วันที่ ศุกร์ กรกฎาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สำหรับเรา “สิทธิชุมชน” แปลได้ง่ายๆ ว่า “บ้านกู” และคำว่า “สิทธิมนุษยชน” แปลออกมาชัดๆได้ว่า “มึงก็คน กูก็คน” (โว้ยยยยย)


คอลัมน์ : จับตาแผนพัฒนาภาคใต้


สำหรับเรา “สิทธิชุมชน” แปลได้ง่ายๆ ว่า  “บ้านกู”  และคำว่า “สิทธิมนุษยชน” แปลออกมาชัดๆ ได้ว่า “มึงก็คน กูก็คน” (โว้ยยยยย)




           หมายเหตุ - ในวาระครบรอบ 5 ปีการเสียชีวิตของเจริญ วัดอักษร เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2552  ณ วัดสี่แยกบ่อนอก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้มีการแถลงบทสรุปการเรียนรู้กระบวนการยุติธรรมและเจตนารมณ์ในการจัดงาน โดยกรณ์อุมา พงษ์น้อย ประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก
พร้อมกับมีการแถลงเจตนารมณ์ขบวนการประชาชนภาคใต้ โดยจินตนา แก้วขาว ประธานกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด
                                              ดังรายละเอียดต่อไปนี้
                                                .......................

แถลงบทสรุปการเรียนรู้กระบวนการยุติธรรม
และเจตนารมณ์ในการจัดงาน รำลึก 5 ปี เจริญ วัดอักษร
มึงก็คน กูก็คน
ประชาชนไม่ใช่ฝูงแกะ
    
