วันที่ พฤหัสบดี พฤษภาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ลั่นทม...ใช่ระทมดั่งชื่อ


create your own slideshow

ลั่นทม... ใช่ระทมดั่งชื่อ

              ในคืนเดือนมืดคืนหนึ่งที่หลวงพระบาง ผู้คนต่างพากันหลับไหล หากฉันยังคงอ้อยอิ่งอยู่ที่ริมน้ำคาน สายน้ำที่ไหลรินคู่เมืองหลวงพระบางมาแต่เนิ่นนาน สายลมพัดเฉื่อยฉิวเย็นสบาย ฉันแหงนหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้า ท่ามกลางความมืดมิดของราตรีกาล เห็นดวงดาววะวิบวาวดารดาษไปทั้งฟ้า พลันโสตนาสิกก็ได้กลิ่นดอกไม้ที่คุ้นเคย .....ลั่นทมนั่นเอง ฉันรำพึงในใจพลางเดินตามกลิ่นดอกไม้ไปจนกระทั่งเจอต้นลั่นทมต้นใหญ่ บนพื้นดินปกคลุมไปด้วยดอกลั่นทมสีขาวพร่างพรายไปทั้งผืนราวกับปูไว้ด้วยพรมดอกไม้ ฉันค่อยค่อยเก็บงำดอกไม้ที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นมาดอมดมกลิ่น พลางให้นึกฉงนว่า ใยในอดีตไม้นามลั่นทมจึงถือเป็นไม้ต้องห้าม สำหรับปลูกในบ้านเรือนหนอ

................... ................... ...................

 
           เนิ่นนานแค่ไหนไม่อาจรู้ได้ หากเป็นข้อห้ามกันมาหลายชั่วคนแล้วว่า ห้ามปลูกลั่นทมในบ้าน เนื่องจากคนโบราณถือว่าชื่อไม่เป็นมงคล ด้วยชื่อของลั่นทมนั้นออกเสียงคล้ายกับคำว่า “ระทม ”ซึ่งหมายถึงความเศร้าโศกจึงไม่เป็นที่โปรดปรานปลูกในบริเวณบ้านหรือที่อยู่อาศัย แท้ที่จริงแล้วเมื่อมองลึกไปแล้วเราจะเห็นความแยบยลของภูมิปัญญาบรรพชนในการห้ามปลูกไม้ชนิดนี้ เนื่องเพราะต้นลั่นทมนั่นมีกิ่งที่อ่อน และระบบรากไม่แข็งแรง หากปีนป่ายต้นอาจล้มหักได้ง่ายและน้ำยางก็ยังมีพิษต่อร่างกาย ทำให้เกิดระคายเคืองที่ผิวหนัง ทำให้เลือดมาเลี้ยงที่บริเวณนั้นมากอีกด้วย บรรพชนไทยจึงใช้ระบบความเชื่อมาเป็นข้อห้ามในการปลูกต้นลั่นทมในบ้าน และส่วนหนึ่งเชื่อว่า ลั่นทมเป็นของสูง ควรปลูกที่วัดและวังเท่านั้น ที่อื่นไม่ควรปลูก ความเชื่อเหล่านี้ได้สั่งสมมาเนิ่นนาน จนทำให้คนไทยถือเป็นข้อห้าม มิให้ปลูกลั่นทมภายในบ้าน หากด้วยความสวยงามและกลิ่นหอมของดอกไม้ห้ากลีบที่ออกเป็นช่อระย้า เป็นพวง หลากสีละลานตาของลั่นทมนั้นเองที่ทำให้ผู้คนที่หลงใหลในมนต์เสน่ห์ของไม้งามนาม “ ลั่นทม ” พากันมองข้ามความเชื่อดังกล่าว อีกทั้งในระยะหลังมานี้ มีผู้เปลี่ยนชื่อ จาก “ ลั่นทม ” กลายมาเป็น “ ลีลาวดี ” อันมีความหมายถึงดอกไม้ที่มีท่วงท่าสวยงามอ่อนช้อย ลั่นทมจึงกลายมาเป็นต้นไม้ที่คนไทยนิยมปลูกประดับบ้านมากขึ้น จนในที่สุดการปลูกลั่นทมประดับสวน ประดับบ้านจึงเป็นที่นิยมในหมู่ผู้รักธรรมชาติ ผู้คนรุ่นใหม่ที่ไม่ยึดติดกับความเชื่อเรื่องนามต้นไม้
................... ................... ................... ...................
 
