วันที่ อาทิตย์ กรกฎาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ภูมิหลังของชุมชนที่คนกรุงเทพฯ ควรไปดู...


เมื่อวันศุกร์ที่แล้วมีโอกาสไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เขตดินแดง

ซึ่งอยู่ในรั้วของโรงเรียนวิชากร ใกล้ๆ กับสนามกีฬาไทยญี่ปุ่นดินแดง

ปกติแล้วหลังเลิกงานจะผ่านโรงเรียนนี้เป็นประจำ แต่ก็ไม่ได้สนใจเพราะป้ายชื่อพิพิธภัณฑ์

ค่อนข้างจะหลบมุมไปนิดนึง อาจเป็นเหตุให้ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากผู้ที่ผ่านไปผ่านมาย่านนั้นเท่าที่ควร

(ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้มาก่อนว่ากรุงเทพฯ ก็มีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเหมือนกับต่างจังหวัดเช่นกัน)

ซึ่งภายในจะมีอะไรให้ชมบ้างนั้นลองไปดูพร้อมๆ กันเลยค่ะ

 

จะเห็นว่าขวดนี้สามารถเรียกความสนใจจากน้องๆ กลุ่มนี้ได้มากกว่าจุดอื่น

ขวดนี้เรียกว่า ขวดน้ำมะเน็ตค่ะ หรือว่าขวดน้ำอัดลมในสมัยก่อน ที่มีรสชาติเปรี๊ยวๆ หวาน หรือน้ำมะนาวของฝรั่ง ที่เรียกว่าน้ำ Lemonade คนไทยเห็นว่าชื่อเรียกยากและยาว เลยเหลือสั้นๆ ว่าน้ำมะเน็ต

ความพิเศษอยู่ตรงที่ขวดเนี่ยล่ะค่ะ เป็นขวดที่ไม่มีฝา ซึ่งด้านในจะมีลูกแก้วอยู่

อัดติดอยู่ตรงปากขวดทำให้น้ำไหลออกมาไม่ได้ เวลาใส่น้ำอัดลมก็ต้องคว่ำขวดลง

และอัดน้ำเข้าไปแรงดันแก๊สก็จะดันให้ลูกแก้วไปติดที่คอขวด

เวลาจะดื่มน้ำก็ต้องหาไม้แข็งๆ ดันลงไปแรงๆ ให้ลูกแก้วลงไป ซึ่งด้านในขวดจะมีคล้ายๆ เงี่ยงยื่นออกมาให้ลูกแก้วไปติดอยู่ตรงนั้น แต่ถ้าดื่มผิดด้านลูกแก้วก็จะกลับไปติดที่ปากขวด อดดื่มค่ะ

ต้นฉบับหนังเรื่อง "แผลเก่า"

ผลงานของคนในชุมชนค่ะ เขาก็นำมาจัดแสดงเช่นกัน

เยี่ยมชมกันเสร็จแล้วก็ต้องลงชื่อ รับเอกสารจากทางพิพิธภัณฑ์ด้วยค่ะ

ทีนี้ลองช่วยกันเดาดูสิคะว่า พื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงประวัติความเป็นมา

ข้าวของเครื่องใช้ ทั้งหมดนี้มีเนื้อที่ทั้งหมดเท่าไหร่

.

.

.

.

เอาล่ะค่ะเฉลยแล้วกัน ไม่น่าเชื่อว่าพิพิธภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อว่ามีภูมิหลังของชุมชนชาวดินแดงนี้

อยู่ในพื้นที่เท่ากับห้องเรียนห้องเล็กๆ ของน้องๆ โรงเรียนวิชากรแห่งนี้

ซึ่งคิดแล้วเป็นบริเวณที่เล็กมาก ของที่นำมาจัดแสดงจึงมีการหมุนเวียนกันไปทุกๆ 3  เดือน

ก่อนหน้าที่ก็สงสัยมาตลอดว่า

*ทำไมเขตที่เราอยู่นั้น แต่ละชื่อออกแนวอนาถาจัง ?

