วันที่ อาทิตย์ กรกฎาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตรวจสอบ ท่าที...อสส.คนใหม่ กับ ข้อหาก่อการร้ายของ พธม.


เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2552  ที่ประชุมใหญ่คณะกรรมการอัยการ ได้มีมติเอกฉันท์ 14 เสียง เลือกให้ จุลสิงห์ วสันตสิงห์ รองอัยการสูงสุดอาวุโสอันดับ 1 เป็นอัยการสูงสุดคนใหม่ แทน นาย ชัยเกษม นิติสิริ ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้  โดยสำนักงานอัยการสูงสุดจะเสนอชื่อนายจุลสิงห์ไปยังวุฒิสภาให้ความเห็นชอบ ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งดำรงตำแหน่ง อสส. เพื่อมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม ต่อไป  ซึ่ง นายจุลสิงห์จะดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดได้นานถึง 4 ปี ตาม พ.ร.บ.หลักเกณฑ์และการแต่งตั้งข้าราชการอาวุโส ฉบับที่ 2 พ.ศ.2551 ที่กำหนดขยายอายุราชการอัยการต่อไปอีก โดยจะเกษียณอายุราชการในปี 2556

… ว้าววว อยู่กันยาวเลย...

  

  

นายจุลสิงห์ เกิดเมื่อวันที่ 19 พ.ค.2493 ปัจจุบันอายุ 59 ปี จบการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ (เกียรตินิยม) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย น.ท.บ. สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ปริญญาโท Master Of Comparative Law มหาวิทยาลัย Illinois ประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มรับราชการที่สำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อ พ.ศ.2518 เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอัยการสูงสุด และอธิบดีอัยการฝ่ายปรึกษา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองอัยการสูงสุด

ซึ่งทั่นว่าที่ อสส.ผลงานไม่ธรรมดา...เป็นหัวหน้าคณะทำงานคดียุบพรรค ร้องทุกข์กล่าวโทษพรรคการเมืองที่กระทำทุจริตผิดรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน ชาติไทย หรือมัชฌิมาธิปไตย จนถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบทิ้งกันเป็นแถว ส่งผลให้นักการเมืองหลายคนตกงาน ต้องเว้นวรรคทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี
       
ในสมัยที่ดำรงตำแหน่ง เป็นอธิบดีอัยการต่างประเทศ  ทั่น “จุลสิงห์” เคยเป็นหัวหน้าทีมไล่ล่าผู้ต้องหาหลบหนีอาญาแผ่นดิน ทั้ง “นายปิ่น จักกะพาก” อดีตผู้บริหารระดับสูงบริษัทเงินทุนเอกธนกิจ ผู้ต้องหาคดียักอกทรัพย์ที่หลบหนีไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษ และ “นายราเกซ สักเสนา” อดีตที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ จำกัด ( มหาชน) ผู้ต้องหายักยอกทรัพย์แบงค์บีบีซี ที่หลบหนีไปอยู่ที่ประเทศแคนาดา… แม้จะยังตามตัวใครมารับโทษไม่ได้สักคน ... แถมตอนนี้ยังมีภารกิจใหม่ ในการติดตามตัว นักโทษชายหนีคดี อดีตนายกฯเหลี่ยมแม้ว “ทักษิณ ชินวัตร”ผู้ต้องคำพิพากษาจำคุก 2 ปี ในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินรัชดาฯ กลับมารับโทษตามอาญาแผ่นดิน อีกตะหาก ...

แล้วนี่ ยังจะมีคดี “ผู้ก่อการร้าย” ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหา พันธมิตรฯ แล้วก็ รมว.ต่างประเทศ อดีตทูต ทั่น กษิต ภิรมย์ ที่ตอนนั้นขึ้นเวทีปราศรัยพันธมิตรฯ โดนข้อหาหนัก “ก่อการร้าย” ในการบุกยึดสนามบินดอนเมือง และ สุวรรณภูมิ เข้ามาอีก

ซึ่งวันนี้ (12 ก.ค.) มีความเห็นจาก อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ เสรี สุวรรณภานนท์ ถึงการออกหมายเรียกแกนนำพันธมิตร และ รัฐมนตรี กษิต ว่า การตั้งข้อหาร้ายแรงไว้ก่อนและครอบคลุมหลายบุคคล ไม่เป็นผลดีกับผู้ถูกกล่าวหา เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาต้องเสี่ยงกับข้อหาที่รุนแรงยิ่งขึ้น แต่หากในกระบวนการไต่สวนของศาลไม่พบว่าผิดตามข้อหานั้นๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะพ้นข้อกล่าวหาไปเลย แต่อาจถูกลงโทษในความผิดที่รองลงมาตามแต่การวินิจฉัย

ว่าที่ อสส. ว่าไง...

