วันที่ ศุกร์ กรกฎาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โปรดช่วยกันแหกกฏ ลดโลกร้อน


โปรดแหกกฏ

.

“นี่แน เจ้าลูกแกะ ทำไมเจ้าจึงบุกรุกที่อยู่ของข้า” หมาป่าเอ่ยถาม พลางขยับเข้ามาประชิดตัวลูกแกะน้อย

“ข้าแต่ท่านที่เคารพ ท่านก้มลงดูสิว่า ใต้เท้าท่านมีอะไรรองอยู่” ลูกแกะตอบอย่างนอบน้อม

“อ้อ นี่นะเหรอ จะมีอะไร ก็แค่ก้อนดินดำๆที่มีอยู่ทั่วไป ทำไมข้าจะยืนเหยียบไม่ได้” มันยกตีนขึ้นดม

“ผิดไปแล้วล่ะท่าน ก้อนดินดำๆที่ท่านเห็นน่ะ ซ่อนอาหารของพวกข้าเอาไว้มากมาย ที่นี่จึงสมควรจะเป็นที่อยู่ของพวกข้า หาใช่ที่ทางของท่านไม่”

“อย่ามาพล่ามอยู่เลย ไหนล่ะอาหาร อย่ามาโกหก นี่มันก้อนดินชัดๆ”

ลูกแกะค่อยถอยห่างออกมา แล้วตอบอย่างใจเย็นว่า

“ก็เพราะท่านจ้องแต่จะกินเนื้อพวกข้า ท่านจะมองเห็นเมล็ดหญ้าที่ซุกซ่อนอยู่ใต้เม็ดดิน รอเวลางอกเงยขึ้นมาเพื่อเลี้ยงชีวิตของพวกข้าได้อย่างไร”

หมาป่ารู้สึกเสียหน้า จึงโกรธแค้นยิ่งนัก มันกระโจนหมายเข้าขบกัดลูกแกะน้อย แต่ด้วยความไวของลูกแกะ เพียงเบี่ยงตัวเองเล็กน้อย หมาป่าก็ลอยละลิ่วร่วงลงหุบเหวในทันที

เพราะมันไม่เคยดูตาม้าตาเรือเลยว่า มันได้ไล่ต้อนแกะน้อยมาเรื่อยๆ จนมาถึงริมเหวแล้ว

.

ขบวนการหมาป่า เกิดขึ้นได้อย่างไร

เมื่อราวๆ ๒๐๐  ปีก่อน มีขบวนไล่ล่าหาประโยชน์จากป่าในโลกนี้อย่างขวั่กไขว่ โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนชื้นทั้งหลาย ฝรั่งมังค่าตาน้ำข้าว นักล่าอาณานิคม ตบเท้ายกพลขึ้นบกในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความกระหายใคร่ยึดในทรัพยากรธรรมชาติทั้งหลาย ที่มีอยู่อย่างล้นเหลือ

พวกเขาแหกปากร้องลั่นสนั่นเกาะ เมื่อมาเจอความสมบูรณ์พูนสุข นั่นคือเครื่องเทศและไม้สัก

ฮุลา!! ฮูล่า!!  กูลา!! กูล่า !!! เสียงร้องฟังได้ดังนี้

ประเทศไทยจึง เริ่มนับหนึ่งในก้าวแรก ของการจัดการป่าด้วยตนเอง เมื่อ ๑๒๗ ปีมาแล้ว หลังจากเห็นว่าฝรั่งเอาประโยชน์จากป่าไปมาก(จนเกินจะทนแล้ว)

และแล้วการจัดการป่าในความคิดของกรมป่าไม้ ขณะนั้น จนมาถึงขณะนี้ ยังไปไหนได้ไม่ไกล ยังวนเวียนอยู่กับการหากินจากป่า การขายป่า การขายที่ดินในป่า(แบบชั่วคราว) เพราะยังมองว่าป่าคือผลประโยชน์ที่มีราคาสูง

ดูได้จากความคิดล่าสุดของท่านรัฐมนตรีหญิงท่านนั้น ในรัฐบาลชุดก่อน ที่คิดจะให้เอกชนมาเช่าอุทยานแห่งชาติ ทำมาหากินกันระยะยาวถึง ๓๐ ปี ในด้านการท่องเที่ยว เพื่อจะกอบเป็นกำๆ (ในเม็ดเงิน)

