วันที่ เสาร์ กรกฎาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

‘หุ่นจำลองของกลีสัน’ กับ ‘American Dreams’


‘หุ่นจำลองของกลีสัน’ กับ ‘American Dreams’

ศิริวร แก้วกาญจน์

AMERICAN DREAMS หรือ ‘ความฝันแบบอเมริกัน’ เรื่องสั้นของปีเตอร์ แครีย์ (PETER CAREY) นักเขียนรางวัลบุ๊คเกอร์ ไพรซ์สองสมัยชาวออสเตรเลีย เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตผู้คนในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง หลังจากได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมเพราะเมืองจำลองที่ชายประหลาดผู้หนึ่งสร้างขึ้น

เรื่องเล่าผ่านความทรงจำอันกระท่อนกระแท่นของตัวละคร 'ผม'ซึ่งเล่าถึงพฤติกรรมชวนฉงนของชายคนหนึ่งที่ชื่อ ‘กลีสัน’ กับผู้คนในเมืองเล็กๆ ของเขา เริ่มจากความทรงจำอันพร่าเลือนของชาวเมือง ว่าหากย้อนนึกถึงความผิดที่ตนได้กระทำต่อกลีสันแล้วคงไม่มีใครจดจำได้จริงๆ จังๆ ว่าพวกเขาทำอะไรให้ชายคนนี้เจ็บช้ำน้ำใจบ้าง เพราะตอนที่กลีสันมีชีวิตอยู่นั้น เขาแทบไม่มีอะไรน่าจดจำเลย ทั้งบุคลิกภาพและพฤติกรรมซึ่งไม่นิยมสมาคมกับใครๆ หากไม่มีอนุสรณ์สถานที่เขาสร้างขึ้นก่อนตาย ชาวเมืองก็คงลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งเขาเคยมีชีวิตอยู่ในเมืองแห่งนี้ร่วมกับพวกเขา

 ในความทรงจำของ ‘ผม’ กลีสันเป็นชายร่างเล็ก สวมแว่นตาไม่มีกรอบ แต่งตัวประณีต อ่อนน้อมถ่อมตน เขาดำเนินชีวิตอย่างสงบเงียบในบ้านหลังเล็กๆ แทบไม่สุงสิงกับใครนอกจากรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าเวลาขี่จักรยานเข้าเมืองไปทำงาน ในความรู้สึกของ ‘ผม’ กลีสันนั้นช่างเงียบขรึม โดดเดี่ยว และเศร้าหมอง

เมืองแห่งนี้ก็เหมือนเมืองเล็กๆ ทั่วไปในชนบทที่เงียบสงบ สวยงาม ถนนร่มรื่นด้วยต้นไม้ ลำธารเต็มไปด้วยฝูงปลา ทว่าไม่ค่อยมีใครอยากอยู่ในเมืองของพวกเขาสักเท่าไหร่ เพราะคิดว่ามันไม่มีอะไรเลย ออกจะน่าเบื่อหน่ายและอยากหนีไปให้ไกลๆ ด้วยซ้ำ พวกเขาจึงปฏิบัติต่อมันอย่างเลวร้ายราวกับโสเภณีคนหนึ่ง คนจากที่อื่นเสียอีกที่มองเมืองนี้อย่างให้ค่าให้ความหมาย

พวกชาวเมืองต่างใฝ่ฝันถึงเมืองใหญ่อย่างในภาพยนตร์อเมริกัน ใฝ่ฝันถึงความมั่งคั่ง บ้านรูปทรงสมัยใหม่ รถยนต์คันโต (ทั้งที่พวกเขามีเงินซื้อได้เพียงจักรยาน) และอยากมีชีวิตหรูหราฟู่ฟ่าแบบคนอเมริกัน...

บุคลิกปกติธรรมดาจนดูเหมือนคนโง่ของกลีสัน อาจกล่าวได้ว่าคือความน่าเบื่อหน่าย คล้ายๆ กับเมืองเล็กๆ ที่พวกเขาอาศัยอยู่ ทำให้ชาวเมืองแทบไม่ใส่ใจใยดีเขา กระทั่งกลีสันเกษียณจากงาน แล้วควักเงินซื้อที่บนบอลด์ฮิลล์ หรือเนินเขาหัวล้านของเมือง และขึ้นไปขลุกอยู่ที่นั่น พวกชาวเมืองจึงเริ่มสนใจกลีสันขึ้นมา ว่าเขาขึ้นไปทำอะไร เพราะที่ดินบนบอลด์ฮิลล์นั้นไร้ค่าไร้ราคาในสายตาชาวเมือง แถมยังปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น ประโยชน์อย่างเดียวที่พอมีของมันก็คือสามารถมองลงไปเห็นเมืองได้ทั้งเมือง