     ลั่นทมสีขาวขนาดใหญ่ที่แต่งแต้มด้วยสีเหลืองเรื่อกระจายหว่างกลางดอก  ในมือฉันยังโชยกลิ่นรวยระริน ในนาทีนี้เองที่ฉันได้ประจักษ์ว่า ในข้อห้ามที่แฝงไว้ด้วยความเชื่อนั้น หากมองอย่างผิวเผิน อาจเหมือนเพียงสิ่งงมงาย แต่เมื่อมองลึกไปเราจะพบภูมิปัญญาบรรพชนที่แอบแฝงอยู่ในความเชื่อและข้อห้ามเหล่านั้นอย่างแยบยล ดูเอาเถอะ แม้การห้ามปลูกไม้ใหญ่ที่มีกิ่งอ่อน ระบบรากไม่แข็งแรง และมีน้ำยางที่เป็นพิษต่อร่างกายนั้น ยังถูกโยงใยเข้ากับความเชื่อเรื่องชื่อที่ไม่เป็นมงคล อันส่งผลให้การปลูกไม้ชนิดนี้กลายเป็นข้อห้ามที่ชนรุ่นหลังยึดถือและปฏิบัติสืบมาจนถึงปัจจุบัน จนถึงวินาทีนี้แล้วฉันจึงตระหนักได้ในความยิ่งใหญ่แห่งภูมิปัญญาบรรพชนที่สั่งสมมาแต่ช้านานและประจักษ์ว่า.....ลั่นทมนั้นใช่ระทมดั่งชื่อ หากนั่นหรือคือความแยบยลแห่งภูมิปัญญาบรรพชนนั่นเอง
................... ................... ................... ...................
           
       ลั่นทมเป็นไม้สกุลหนึ่งในวงศ์อาโพซีนาเซีย (Apocynaceae) มีชื่อสกุลว่าพลูมีเรีย (Plumeria) ซึ่งตั้งให้เป็นเกียรติแก่นักพฤษศาสตร์ชาวฝรั่งเศษนามชาร์ลส พลูมิเย่ร์ (Charles Plumier) ซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่างค.ศ. 1646-1706 ผู้ซึ่งได้เดินทางไปในแถบคาริบเบียนในช่วงศตวรรษที่ 17 ชาร์ล พลูมิเย่ร์ ถูกมอบหมายจากกษัตริย์ ฝรั่งเศส ให้ไปแสวงหาพันธ์ต้นไม้แปลกๆในเขตร้อน ชาร์ลได้เดินทางไปยังหมู่เกาะ แคริเบียน ถึง ๓ ครั้ง จึงได้พบต้นไม้ที่มีดอกสวยงามและรูปทรงแปลกๆ จึงได้นำกลับมาที่ประเทศ ฝรั่งเศส หลายปีผ่านไปนักพฤกษ์ศาสตร์ชาวฝรั่งเศสอีกท่านหนึ่งชื่อนาย ทัวนีฟอร์ท ได้ตั้งชื่อต้นไม้นี้ว่า พลัมเมอร์เรีย (plumieria) เพื่อเป็นเกียรติแก่นาย ชาร์ล พลูมิเย่ร์ แต่ภายหลังชื่อถูกเรียกเพี้ยนไปเป็น พลูมีเรีย (plumeria) อย่างไรก็ตามพันธุ์ไม้นี้ตามหลักสากล ได้ถูกเรียกชื่อว่า ฟรังกีปานี (frangipani) และเรียกกันทั่วๆไปว่า พลูมีเรีย (plumeria )
................... ................... ................... ...................
 
จาก " ดอกไม้ วันวารและความทรงจำ "
รอมแพง  อริยมาศ  : เรื่อง  ชัยวุฒิ  ประเสริฐศรี  : ภาพ
จัดพิมพ์โดย แพรวสำนักพิมพ์ 2549
ป.ล. แต่ภาพลั่นทมในบล็อก เป็นของสเลเตค่า...

โดย สเลเต

 

กลับไปที่ www.oknation.net