บัดนี้ ประเทศที่เคยกอบโกยเอาทรัพยากรป่าไม้ไปใช้แบบซึ่งๆหน้า ได้ย้อนกลับมาทวงถามถึงการดูแลจัดการป่าของประเทศเขตร้อนชื้น เพราะป่าไม้ในแถบนี้มีความสำคัญต่อการลดภาวะโลกร้อนเป็นอย่างยิ่ง(ขบวนการหมาป่า หัวหน้าใหญ่อยู่ไกล แต่เห่าเสียงดัง)

ประเทศไทยเอง เจอวิกฤติใหญ่ๆด้านดินฟ้าอากาศ มาหลายหน หลายพื้นที่ เช่น กรณีบ้านกระทูน บ้านคีรีวง  บ้านน้ำก้อ และหลายๆหมู่บ้านในอำเภอแม่สอด ติดต่อกันหลายปี จนกระทั่งต้องมาทบทวนเรื่องการดูแลป่า ให้ป่ามีอยู่ (หลังจากร่วมมือกับนายทุน ตัดป่าไปแบบไม่บันยะบันยัง ไร้หลักวิชาการ)

กระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โหมกระฮึ่มขึ้นอีกครั้ง จากการแลกชีวิตของวีรบุรุษห้วยขาแข้ง คุณสืบ นาคะเสถียร คราวนี้นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม เริ่มเบียดนักวิชาการป่าไม้เข้ามาทำงานแทน

สิ่งแรกที่ระดับนโยบายจะต้องยอมรับให้ได้ คือ คนที่นี่ได้อาศัยอยู่ในป่ามานานแล้ว บางพื้นที่นานกว่าอายุกรมป่าไม้ พวกเขามีวิถีชีวิตที่อิงอาศัยอยู่กับป่าอย่างกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ได้อาศัยในบ้านหรูบนภูเขา แล้วขับรถเบ๊นซ์เข้าไปทำงานในเมือง อย่างประเทศเขตหนาว

กว่าข้างบนจะตกลง กว่าจะเข้าใจกันได้ พี่น้องชาวเขาบนดอยถูกจับ ถูกไล่รื้อบ้าน ถูกฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลมาหลายกรณี (เรื่องทำนองนี้ เริ่มปะทุขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๓ เป็นต้นมา ) และลามมาถึงพี่น้องชาวอีสาน ลามไปถึงพี่น้องชาวใต้ ในวันนี้( เพราะกฏหมายมาทีหลัง แต่เสียงดังกว่า)

.

.

ขบวนการลูกแกะในภาคอีสาน

ในป่าภาคอีสาน ราวๆปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ป่าเริ่มเสื่อมโทรม ด้วยน้ำมือผู้สัมปทานป่าที่ไม่ใช้หลักวิชาการ บรรดาลูกแกะจึงทยอยอพยพเข้ามาทำกินในป่า ตามเส้นทางรถบรรทุกซุง (ลำเลียงไม้)  การทำกินในป่ายุคนั้น ต้องใช้แรงงานของตนเอง กับเครื่องมือประเภทจอบเสียม การจับจองพื้นที่มากน้อย ขึ้นอยู่กับกำลังคนในครอบครัวที่จะสามารถหักร้างถางพง(ที่ไม่ใช่ป่าไพรอีกต่อไปแล้ว)ให้เตียนโล่งเพื่อเพาะปลูกพืช (ข้าวไร่, มันสำปะหลัง) ได้มากน้อยแค่ไหน

การก่อตั้งชุมชนของชาวอีสานในยุคนั้น เมื่อสอบถามชาวบ้านในหมู่บ้านที่อยู่ติดป่า มักจะได้คำตอบว่า เป็นหมู่บ้านที่มาจากหลายๆพื้นที่ ต่างหนีแล้งมาหาที่ทำกินที่มีดินดำน้ำชุ่ม มาตามคำชวนของญาติพี่น้องที่มารับจ้างโรงเลื่อย ( เช่น ในเขตอำเภอน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์/ อำเภอคอนสาร อำเภอภูเขียว จ.ชัยภูมิ /อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ )

