วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สถิร สุขํ อาสนํ กับการเรียนตรรกวิทยาสัญลักษณ์


ระหว่างที่กำลังเขียนบทความนี้อยู่ ฉันกำลังปวดหัวกับการทำการบ้านวิชาตรรกวิทยาสัญลักษณ์

..........................

สถิร สุขํ อาสนํ

เป็นโศลกบทหนึ่งจากปตัญชลีโยคะสูตรที่ฝังลึกในหัว นับจากที่เข้าอบรมครูโยคะ กับสถาบันโยคะวิชาการเป็นเวลา 7 เดือน เมื่อ 3 ปีก่อน

เนื้อความกล่าวถึงคุณสมบัติของอาสนะ ว่าจะต้อง “สถิร” คือ เสถียร และ “สุขํ” คือ เป็นสุข พูดง่ายๆ คือ การฝึกอาสนะนั้นจะต้องรู้สึกว่าเรากำลังอยู่ในท่านั้นๆ อย่างมั่นคง ตื่นตัว และสบายนั่นเอง (เสียงของครูฮิโรชิ และครูฮิเดโกะ ไอคะตะ ที่กล่าวย้ำอยู่ตลอดช่วงเวลาแห่งการฝึกยังชัดเจนเอามากๆ)

การฝืนร่างกายมากจนเกินไป เป็นต้นว่า การพยายามกดศีรษะให้ชิดเข่า ในท่าปัจฉิโมทานาสนะ หรือท่าคีม (ที่เหยียดขาตึง 2 ข้างมาข้างหน้า แล้วโน้มตัวเอามือจับปลายนิ้วเท้า พร้อมกับก้มศีรษะเข้าหาขา) ย่อมทำให้เกิดความเจ็บปวด เมื่อเกิดความเจ็บปวดขึ้น การต่อต้านฝ่าฝืนจะตามมาโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะยิ่งทำให้ร่างกายแข็งเกร็งและยากต่อการยืดเหยียดมากยิ่งขึ้นไปอีก ความผ่อนคลายและสมาธิอันเป็นประโยชน์ของโยคะจะเกิดขึ้นได้อย่างไร การจับร่างกายยืดออกอย่างกระโชกโฮกฮากอย่างนี้ หากโชคดีก็ได้ความอ่อนตัวไป (ซึ่งเป็นเพียงเสี้ยวเดียวของการฝึกโยคะ โดยที่ผู้ฝึกก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเอาไปใช้ทำอะไรได้ เหมือนกับมีความรู้ แต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ได้ไปนั้น เอาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร) แต่ถ้าโชคร้าย (ซึ่งก็มักจะเป็นอย่างนั้น) ก็ทำให้บาดเจ็บเข็ดขยาดไปโดยใช่เหตุ

แต่หากฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไป ให้เวลากับมัน ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ ปล่อยศีรษะลง ให้น้ำหนักของศีรษะดึงตัวให้โน้มต่ำ แรกๆ มืออาจจะอยู่ที่เข่า แต่เมื่อตัวโน้มต่ำลงแล้ว มือก็จะค่อยๆ เลื่อน ไปหน้าแข้ง ไปข้อเท้า จนกระทั่งถึงนิ้วเท้าได้ในที่สุด แบบนี้ความเจ็บปวดพอมี หากเป็นแบบยิบๆ คันๆ ตึงๆ พอให้รู้สึก ไม่ใช่เจ็บปวดขนาดต้องดิ้นรนหลีกหนี นี่แหละ คือโยคะอาสนะ

เนื่องจากฉันเป็นครูสอนบัลเล่ต์ และแจ๊สด้วย จึงได้นำเอาวิธีคิดแบบนี้ “ผ่อนคลายให้ได้ ถึงจะฉีกขาลง” มาปรับใช้ในการเพิ่มความอ่อนตัวให้นักเรียน (และของตัวเอง) ด้วย ซึ่งนับว่าได้ผลดีมาก นักเรียนตัวเล็กๆ ช่างพูดช่างจาบางคนนั่งทำท่า stretching บางท่า ทรมาทรกรรมแทบตาย เจอครูชวนคุยให้ลืมความเจ็บ คุณเธอพูดด้วยจ๋อยๆ ผ่านไปไม่ถึง 5 นาที นั่งได้สบายไม่รู้ตัว

............................

แต่ฉันไม่เคยคิดจะเอาไปปรับใช้กับอย่างอื่น จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้มีรุ่นพี่คนหนึ่งมาบอกว่า เธอได้ไปฝึกโยคะ แล้วครูก็พูดคำนี้กับเธอ ทำให้เธอคิดได้ว่า... มันก็คือทุกสิ่งทุกอย่างแหละ ที่ต้องทำด้วยความ สถิร และ สุขํ จึงจะบรรลุผล

รุ่นพี่คนนี้กำลังเรียน ป.โท ปรัชญาอยู่ เขาเปรียบเทียบการเข้าใจงานปรัชญากับการทำอาสนะ ซึ่งฉันรู้สึกว่ามันน่าสนใจมากทีเดียว การอ่านงานปรัชญาแบบตั้งอกตั้งใจ และพยายามจะทำความเข้าใจ อาจจะนำมาซึ่งผลอันไม่น่าพอใจ นั่นคือ เรากลับไม่เข้าใจอะไรเลย