-อย่างเช่น เขตดินแดง ถนนประชาสงเคราะห์ แยกห้วยขวาง เป็นต้น

และที่มาของชื่อแนวอนาถานี้ก็ค่อนข้างอนาถาจริงๆ ล่ะค่ะ เพราะเขตดินแดงในสมัยก่อนนั้น
เป็นที่ทิ้งขยะของคนกรุงเทพฯ มาก่อน คล้ายๆ กับสลัม (นี่เราอยู่บนกองขยะเหรอเนี่ย) ต่อมาจึงได้มีการปรับปรุง
จากรัฐบาล ใหมีการสร้างแฟลตดินแดงขึ้น ให้กลายเป็นที่อยู่อาศัยของคนในชุมชน

*และที่สงสัยอีกคือ ถนนวิภาวดีซึ่งเป็นทางที่เรากลับบ้านประจำนั้น ทำไมถึงตั้งชื่อนี้

และอื่นๆ อีกมากมาย ที่มันยังค้างๆ คา อยู่ในใจ

 

ซึ่งคำตอบทั้งหมดไม่น่าเชื่อว่าอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ แห่งนี้ ที่มีพี่นก และน้องน้ำฝน

เจ้าหน้าที่อาสาสมัครมาให้ความรู้กับผู้เข้าชมเป็นประจำที่นี่ ทั้ง 2 คน ให้การต้อนรับดีมาก

และที่ทำให้อึ้งและประทับใจเป็นพิเศษหลังจากได้พูดคุย แทนที่จะเป็นสิ่งของในห้องนี้

กลับเป็นตัวของเจ้าหน้าทั้ง 2 คนนี้ ไม่น่าเชื่อว่าความรู้ที่ทั้ง 2 คนนี้มีนั้นมากมายกว่า

ของที่นำมาโชว์ สงสัยอะไรสามารถตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำ สังเกตได้จากแววตา
ในการตอบแต่ละครั้งที่แสดงให้เห็นว่าภูมิใจมากที่ได้เกิดมาบนพื้นที่ดินแดงแห่งนี้


และที่น่าเสียดายเป็นอย่างมากคือ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่ค่อยได้รับความสนใจ จากนักท่องเที่ยว
จะมีก็แต่เพียงเด็กนักเรียนในโรงเรียนวิชากร ที่ใช้เวลาพักกลางวันเข้ามาชม นานๆ ครั้งจะมี
นักเรียนจากโรงเรียนอื่นเข้ามาชมบ้าง

แต่ก็ต้องชื่นชมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแห่งนี้ ที่ปลูกฝังให้น้องๆ นักเรียนรู้จักภูมิหลังของตนเองตั้งแต่ยังเล็ก
นี่อาจจะไม่ใช่เรื่องสำคัญ หรือวิชาที่บรรจุอยู่ในหลักสูตรการเรียนชั้นไหน แต่ว่ามันเปรียบเสมือน
พื้นฐานของวิชาชีวิตที่ทุกคนควรรู้ สำนึกรักบ้านเกิดของคนในชุมชนแต่ละท้องถิ่น
สิ่งนี้คงสามารถช่วยให้คนในประเทศของเรารักกันมากขึ้น กว่าที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบันได้ค่ะ

ใครที่อยู่เขตไหนก็สามารถเดินไปชมเขตนั้นได้นะคะ เพราะพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพฯ

มีอยู่ด้วยกันถึง 27 แห่งทั่วกรุงเทพฯ แต่ละที่ก็จะแตกต่างกันไป บางเขตก็อยู่ในวัด

บางเขตก็เป็นบ้านทรงไทย

หรือใครที่มีข้าวของเครื่องใช้ที่เก่าแก่ คิดว่าเก็บไว้กับตัวก็ไม่มีประโยชรน์อะไร

สามารถนำมาบริจาคให้แต่ละเขตได้นะคะ

 

 

 

 ........

โดย Ladybuggirls

 

กลับไปที่ www.oknation.net