         พวกเราได้มารวมตัวกันอีกครั้งในวันนี้ ในวาระครบ 5 ปี การตายของ เจริญ วัดอักษร
ต่อหน้าอนุสาวรีย์อันเป็นสัญลักษณ์ ถึงชาวบ้านสามัญชนอย่างเราทุกหัวระแหง ที่ต่อสู้ด้วย
อุดมการณ์ ของความรักท้องถิ่น  การมารวมตัวกันในวันนี้ จะไม่ใช่เป็นแค่งานประจำปีที่ย่ำ
อยู่กับที่ในทุกห้าปีสิบปีของการครบรอบ แต่คือการมาประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของ
ประชาชนจำนวนหนึ่ง ซึ่งกำลังร่วมชะตากรรมที่ซ้ำรอยกันกับชะตากรรมที่พี่น้องบ่อนอก
และบ้านกรูดเคยฟันฝ่าร่วมกับ เจริญ วัดอักษรมาแล้ว
         ชะตากรรมที่ว่านี้คืออะไร  มันคือชะตากรรมของคนส่วนใหญ่อย่างพวกเรา ที่ถูกเบียด
ขับให้กลายเป็นคนส่วนน้อย ถูกบังคับให้ต้องเสียสละด้วยข้ออ้างว่า เพื่อผลประโยชน์ของคน
ส่วนใหญ่ ถูกบีบให้ต้องเสียสละเพื่อชาติ  ที่ก็ไม่รู้ว่าเป็นชาติของใคร  ทั้งที่หากวัดสัดส่วนกัน
จริงๆ แล้ว เราต่างหากคือคนส่วนใหญ่ที่ถูกกระทำและชี้ชะตาโดยคนส่วนน้อย ที่กระจุกตัว
กันอยู่บนส่วนยอดของโครงสร้างสังคมในประเทศนี้ ซึ่งล้วนเป็นเครือข่ายของผู้มั่งมี ทั้งอำนาจ
ในทางการเมืองและทรัพย์สินเงินทองทั้งสิ้น สิ่งที่ เจริญ วัดอักษร และขบวนชาวบ้านประจวบฯ
รวมถึงขบวนชาวบ้านอีกหลายแห่งในประเทศนี้ได้ต่อสู้บุกเบิกไว้ คือการลุกขึ้นสู้อย่างตรงมา
ตรงไป กับโครงการพัฒนาแต่ละโครงการที่นำหายนะมาสู่ชุมชน   มันเป็นการต่อสู้กับคำพูด
สวยหรูที่ฟังดูใหญ่โต อย่างผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ด้วยการใช้พลังของผลิตภาพมวล
รวมประชาชน  เป็นการไม่ยอมจำนน ต่อคาถาที่ว่าการพัฒนาต้องมีได้และมีเสีย เพราะปัญหา
มันอยู่ที่ว่าด้านได้และด้านเสียที่ว่านั้นเป็นของใคร ไม่มีใครเถียงหรอกว่า การพัฒนาเปรียบเหมือนเหรียญสองด้าน แต่มันยุติธรรมแล้วหรือที่ด้านของคนรวยก็รวยฉิบหาย ที่จนก็จนรากเลือดปางตาย
อย่างชนิดที่ภาษาชาวบ้านอย่างเราต้องบอกว่า ด้านได้ก็มีแต่พวกมึงได้  ด้านเสียอยู่กับกูเต็มๆ
เราไม่ได้คิดแบบรัฐ ที่ถนัดจะกล่าวอ้างว่า ต้องคิดเป็นภาพรวมหรือคิดเป็นภาพใหญ่ ทั้งที่ความ
จริงก็ไม่ใช่อะไรนอกจากการคิดมักง่ายแบบเหมารวมเข่ง  ชาวบ้านธรรมดาอย่างเราอยู่กันอย่าง
รู้จักเคารพความแตกต่าง และเชื่อมั่นในพลังของจิตสำนึกรักท้องถิ่นของแต่ละชุมชน ที่จะรู้จัก
ลุกขึ้นมาต่อสู้ด้วยตัวเอง ในปัญหาของตัวเอง เพื่อปากท้องและศักดิ์ศรีของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น
ปัญหาชาติพันธุ์ ป่าไม้ ที่ดินในภาคเหนือ ปัญหาเขื่อน เหมืองแร่ที่ระบาดทั่วชุมชนอีสานเหนือ
อีสานใต้  หรือในวันนี้ที่คนบางสะพานลุกขึ้นมาคัดค้านโรงเหล็กสหวิริยา คนทับสะแกลุกขึ้น
คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน คนชุมพรค้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ พี่น้องจะนะยังคงยืนหยัดคัดค้าน
โครงการอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่จะตามมากับท่อก๊าซ คนนครฯ ลุกขึ้นค้านนิคมอุตสาหกรรม
หรืออีกหลายพื้นที่ที่คัดค้านโครงการท่าเรือน้ำลึกตลอดแนวชายฝั่งทั้งอ่าวไทยและอันดามัน
และอีกสารพัดสารพันในนามของโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้โครงการเหมาเข่งที่เรียกว่าเซาเทิร์นซีบอร์ด  ชาวบ้านที่บ่อนอก เกิดมาก็เห็นแต่ทะเลปากคลองเกลียว ทะเลบ่อนอก  ไม่มีปัญญา
เช่าเครื่องบินให้พาเราขึ้นไปมุมสูง เพื่อมองลงมาให้เห็นภาพรวมทั้งทะเลหรอก  แต่สิ่งที่จะ
สามารถยึดโยงพวกเราซึ่งเผชิญชะตากรรมเดียวกันอยู่ต่างสารทิศได้ ต่อให้เราไม่มีที่ดินทำ
กินอยู่ในชุมชนอื่นของเพื่อนร่วมชะตากรรมทั้งหลายแม้ซักกะแบะมือ ก็คือคำที่รัฐเองก็ชอบ
ใช้เวลาจะอ้างความดีความชอบในฐานะผู้เขียนกฎหมาย และเป็นคำที่เราเห็นมันอยู่ทั่วไปตาม
ถุงผ้าที่แจกในงานสัมมนาที่ชอบเกณฑ์ชาวบ้านไปอบรม นั่นคือคำว่า “สิทธิชุมชน” และ
“สิทธิมนุษยชน”
 เราไม่แน่ใจว่ารัฐจะนึกออกไหม ว่าชุมชนที่เข้มแข็งและตระหนักในสิทธิ
ของตนเองนั้น ทำอะไรได้มากกว่าแค่การรวมกลุ่มอสม. หรือทำสหกรณ์ออมทรัพย์และกลุ่ม
แม่บ้าน  ยกตัวอย่างเช่น สหกรณ์ปั๊มน้ำมันชุมชนของบ่อนอกนั้น ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นช่องทาง
ในการคว่ำบาตรฆาตกรอันธพาลลูกจ้างโรงไฟฟ้า และเป็นแหล่งระดมทุนส่วนหนึ่งของพวกเรา