ต่อมา ในราวปี พ.ศ. ๒๕๑๐ – ๒๕๒๒ เป็นช่วงที่มีวิกฤติการณ์ทางการเมือง เกิดสงครามแย่งชิงมวลชนระหว่างรัฐบาลและนักปฏิวัติ ต่างฝ่ายต่างทำงานใกล้ชิดชาวบ้าน บางหมู่บ้านต้องอพยพออกจากป่า เพื่อความปลอดภัยตามคำชักชวนของฝ่ายทหาร แต่ยังเข้าไปทำกินในที่ดินเดิมที่อยู่ในเขตป่าบ้าง โดยที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ใดๆ

บางพื้นที่ ที่มีการสัมปทาน ผู้สัมปทานป่าต้องทำงานอย่างระมัดระวัง 

บางพื้นที่ ผู้ทำการปฏิวัติ ระงับการตัดไม้ของนายทุนจนสำเร็จ สภาพป่ายังคงสมบูรณ์ จนกลายเป็นผลงานของฝ่ายรัฐที่อ้างว่าได้ดูแลป่า (ป่าเขต อ.ภูเขียว)

บางพื้นที่ ป่าถูกเผาโดยทหาร เพื่อเปิดพื้นที่ให้โล่ง สะดวกต่อการโจมตีฝ่ายปฏิวัติ

หลังจาก ปี พ.ศ. ๒๕๒๓ เป็นต้นมา ป่าแตก นักปฏิวัติแตกออกจากป่า                                                  

ขบวนการหมาป่า เริ่มมองหาพันธมิตรแนวใหม่ เพื่อเข้าไปจัดการกับป่า

ประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๑๑  เป็นต้นมา องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เริ่มเข้ามาจัดการปลูกป่าทดแทน เพื่อการใช้ประโยชน์ บางพื้นที่ ให้เอกชนสัปทานปลูกป่าเพื่อใช้ประโยชน์

ยุคนี้ คือยุคที่เกิดป่ายูคาลิปตัสจำนวนกว้าง ในหลายจังหวัด และบางพื้นที่ ใช้นโยบายปลูกป่า เพื่อไล่ชาวบ้านออกจากที่ทำกินในป่า เช่น นโยบายอีสานเขียว หรือ โครงการปลูกสวนป่าทดแทนพื้นที่ป่าต้นน้ำ ทั้งยังมีโครงการให้เอกชนเช่าพื้นที่ป่า(ตัดไม้ป่าธรรมชาติทิ้ง)ปลูกยูคาลิปตัส เพื่อป้อนโรงงานกระดาษ (ที่เกิดขึ้นที่ อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา และ ที่อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์)

ยูคาลิปตัส  ต้นไม้แห่งความโชคดี ที่แฝงความโชคร้าย เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐ ในขณะนี้ มักจะเกิดในสวนป่ายูคาลิปตัส

เพียงเพราะความคิดตื้นๆ ในการส่งเสริมให้ปลูกไม้ชนิดนี้  โดยให้เหตุผลว่า

เนื่องจากประชาชนในชนบทบังไม่รู้ถึงประโยชน์ของไม้ยูคาลิปตัสมากเท่าที่ควร โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีสภาพแห้งแล้งดินเลว และมีอัตราการบุกรุกทำลายป่าสูงกว่าภาคอื่นๆ จึงควรที่จะได้เร่งการรณรงค์ปลูกป่าให้มากขึ้น เพื่อทดแทนป่าที่ถูกทำลาย และรักษาความสมดุลตามธรรมชาติและที่สำคัญคือ ให้มีไม้ใช้สอยอย่างเพียงพอ โดยไม่ต้องตัดไม้จากป่าธรรมชาติอีกต่อไป

การคิดว่าดินเลว ต้องปลูกต้นไม้ที่ทนทานในความเลวของดิน คือความคิดที่เลวประการหนึ่ง เพราะไม่มีป่าใดที่ไม่เคยเพาะปลูกมาก่อน มีสภาพเป็นดินเลว

วันนี้จึงมีต้นยูคาลิปตัส ยืนตระหง่านบนเทือกเขาเพชรบูรณ์ เป็นหย่อมใหญ่ๆ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่ต้นน้ำที่สำคัญทั้งสิ้น ด้วยนโยบายของกรมป่าไม้เจ้าเก่า ที่ปลูกป่าทดแทนพื้นที่ป่าที่ถูกสัมปทานตัดออกไปจนกระทั่ง ไม้ชั้นล่างเติบโตไม่ทัน ไม่มีลูกไม้งอกออกมา กลายเป็นทุ่งหญ้า กลายที่ทำไร่ของชาวบ้าน การยึดพื้นที่ป่าคืนให้เร็วที่สุด จึงต้องใช้ไม้โตเร็วอย่างยูคาลิปตัส แล้วประกาศกันอาณาเขตเป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าและพืชพันธุ์ (หมายความว่า มนุษย์ข้างนอกห้ามเข้าไปก้าวก่ายเด็ดขาด)

เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าตาพระยา(อยู่เขตจังหวัดบุรีรัมย์กับชายแดนเขมร) ก็อยู่ในสภาพเดียวกัน เมื่อกรมป่าไม้อนุมัติให้เอกชนเข้ามาสัมปทานปลูกป่าเพื่อการใช้สอย เป็นระยะเวลาร่วม ๓๐ ปี มาแล้ว บัดนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ผู้เข้ามาทำประโยชน์ ไม่ได้รักษาสัญญาในการดูแลป่าและสภาพหน้าดินตามที่กฏหมายกำหนด ในข้อที่สำคัญที่ว่า

# การปลูกป่า จะต้องปลูกไม้ป่าแบบผสมผสาน (ทำไมมีแต่ยูคาลิปตัสเพียงอย่างเดียว)

# การปลูกป่า จะต้องไม่ใช้สารเคมี ไม่ทำลายหน้าดิน (ทำไมใช้ยาฆ่าตอ ทำไมมีการไถขุดร่องกักเก็บน้ำในแปลงปลูกป่ายูคาลิปตัส จนพรุนไปหมด ทั้งยังบังอาจชี้แจงในที่ประชุมของอบต.ว่า เหตุที่ต้องทำเป็นหลุม เพื่อกักไม่ให้สารเคมีไหลลงไปในลำน้ำธรรมชาติ-----ดูจาก จดหมายชี้แจงของบริษัททำไม้ต่ออบต.ลำนางรอง)

ตั้งใจจะไม่ลากเข้าไปสู่รายละเอียดของพื้นที่ในเอนทรีนี้

จึงขอจบเรื่องนี้ ด้วยนิทานอีกหนึ่งเรื่อง

.


.

หนูกับราชสีห์

“หนูจ๋า ช่วยดูแลป่าของเราหน่อยนะ อย่าเอาแต่กัดแทะต้นไม้จนหมดป่า เดี๋ยวโลกจะร้อน”

ราชสีห์นอนหมอบเคี้ยวแฮมเบอร์เกอร์หยับๆ พลางพูดกับหนูตัวจ้อย ที่เดินผ่านมา

“พี่ราชสีห์จ๋า พี่คายเจ้านั่นออกมาให้น้องหนูกินมั่งฮิ หนูจะได้ไม่ต้องไปแทะกินเปลือกต้นไม้ รากไม้ให้เมื่อยกราม” หนูต่อรองด้วยความหิว

“อะ   ได้ไง เจ้าเป็นหนูตัวเล็กกระจิดริด หากินกับดินน่ะดีแล้ว กินซากพืชเน่าๆไปละกัน ห้ามกัดกินต้นไม้ใหญ่”

มันเริ่มคำรามฮึ่ม อย่างรำคาญ

“ป๊าดโธ่ะ  ลูกเพ่ ข้านะเหรอกินต้นไม้ ดูที่ปากทั่นสิ ที่คาบอยู่นั่นน่ะ กว่าจะใช้พลังงานในการผลิตมันมาหนึ่งก้อนน่ะ หมดต้นไม้ไปเท่าไหร่รู้ปะ ไหนจะค่าดินเสื่อมที่ปลูกข้าวสาลี ไหนจะค่าไฟฟ้าในการโม่แป้ง ไหนจะค่าไฟฟ้าในการอบขนมปัง ไหนจะค่าเนื้อสัตว์ที่ต้องคิดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ เพื่อเอาทำเนื้อแปะตรงกลางขนมปังนั่น  มาเหอะ  มากินไส้เดือนด้วยกันดีกว่า เรียบง่ายที่สุดแล้ว”

ว่าแล้วเจ้าหนูก็คุ้ยดินหาไส้เดือนกินต่อไป ปล่อยให้เจ้าป่าอ้าปากค้าง จนแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นแหว่ง ร่วงลงเปื้อนดิน