บางที อาจต้องผ่อนคลายเสียก่อนจึงจะเข้าใจ การเรียนรู้อย่างผ่อนคลาย จะนำมาซึ่งบรรยากาศอันเสถียรและเป็นสุข หัวสมองจึงจะแจ่มใสพอจะเปิดทางให้ปัญญาได้เกิดขึ้น ในขณะที่ความเครียดและกดดันจะนำมาซึ่งการต่อต้านของสมอง และทำให้ตื้อตันไม่อาจเกิดการ “ปิ๊งแวบ” อะไรได้เลย

จำได้ว่าครั้งหนึ่งเมื่อตอน ม.4 ฉันเอ่ยปากถามครูในห้องเรียนฟิสิกส์ว่า
“ครูคะ คำตอบนี้ได้มาอย่างไรคะ”
ครูหัวเราะแล้วพูดกับเพื่อนนักเรียนทั้งชั้นอีก 54 คนว่า
“พวกเราบอกยัยติงต๊องนี่ทีสิ ว่าคำตอบนี้ได้มาอย่างไร”
เพื่อนทั้งห้องตอบออกมาว่า
“ได้มาจากการแทนค่าสูตร #@%%^@&$# (อะไรสักอย่างที่ฉันลืมไปแล้ว) ค่ะ”
แล้วครูก็หัวเราะ มองฉันอย่างมีเมตตาแล้วถามว่า
“เข้าใจหรือยัง”

ฉันก้มหน้าด้วยความอาย และพยักหน้าด้วยสมองเปล่ากลวง แล้วจบการสนทนาลงเพียงแค่นั้น ซึ่งถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันอยากจะถามครูท่านนั้นต่อไปว่า สูตรนั้นได้มาอย่างไร ไอแซค นิวตัน ผู้เป็นต้นคิดสูตรนั้นเขาผ่านขั้นตอนการคิดอะไรมาบ้างถึงมาเป็นสูตรนั้น ฉันจะบอกครูท่านนั้นว่า นี่คือวิชาฟิสิกส์ ไม่ใช่คณิตศาสตร์ ที่เน้นแต่การคิดคำนวณเป็นหลัก (ฉันหมายถึงในระดับมัธยม) ฉันต้องการที่มาที่ไป และเหตุผลของสูตรสูตรนั้น

แต่นั่นแหละ เด็ก ม.4 คนหนึ่งไม่กล้าที่จะคุยกับครูแบบนั้น ผลจึงต้องลงเอยที่ว่า ฉันทิ้งการเรียนวิทย์-คณิตไปโดยสิ้นเชิง ด้วยความรู้สึกว่า ฟิสิกส์เป็นวิชาที่หาคำตอบไม่ได้ เป็นวิชาที่บังคับให้ฉันต้องจำ ต้องพึ่งพาสิ่งที่ผู้อื่นค้นพบ มันจึงไม่ใช่สิ่งที่น่าสนใจอีกต่อไป ฉันเป็นหนึ่งในผู้โชคร้ายที่เข็ดขยาดจากการเรียนที่พยายามจะบังคับให้ผู้เรียนเข้าใจ แบบที่โรงเรียนส่วนใหญ่กำลังทำตัวเป็นโรงนกแก้วนกขุนทอง ที่บังคับท่องจำ บังคับสอบ เพื่อให้ผู้เรียนได้ไปเพียงความรู้ หากไม่ใช่ปัญญาที่จะทำให้ผู้เรียนได้รู้ถึงที่มาที่ไปของสิ่งที่เขากำลังเรียน และความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เขาได้เรียนกับโลก “ทั้งโลก” นั้นเป็นอย่างไร เหมือนเรียนได้ ใช้ไม่เป็น ไม่เห็นที่มา อันเป็นปัญหายิ่งใหญ่ของมนุษยชาติในทุกวันนี้

............................

ระหว่างที่กำลังเขียนบทความนี้อยู่ ฉันกำลังปวดหัวกับการทำการบ้านวิชาตรรกวิทยาสัญลักษณ์ อาจารย์บอกว่ามันจะนำไปสู่การทำความเข้าใจสิ่งที่ภาษาธรรมดาทั่วไปไม่อาจเข้าใจได้ และต้องใช้ภาษาตรรกศาสตร์มาอธิบาย

มันเป็นเรื่องสนุกที่ได้เข้าเรียน ป.โท ภาควิชาปรัชญา แต่มันไม่สนุกเลยกับการเรียนวิชานี้ ที่ต้องพยายามใช้สูตร (อีกแล้ว) ซึ่งผู้อื่นคิดค้นขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ว่าคำพูดชุดหนึ่งชุดใดสมเหตุสมผลหรือไม่ โดยที่ฉันไม่เข้าใจถึงที่มาที่ไปของมันเลย เป็นอีกครั้งที่ฉันกำลังรู้สึกเหมือนเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้วในวิชาฟิสิกส์ น่าแปลกที่ฉันรู้สึกอย่างนี้ได้ในระดับ ป.โท โดยเฉพาะในภาควิชาปรัชญา

จึงนึกถึงคำพูดของรุ่นพี่คนนั้น แล้วก็ย้ำโศลกของปตัญชลีไว้ในใจซ้ำไปซ้ำมาว่า

สถิร สุขํ อาสนํ



เสี้ยวตะวัน พระจันทร์ข้างฝา -- เรื่อง

โดย เสี้ยว

 

กลับไปที่ www.oknation.net