เวลาจะต้องควักกระเป๋าจ่ายค่ารถเข้าไปประท้วงที่กรุงเทพฯ อีกด้วย  เพราะในขณะที่รัฐพร่ำ
เพ้อถึงชุมชนเด็กดี ที่รู้จักสิทธิของตนตามที่รัฐ ขีดเส้นให้  สำหรับเรา “สิทธิชุมชน” แปล
ได้ง่ายๆว่า = “บ้านกู”  และคำว่า “สิทธิมนุษยชน” แปลออกมาชัดๆ ได้ว่า = “มึงก็คน
กูก็คน” 
 ความเข้าใจง่ายๆ ตรงไปตรงมาของเราต่อคำสองคำนี้นี่เอง ที่ทำให้เรามองเห็นว่ารัฐ
กำลังมีปัญหาที่ดูท่าว่าเราจะต้องเข้าไปดัดแปลงแก้ไข  เช่นเวลาที่รัฐบอกว่าทุกคนอยู่ใต้
กฎหมายเดียวกัน  แต่เราก็เห็นรูปธรรมหลายอย่างที่สะท้อนว่าไม่ใช่  ตัวอย่างเช่น ทำไมกลุ่ม
ทุนจึงสามารถถมทะเลที่ระยองได้โดยถูกกฎหมาย จนชาวประมงที่นั่นหมดสิ้นแหล่งทำกินและ
ยังต้องกล้ำกลืนกับมลพิษ ที่ป่านนี้รัฐยังลังเลที่จะประกาศให้เป็นเขตควบคุม แต่ขณะเดียวกันที่ปราณบุรี ชาวประมงแค่ไปอาศัยชายหาดปลูกเพิงพักกองอวน ไม่ได้กระทั่งจะออกเอกสารสิทธิ์
ปลูกบ้านแต่อย่างใด กลับถูกดำเนินคดีบุกรุก สั่งจำคุกกันได้โดยไม่ลำบากใจ   สิทธิของชุมชน
อยู่ที่ไหน  เข้าใจหัวอกของเราบ้างไหมเวลาที่เราบอกว่า “บ้านกู” 
       เช่นกันกับการตายของเจริญ วัดอักษร  น้ำตาที่เคยไหลเมื่อเพื่อนของเราถูกฆ่าตาย
มันแห้งเหือดหายไปในระหว่าง 5 ปี ของการติดตามทวงถามความเป็นธรรมจนหมดสิ้นแล้ว 
สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่คือความทรงจำและบทเรียนที่ทำให้เราตาสว่าง ว่าอย่าได้หวังความเป็น
ธรรมใด จากระบบกฎหมายและระบบยุติธรรมของบ้านนี้เมืองนี้  การเรียนรู้ของเราจบสิ้นลง
พร้อมๆ กับการจบเห่ของหลักสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน ที่ผู้มีอำนาจทั้งหลายวาดฝันไว้
ให้เราเชื่อ  ถึงที่สุดเราก็ได้รู้ว่า การปล่อยให้เราถูกกระทำโดยจงใจ คือยุทธศาสตร์หนึ่งที่รัฐ
ใช้เพื่อจัดการพวกเราด้วยซ้ำ  เราต้องทนฟังกระทั่งทัศนะพล่อยๆ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ว่า
“ตายซะได้ก็ดี กวนบ้านกวนเมือง” หรือคนระดับอัยการ ที่ว่า “ไอ้เจริญมันก็น่าตาย ที่ผ่านมา
ไม่เห็นทำมาหากินอะไรก็มีกิจการได้” หรือแม้กระทั่งผู้พิพากษาบางคนที่ว่า “ประเทศนี้ต้อง
พัฒนา” มันไม่ใช่ปัญหาของความไร้ประสิทธิภาพ แต่มันเป็นความจงใจ ด้วย ทัศนคติที่ติดลบ
กับเรา และลดทอนสิทธิความเป็นคนกันอย่างย่ามใจ  มองขบวนประชาชนเป็นฝูงแกะ คิดเอา
เองว่าเมื่อจัดการคนเลี้ยงได้ แกะทั้งฝูงก็จะแตกไปเอง 
        แต่ 5 ปีที่ผ่านมา เราได้พิสูจน์แล้วว่า พวกเรายังยืนหยัดกันอยู่ประจำทุกพื้นที่ และ
อุดมการณ์ของความรักท้องถิ่นก็ได้สืบสานและแพร่หลายไปยังพื้นที่ใหม่ๆ ที่ผุดขึ้นตามแผน
พัฒนามักง่ายในนามของสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอีกด้วย  ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากเกือบ
10 ปีของการต่อสู้เรื่องโรงไฟฟ้า และอีก 5 ปีของการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับการตาย
ของเจริญ เรายังคงต้องมาพูดเรื่องเดิมๆ เช่นกันกับที่ขบวนชาวบ้านในที่อื่นๆ ก็ยังคงพบเจอแต่
เรื่องเดิมๆ  ดังนั้น จะให้เราพูดอะไรที่ฉลาดและถูกต้องกว่าที่เห็นและเจอมาแบบเดิมๆ ก็คงจะ
ไม่ได้  
        แต่ทว่านับจากนี้ เพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสารระหว่างเรากับรัฐต่อไป  ขอให้เข้าใจว่าคำว่า
“บ้านกู” คือความหมายของ “สิทธิชุมชน” ที่ไม่ต้องแปลไทยเป็นไทย  และพวกเรามารวมตัว
กันในที่นี้ เพื่อยืนยันว่าเราไม่ใช่ฝูงแกะ ที่ไม่รู้ซ้ายรู้ขวาอะไร แต่เราคือประชาชน ที่ต่างคน
ต่างชุมชน ต่างพร้อมจะลุกขึ้นมา เพื่อบอกว่าเรานี่แหละคือคนส่วนใหญ่ ที่จะไม่ยอมให้ใคร
มาชี้ชะตากันง่ายๆ อีกต่อไป เพราะ...จงฟังไว้ 
 “มึงก็คน กูก็คน” 
    

                                                             กรณ์อุมา พงษ์น้อย
                                                             ประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก – กุยบุรี
                                                             วาระ 5 ปีการจากไปของเจริญ วัดอักษร
                                                             21 มิถุนายน 2552

 

 

โดย ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้

 

กลับไปที่ www.oknation.net