ชาวเมืองคิดว่ากลีสันโง่ไม่ก็บ้าที่ว่าจ้างคนงานชาวจีนกลุ่มหนึ่งขึ้นไปสร้างกำแพงขนาดใหญ่ไว้บนนั้น และเดินทางขึ้นไปควบคุมการก่อสร้างทุกวันๆ คงมีเพียงภรรยาของเขาที่นานๆ ครั้งจะเข็นรถเข็นเข้าเมืองเพื่อซื้อข้าวของเครื่องใช้ และทำให้ชาวเมืองระลึกถึงกลีสันกันสักครั้งหนึ่ง

ไม่มีใครรู้ว่ากลีสันคิดอะไร ไม่มีใครเสนอตัวเข้าไปถามไถ่ หรือทัดทานการกระทำที่ถูกมองว่าโง่เง่าของเขา นอกจากพ่อของ ‘ผม’ ซึ่งก็ไม่เป็นผลแต่อย่างใด เพราะกลีสันเพียงแค่ยิ้มให้แทนคำตอบ ในที่สุดทุกคนจึงเลิกสนใจ (แม้จะอยากรู้ว่ามีอะไรอยู่หลังกำแพงนั่น)

พ่อของ ‘ผม’ หลงใหลการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ พวกเครื่องยนต์กลไก ตอนที่ไดเออร์คนขายเนื้อซื้อจักรยานรุ่นใหม่ซึ่งมีเกียร์และมักจอดไว้หน้าร้าน ทุกวันพ่อต้องข้ามถนนไปดูกลไกของมันอย่างตั้งอกตั้งใจ จนเป็นภาพคุ้นตา

ส่วน ‘ผม’ นั่งมองบอลด์ฮิลล์จากปั๊มน้ำมันเล็กๆ ของครอบครัวอยู่สองปี ในมุมที่ ’ผม’ นั่งอยู่สามารถเห็นความเคลื่อนไหวบนนั้นได้ชัดเจน เพราะการเฝ้าปั๊มน้ำมันในเมืองที่ผู้คนมีแต่จักรยานใช้นั้นช่างน่าเบื่อหน่ายราวกับเวลาหยุดนิ่งอยู่ตลอดกาล

กระทั่งห้าปีผ่านไปเมื่อกลีสันเสียชีวิต และภรรยาของกลีสันให้คนงานชาวจีนพังกำแพงลง ชาวเมืองจึงพากันขึ้นไปบนบอลด์ฮิลล์ และตื่นตะลึงเมื่อพบว่ามันคือเมืองจำลองของพวกเขา เมืองที่บรรจุบ้านช่องหลังเล็กหลังน้อยของพวกเขาไว้ ขนาดความสูงราวสองฟุต มีรายละเอียดครบถ้วนทุกอย่าง แม้แต่อักษรตัว 'U' หน้าร้านขายเนื้อซึ่งสีซีดจางกว่าตัวอื่นๆ

ภาพที่เห็นทำให้พวกเขาเริ่มรู้สึกภาคภูมิใจในเมืองของตัวเองเป็นครั้งแรก นอกจากจำลองบ้านและร้านค้าแล้ว กลีสันยังจำลองผู้คนในเมืองอีกด้วย พวกเขาพบตัวเองอยู่บนถนนหรือในสวนหลังบ้าน ไม่ก็อยู่ภายในบ้านของตน เช่น หุ่นนายไดเออร์ยืนอยู่หน้าร้านขายเนื้อของเขาในชุดผ้ากันเปื้อน สีหน้าท่าทางเหมือนตัวจริงแทบไม่มีที่ติ และข้างๆ กันนั้นก็คือพ่อของ ’ผม’ กำลังนั่งยองๆ อยู่บนทางเท้า เพ่งมองเกียร์จักรยานคันใหม่ของนายไดเออร์ แล้ว ’ผม’ ก็พบ ‘ตัวเอง’ ยืนพิงหัวจ่ายน้ำมันอันหนึ่งอยู่ด้วยท่วงท่าแบบชาวอเมริกัน...

