยู่ในการรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า

            ต่อมา นักบุญเปาโลบรรยายวิธีการประกาศข่าวดีของตนว่า “คำเตือนใจของเรานี้มิได้มาจากความหลอกลวง หรือมาจากเจตนาไม่บริสุทธิ์ หรือมาจากกลอุบายใดๆ” (1ธส2:3) ท่านพูดเป็นนัยๆ ว่า ธรรมทูตคริสตชนแตกต่างจากผู้โฆษณาเชิญชวนทั่วไปในสมัยนั้น คนเหล่านี้เดินทางไปในเมืองต่างๆ อ้างว่าเป็นนักปราชญ์หรือเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมลึกลับ เพื่อผลประโยชน์ของตน นักบุญเปาโลต้องการให้ชาวเธสะโลนิกาเห็นชัดเจนว่า การโฆษณาเชิญชวนของคนเหล่านี้แตกต่างจากการประกาศข่าวดีอย่างสิ้นเชิง 

            ธรรมทูตคริสตชนเผยแผ่ข่าวดีด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ “แต่ตามที่พระเจ้าทรงเห็นชอบ มอบข่าวดีไว้กับเรา เราจึงประกาศข่าวดีนี้ มิใช่เพื่อเอาใจมนุษย์ แต่เพื่อเป็นที่พอพระทัยพระเจ้าผู้ทรงพิสูจน์จิตใจเรา” (1ธส2:4) ก่อนที่พระเจ้าทรงมอบภารกิจเผยแผ่ข่าวดีแก่นักบุญเปาโลและผู้ร่วมงาน พระองค์ทรงทดสอบจิตใจของเขาคือ ทรงช่วยให้พ้นจากพฤติกรรมการเห็นแก่ตัว เพื่อเขาจะซื่อตรงรับใช้ผู้อื่นด้วยใจจริง และด้วยความรักที่ไม่หวังผลประโยชน์

            วลีที่ว่า “เพื่อเอาใจมนุษย์” ในบริบทนี้หมายถึงการพูดชมเชยผู้อื่น เห็นชอบกับการกระทำของเขาแม้ไม่ถูกต้อง เพื่อจะเป็นที่พอใจ แต่ธรรมทูตคริสตชนได้ประพฤติด้วยเจตนาบริสุทธิ์ รู้ว่าพระเจ้าทรงพิสูจน์จิตใจของตน นักบุญเปาโลเสริมรายละเอียดอีกว่า “เพราะท่านก็รู้อยู่แล้วว่า เราไม่เคยใช้คำพูดสอพลอ หรือคำพูดที่เป็นข้ออ้างสนองความโลภ พระเจ้าทรงเป็นพยานได้ในเรื่องนี้ และเรามิได้แสวงหาเกียรติยศชื่อเสียงจากมนุษย์ ไม่ว่าจากท่านทั้งหลายหรือจากผู้อื่น” (1ธส2:5-6) นักบุญเปาโลปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระเยซูเจ้าในบทเทศน์บนภูเขาว่า “จงระวัง อย่าปฏิบัติศาสนกิจของท่านต่อหน้ามนุษย์เพื่ออวดคนอื่น” (มธ6:1)

            นักบุญเปาโลไม่ได้แสวงหาเกียรติยศหรือชื่อเสียงจากมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นคริสตชนหรือผู้อื่น เขาเพียงแสวงหาความดีของผู้มีความเชื่อ ดังที่เขาเขียนต่อไปว่า “ทั้งๆ ที่เราอาจจะเรียกร้องเกียรติยศชื่อเสียงได้ ในฐานะที่เป็นอัครสาวกของพระคริสตเจ้า ตรงกันข้าม เราทำตนเป็นคนอ่อนโยนในหมู่ท่านทั้งหลาย เสมือนแม่กกกอดลูกน้อยของตน เราห่วงใยท่าน จึงปรารถนาจะมอบให้ท่าน มิเพียงแต่ข่าวดีของพระเจ้าเท่านั้น แต่เราปรารถนาจะมอบชีวิตของเราแก่ท่านด้วย เพราะท่านทั้งหลายเป็นที่รักยิ่งของเรา” (1ธส2:7-8)