ขออุทิศ นิทานร้ายๆ สองเรื่องนี้แก่ชาวบ้านย่านป่าดง ที่กำลังถูกจับกุม ถูกไล่ที่โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ ที่อ้างว่าต้องปฏิบัติหน้าที่ของตน ตามกฏหมาย

 
(ข้าพเจ้า ขอขมากรรม ทั้งวจีกรรม อักษรกรรม และมโนกรรม ที่อาจล่วงละเมิดต่อท่านผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในหน้าที่ อย่างสุจริตชน อย่างใช้สติปัญญา เมตตา และคุณธรม ขอท่านจงอโหสิกรรมให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด)
 

หมายเหตุ ข้างล่างนี้ไม่ต้องอ่านก็ได้ เดี๋ยวจะปวดหัว ตัวร้อน ตาลายซะเปล่าๆ ใส่เอาไว้เผื่อมีคนเห็นแย้ง อยากจะเถียง ทางด้านข้อมูล

ราวๆร้อยกว่าปี (พ.ศ. ๒๔๒๕)  มีพ่อค้าไม้จากยุโรป ได้ส่งไม้สักจากเมืองไทยไปขายที่อังกฤษ พบว่าเป็นที่นิยมของตลาดมาก เพราะเป็นไม้ที่มีคุณภาพสูง ดังนั้น บริษัททำไม้จึงแห่กันมาหากินในเมืองไทย โดยมุ่งหน้าไปยังแหล่งไม้สักทางภาคเหนือ ชื่อบริษัทเหล่านั้น ได้แก่ สยามฟอเรสต์ บอมเบย์  บอร์เนียว บ้างเล่าว่าแม้แต่หมอสอนศาสนายังทิ้งพระคัมภีร์มาถือเลื่อยตัดไม้ขาย จนร่ำรวยเป็นเศรษฐีชีกอ เจ้าสำราญ แห่งเมืองเวียงพิงค์ของยุคนั้น

ปีพ.ศ. ๒๔๓๘ รัฐบาลได้ว่าจ้าง มร.เฮอร์เบิร์ท เสลด ชาวอักฤษ มาสำรวจสภาพการทำธุรกิจป่าไม้ ในประเทศ พบว่า

“การจัดการป่าไม้ ไม่ได้เป็นไปตามหลักวิชาการ เพราะมิได้มีการบังคับขนาดการตัดฟัน และจำนวนที่ตัด เพียงคุมแต่พื้นที่ที่ได้รับสัญญา อันนำไปสู่การตัดไม้ที่เกินกำลังผลิตของป่า”

จากรายงาน มร.เสลด ได้แนะนำให้จัดตั้งองค์กรขึ้นมาดูแลป่า สยามจึงได้ตั้ง กรมป่าไม้ขึ้น ในปีพ.ศ. ๒๔๓๙  จนและมอบหมายให้มร.เสลด ทำหน้าที่เป็นอธิบดี “กรมป่าไม้” คนแรกของประเทศ

สมัยนั้นท่านเจ้าเมืองแต่ละแว่นแคว้นของเมืองเหนือ จะเป็นผู้บริหารจัดการ เก็บภาษีการค้าไม้ด้วยตนเอง  เมื่อมีกรมป่าไม้เกิดขึ้น กิจการขายไม้ จึงถูกรวบเข้ามาเป็นกิจการของฝ่ายบ้านเมืองส่วนกลาง โดยรัฐบาลจะแบ่งค่าตอให้ครึ่งหนึ่งจากที่เก็บได้รายปี และต่อมาได้ออกกฏหมายอีกเก้าฉบับ เพื่อให้รัฐสามารถควบคุมดูแลและได้ประโยชน์จากผู้ที่ใช้ประโยชน์จากไม้ เพื่อนำไปบำรุงรักษาป่า กฏหมายยุคแรกนั้น มีสาระสำคัญที่กำหนดจุดตั้ง

ด่านภาษี และกำหนดชนิดไม้ที่ต้องเสียภาษี แต่งดเก็บภาษีราษฎรที่ทำไม้เพื่อทำกระดานต่อเรือ หรือแม้ใช้บ้างขายบ้าง

กฏหมายที่สำคัญในยุคแรก คือ ประกาศรักษาป่าไม้ ร.ศ. ๑๑๖ (พ.ศ. ๒๔๔๐) เพื่อกำหนดขนาดของต้นไม้และการแบ่งชั้นไม้ ไม้ชั้นหนึ่งให้ตัดออกได้ ไม้ชั้นสองจะเก็บไว้เพื่อรอตัดรอบหน้า