สิ่งพิเศษอีกอย่างก็คือหลังคาบ้านแต่ละหลังสามารถยกออกได้ และเมื่อหลังคาบ้านหลังหนึ่งถูกยกขึ้น ทุกคนจึงเห็นภรรยาเจ้าของบ้านนอนอยู่บนเตียงกับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ความหวาดวิตกเกี่ยวกับเมืองจำลองของกลีสันจึงเริ่มก่อตัวขึ้น เพราะพวกชาวเมืองไม่รู้ว่ากลีสันล่วงรู้ความลับของใครอีกบ้าง จากนั้นทั้งหมดก็เดินลงจากเนินเขาอย่างเงียบเชียบ

จากนั้นสภาประจำเมืองก็ส่งคำร้องไปถึงภรรยาของกลีสัน ขอให้ทำลายเมืองจำลองทิ้ง ทว่าคำสั่งยังไม่ทันได้ดำเนินการ ข่าวก็แพร่กระจายออกไปเสียก่อน

ไม่นานผู้ว่าการท่องเที่ยวก็เข้ามา เขาบอกว่าเมืองและหุ่นจำลองของกลีสันนั้นจะต้องอนุรักษ์ไว้ เพราะเป็นงานศิลปะ (เขาเสนอให้ทำลายเพียงรูปจำลองของคนคู่หนึ่งในบ้านหลังนั้นทิ้ง) มันจะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกทิศ โดยเฉพาะชาวอเมริกัน พวกนั้นจะมาพร้อมกับกระเป๋าที่ตุงไปด้วยเงินดอลลาร์

ได้ยินเช่นนั้นชาวเมืองก็เริ่มเพ้อพกถึงความฝันแบบชาวอเมริกันอีกครั้ง พวกเขาเห็นรถยนต์คันโตๆ วิ่งไปทั่วเมือง ไนต์คลับหรูที่จะเริงสำราญได้จนเช้า ตู้เย็นที่เต็มไปด้วยอาหาร ขนมขบเคี้ยวยามนั่งดูทีวีเครื่องยักษ์ ภาพยนตร์อเมริกัน ฯลฯ และเริ่มต้นการรอคอย...

เมื่อชาวอเมริกันมาถึง ความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มขึ้น คนขับรถบรรทุกศพประจำเมืองก็มีกิจการใหม่จากการขับรถรับ-ส่งและพานักท่องเที่ยวชมสุสานของกลีสัน และพาขึ้นไปยังบอลด์ฮิลล์ ซึ่งทำให้เขาร่ำรวยขึ้นจนกลายเป็นคนใหญ่คนโตประจำเมือง...

บนบอลด์ฮิลล์มีกล้องส่องทางไกลสำหรับชาวอเมริกัน ไว้สอดส่องดูเมืองเพื่อให้แน่ใจว่าเมืองที่เห็นข้างล่างเหมือนกับเมืองจำลองข้างบน ส่วนชาวเมืองจะคอยขายไอศกรีม น้ำอัดลมและฟิล์มถ่ายรูป ชีวิตหรูหราแบบคนอเมริกันของพวกเขาอยู่แค่เอื้อม หากนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันไม่ลงมาในเมืองเพื่อค้นหาคนจริงๆ ตามหุ่นจำลองของกลีสัน

พวกเขาตามหาพ่อของ ’ผม’ แล้วขอร้องให้พ่อเพ่งมองเกียร์รถจักรยานของไดเออร์คนขายเนื้อ และทำท่าทางให้เหมือนกับหุ่นจำลองบนเขาเพื่อถ่ายรูปเก็บไว้ กระทั่งนานวันเข้าพ่อเริ่มไม่ทักทายชาวอเมริกัน ไม่ถามพวกเขาเกี่ยวกับโทรทัศน์สี หรือวอชิงตัน ดี.ซี. พ่อเพียงคุกเข่าลงบนทางเท้าหน้าจักรยานของไดเออร์ โดยมีชาวอเมริกันยืนอยู่รอบๆ บ่อยครั้งที่พวกนั้นจดจำหุ่นจำลองมาอย่างผิดๆ และพยายามให้พ่อทำท่าทางในแบบที่จดจำมา ช่วงแรกพ่อจะโต้เถียง แต่ต่อมาพ่อทำตามพวกเขาทุกอย่าง จากนั้นพวกนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันก็ตามหา ‘ผม’ 