            นักบุญเปาโลเปรียบเทียบตนเองกับมารดาที่เลี้ยงดูลูกน้อยของตน และมีความรักที่เสียสละ สำหรับนักบุญเปาโล ข่าวดีของพระเจ้าเป็นเสมือนอาหาร ที่จะต้องแบ่งปันกับผู้มีความเชื่อด้วยความรักเยี่ยงมารดา ท่านรู้ดีว่าอาหารนี้เป็นของประทานจากพระเจ้า ท่านมีความรักลึกซึ้งและแท้จริงต่อผู้มีความเชื่อ จึงไม่ปรารถนาเพียงที่จะถ่ายทอดของประทานจากพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังพร้อมที่จะถวายชีวิตเป็นเครื่องบูชาเพื่อผู้อื่นอีกด้วย

            โดยแท้จริงแล้ว นักบุญเปาโลยังไม่มีโอกาสที่จะสละชีวิตเช่นนี้ แต่ก็ได้พิสูจน์ความรักโดยยอมทำงานเหน็ดเหนื่อยสำหรับผู้มีความเชื่อ “พี่น้องทั้งหลาย ท่านคงระลึกได้ถึงความเหน็ดเหนื่อยและความยากลำบากของเรา ขณะที่เราทำงานทั้งกลางวันกลางคืน เพื่อไม่ต้องเป็นภาระแก่ผู้ใดในบรรดาท่านทั้งหลาย เราประกาศข่าวดีของพระเจ้าให้ท่าน” (1ธส 2:9)

            ในตอนสุดท้าย นักบุญเปาโลยังแสดงลักษณะความรักเชิงอภิบาล เป็นความรักเยี่ยงบิดาว่า “ท่านทั้งหลายเป็นพยานและพระเจ้าทรงเป็นพยานด้วยว่า เราปฏิบัติตนต่อท่านผู้มีความเชื่อโดยทำตนเป็นคนศักดิ์สิทธิ์ชอบธรรมและปราศจากคำตำหนิ ท่านรู้อีกว่า เราได้ตักเตือนท่าน ดังบิดากำชับบุตรของตน ปลุกใจและกำชับท่านแต่ละคน เพื่อให้ท่านดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสมกับพระเจ้า ผู้ทรงเรียกท่านมาสู่พระอาณาจักรและพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์” (1ธส2:10-12) 

            นักบุญเปาโลมีความรู้สึกลึกซึ้งที่เป็นบิดาฝ่ายจิตของผู้ที่กลับใจเป็นคริสตชน เพราะการประกาศข่าวดีของเขา ดังที่เขาเขียนถึงชาวโครินธ์ว่า “ข้าพเจ้าเขียนเรื่องเหล่านี้มิใช่เพื่อทำให้ท่านอับอาย แต่เขียนเพื่อตักเตือนในฐานะที่ท่านเป็นลูกรักของข้าพเจ้า แม้ว่าท่านจะมีครูพี่เลี้ยงนับหมื่นคนในพระคริสตเจ้า แต่ก็มีบิดาเพียงคนเดียว เพราะข้าพเจ้าให้กำเนิดท่านในพระคริสตเยซูโดยการประกาศข่าวดี” (1คร4:14-15) 

            ความรักของนักบุญเปาโลต่อคริสตชนจึงเป็นความรักส่วนบุคคล ที่มีลักษณะทั้งการเป็นบิดาและมารดา มีลักษณะเป็นมารดา เพราะเป็นความรักที่แสดงความอ่อนโยนและเสียสละ มีลักษณะเป็นบิดา เพราะมีความห่วงใยที่จะอบรมด้วยการตักเตือน และกำชับสัตบุรุษแต่ละคน...

โดย sdcenter

 

กลับไปที่ www.oknation.net