การออกกฏหมายในยุคต้นๆ ยังอนุญาตให้ราษฎรใช้ไม้ปลูกสร้างบ้านเรือนได้ หรือใช้ปลูกสร้างสถานที่ราชการและการสาธารณประโยชน์ได้ แต่ต้องขออนุญาต และยกเว้นค่าภาคหลวงได้ในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ (รัชกาลที่ ๖)

ต่อมา ปีพ.ศ.๒๔๘๑ มีการกำหนดป่าออกเป็นป่าคุ้มครองและป่าสงวน ป่าสงวนจะต้องมีแผนที่แสดงแนวเขตรังวัดหมายเขตป่าชัดเจนแนบท้าย ส่วนป่าคุ้มครองใช้เพียงแผนที่สังเขป ซึ่งส่วนใหญ่คัดมาจากแผนที่ระวางของกรมแผนที่ทหารบก

ในป่าทั้งสองแบบ ห้ามบุคคลยึดถือจับจอง ก่อสร้างแผ้วถาง หรือเผาป่า บุคคลซึ่งอ้างสิทธิที่ดินอยู่ในพื้นที่นั้น คณะกรรมการจะพิจารณาเพิกถอนสิทธิหรือให้ออกไปจากที่นั้น ในกรณีที่มีสิทธิตามกฏหมาย คณะกรรมการจะจ่ายชดเชยให้ พระราชบัญัตินี้ได้แก้ไขอีกครั้ง เช่น ฉบับที่ ๓ พ.ศ. ๒๔๙๗  แต่การจัดการกับป่าไม้ตามหลักที่ยึดตัวบทกฏหมายนี้ก็ขัดกับจารีตและวิถีชีวิตของคนไทย ที่มีคนยังชีพอยู่ในป่ามาก่อนที่จะมีการจัดการป่าด้วยซ้ำไป

ปีพ.ศ. ๒๔๙๐ เพื่อการจัดการประโยชน์จากไม้ แทนชาวต่างชาติ นายกฯยุคจอมพลผ้าขาวม้าแดง ได้ดำริจัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่า (ออป.) จนกลายเป็นแหล่งคอรัปร์ชั่นด้านป่าไม้ที่ใครๆก็รู้

ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ รัฐบาลจ้าง ดร.เลิช ชาวเยอรมันมาสำรวจสภาพป่าไม้สักของเมืองไทย  พบว่ามีการตัดไม้ทำลายป่ามากขึ้น จนอยู่ในภาวะที่อันตรายต่อการสูญสิ้นป่าเพราะการสัมปทานตัดไม้ ไม่ได้ใช้หลักวิชาการเลยแม้แต่แปลงเดียว จนต้องเสนอให้ทำแปลงสาธิตที่จังหวัดลำปาง แต่ต่อมาการทำสัมปทานได้ทำบ้างในบางแปลงที่เป็นไม้สัก ส่วนไม้กระยาเลย ไม่สามารถควบคุมได้ เพราะมีปัญหาในการอ่านวงปี

ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ มีการออกพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า

ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ออกพระราชบัญญัติ อุทยานแห่งชาติ

และ.....อีกหลายฉบับ

กระทั่ง ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ เกิดเหตุภัยพิบัติที่บ้านกระทูน จ.นครศรีธรรมราช ทางรัฐจึงสั่งปิดป่า  งดการสัมปทานป่า

นโยบายการเอาประโยชน์จากป่า จึงหันมาให้ความสำคัญกับการดูแล บำรุงรักษาป่า แทน

........

ที่ฉันเขียนเรื่องนี้ก็เพราะ ได้อ่านเจองานของอาจารย์สมศักดิ์ สุขวงศ์

ชื่อหนังสือว่า การจัดการป่าชุมชน เพื่อคนและเพื่อป่า

น่าเสียดายว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เผยแพร่ทั่วไป

บทประกอบท้ายเรื่อง เป็นการเขียนตามสาระที่อาจารย์เขียนไว้ โดยไม่ได้คัดลอกทุกตัวอักษร เพราะด้านปกในของหนังสือนั้น ระบุไว้ว่า

“สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามลอกเลียนไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่งของหนังสือ นอกจากได้รับอนุญาต”

............ 

ขอบพระคุณค่ะ อาจารย์

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net