สี่ปีผ่านไปหลังจากเมืองกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ความกระตือรือร้นในการรอคอยชาวอเมริกันของ ’ผม’ แทบไม่มีเหลือกระทั่งกลายเป็นความโศกเศร้าประการหนึ่ง เพราะช่วงหลังๆ ‘ผม’ มักทำให้พวกเขาผิดหวัง เพียงเพราะ ‘ผมตัวจริง’ แก่กว่า ‘หุ่นจำลอง’ หลังๆ ชาวอเมริกันถึงขั้นไม่เชื่อ และบอกให้ ’ผม’ นำเอกสารมายืนยัน กระนั้นพวกเขาก็ยังยืนกรานว่า “นี่ไม่ใช่เด็กชายตัวจริงนี่นา ตัวจริงต้องเด็กกว่านี้”  

เมื่อไม่เป็นไปตามความคาดหวัง พวกเขาจึงชอบ ’หุ่นจำลอง’ มากกว่า ’คนจริงๆ’ พูดง่ายๆ ก็คือ ชาวอเมริกันอยากให้ ’ชีวิตจริง’ เหมือนกับ ’หุ่นจำลอง’ นั่นเอง

นี่คือการลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของชาวเมืองให้เหลือเพียง ‘หุ่นจำลองของชีวิต’ แทนที่จะปล่อยให้เป็น ‘ชีวิตของหุ่นจำลอง’ ทั้งหมดนั้นเพียงเพราะพวกเขาต้องการให้ ‘หุ่นจำลอง’ ช่วยค้ำพยุงชีวิตวัฒนธรรมแบบ ‘American Dreams’ ของพวกเขาเอาไว้ เพื่อคงความสัมพันธ์เชิงอำนาจต่อชีวิตวัฒนธรรมชายขอบ และเพื่อไม่ให้ชีวิตวัฒนธรรมของตนล้มครืนลงมา

ทว่าสำหรับชาวเมือง อาจระลึกถึงกลีสันด้วยความขอบคุณ ที่อย่างน้อย ’หุ่นจำลองของกลีสัน’ ทำให้พวกเขาได้โอบกอด ‘American Dreams’ สมความปรารถนา ทั้งที่จะว่าไปแล้ว เจตนาในการสร้าง ‘หุ่นจำลองของผู้คนและเมือง’ ของกลีสันนั้น อาจเพื่อต้องการสะกิดให้ทุกคนได้มองเห็นตนเอง อีกทั้งได้เห็นความงดงามของเมืองเล็กๆ แห่งนี้ และอาจรักมันขึ้นมาบ้าง กระทั่งที่สุดอาจเพื่อระงับความฝันแบบชาวอเมริกันที่ทุกคนต่างพร่ำเพ้อละเมอถึง

อีกบางแง่มุม หรือกลีสันรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผู้คนและเมืองของเขาในอนาคต กลีสันจึงได้สร้าง 'หุ่นจำลองของชีวิต' ขึ้นมาเพื่อให้ ‘ชีวิตของหุ่นจำลอง’ ได้ตระหนักและย้อนจดจำรำลึกถึงเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง ซึ่งความฝันแบบชาวอเมริกันยังไม่สิงสู่ผู้คน

ไม่ว่าความยอกย้อนดังกล่าวจะบ่งบอกถึงความจริงระดับใด คงไม่สำคัญเท่ากับการที่

‘เรา’ ได้ตระหนักว่า บางทีเราเองอาจเคยเป็นหนึ่งใน ‘พลเมืองในเมืองจำลองของกลีสัน’ แต่ความใฝ่ฝันบางชนิดทำให้เราลืมเลือนมันไป หรือกระทั่งจงใจไม่อยากจะจดจำ ว่าครั้งหนึ่งชายร่างเล็ก สวมแว่นตาไม่มีกรอบที่ชื่อ ‘กลีสัน’ เคยมีชีวิตอยู่ในเมืองเดียวกับเรา!

‘’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’

>>American Dreams หนึ่งในรวมเรื่องสั้นคัดสรรจาก The Fat Man in History (1993) สำนักพิมพ์ Vintage International ซึ่งประกอบด้วยเรื่องสั้นทั้งหมดสิบเรื่อง โดยคัดมาจากเรื่องสั้นในเล่ม The Fat Man in History (1974) และ War Crimes (1979) รวมทั้งเรื่องสั้นอีกสามเรื่องที่ไม่เคยรวมเล่มมาก่อน.

>>จากคอลัมน์ : คนในหนังสือ (นิตยสาร ฅ. คน) / กุมภาพันธ์ 2552


Ground Beneath Her Feet - U2

 

 

 

 

 

 

โดย ศิวร

 

กลับไปที่ www.oknation.net