ก็ว่าสั้นๆว่า “ ประมวลกฎหมายอาญา ระบุชัดเจนอยู่แล้วถึงความหมายของคำว่า "ก่อการร้าย"”…

... เมื่อวันที่  11 สิงหาคม 2546 รัฐบาลไทยได้ออกพระราชกำหนดเกี่ยวกับเรื่องการป้องกันการก่อการร้ายขึ้นสองฉบับ ฉบับแรกคือ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2546 มีสาระสำคัญคือการเพิ่มความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย มาตรา 135/1 ถึง มาตรา 135/4 ในประมวลกฎหมายอาญา

อีกฉบับ...พระราชกำหนดฉบับที่สอง คือ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 พ.ศ. 2546 สาระสำคัญคือการเพิ่มความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญาให้เป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติฟอกเงิน

มาตรา 135/1 ที่ได้เพิ่มเติมเข้ามาในประมวลกฎหมายอาญา  บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดอาญาดังต่อไปนี้

(1)     ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย หรือเสรีภาพของบุคคลใด ๆ

(2)     กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ

(3)     กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหนึ่งรัฐใด หรือของบุคคลใดหรือต่อสิ่งแวดล้อม  อันก่อให้เกิดหรือน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างสำคัญ

ถ้าการกระทำนั้นได้กระทำโดยความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศหรือ องค์การระหว่างประเทศ ให้กระทำหรือไม่กระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต  หรือจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงหนึ่งล้านบาท แต่การกระทำในการเดินขบวน   ชุมนุม  ประท้วง โต้แย้ง  หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือหรือให้ได้รับความเป็นธรรมอันเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นการกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ”  

                                               

ยังมีมาตรา 135/2 วางหลักว่าการตระเตรียม หรือสมคบจะทำการก่อการร้ายก็ต้องระวางโทษด้วย 

มาตรา 135/3 วางหลักว่าการสนับสนุนการก่อการร้ายต้องระวางโทษเสมือนตัวการ 

และท้ายสุดมาตรา 135/4 วางหลักว่าการเข้าเป็นสมาชิกองค์การก่อการร้ายต้องระวางโทษเช่นกัน

… ตอนนี้ทั่น กษิต ก็รับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกไปแล้ว ... รับทราบ แต่ไม่ยอมรับ !!! เพราะเป็นข้อกล่าวหาที่เกินจริง รุนแรง

เอ้า...ก็ว่ากันไป แต่นี่เป็นแค่ต้นทางของกระบวนการยุติธรรมทั้งกระบวนการเท่านั้น ตั้งต้นแค่เพียงการตั้งข้อกล่าวหาของทางตำรวจ ที่จะว่าไป ... เห็นความผิดอะไร เข้าท่าเข้าทาง ก็ยัดรวมมันลงมาให้หมดไว้ก่อน แล้วค่อยไปแก้ต่างกันที่ชั้นศาล ก็มีหลายคดีนิ๊ ที่ศาลทั่นก็ยกฟ้องเอาซะเฉยๆ เพราะข้อหามันไม่เข้าท่า ... คดีก่อการร้าย ก็เหมือนกัน ยังมีอีกตั้ง 2 ขั้น ไหนสำนวนที่ตำรวจจะต้องส่งให้อัยการ ถ้าอัยการเขาพิจารณาแล้วมันเว่อร์ เกินเหตุ สำนวนก็อาจจะถูกส่งกลับให้ทำใหม่ หรือถ้าอัยการส่ง ก็ยังต้องไปถึงศาล แล้วศาลก็มีอีกตั้ง 3 ศาล ถ้าผิดตามข้อกล่าวหา “ก่อการร้าย” จริง ก็อีกนานแหละ กว่าที่จะสรุปให้ประหารชีวิตตามกฎหมายกำหนดรึป่าว

ว่าก็ว่า ความจริงตอนนี้ข้อกล่าวหาไม่ใช่ประเด็นแล้วสำหรับทั่นกษิต แต่ประเด็นหลักของทั่นตอนนี้ก็คือ ผู้คนกำลังถามหามาตรฐานจริยธรรม ตามกฎเหล็ก 9 ข้อ ที่ นายกฯ อภิสิทธิ์ ตั้งไว้ให้ ครม.ของทั่นยึดปฏิบัติ...

ออกหรือไม่ออก ... ออกตอนไหน ... หรือว่าจะออกก่อนดีมั้ย ?

...ไหนๆ ก็ประกาศสร้างการเมืองใหม่กันแล้วนิ๊ …

อดีต รมว.พัฒนาสังคมฯ วิฑูรย์ นามบุตร ของประชาธิปัตย์ ที่โดนเรื่องปลากระป๋องเน่า ทั่นได้ทำมาตรฐานไว้แล้ว ... อดีตผู้ว่าฯกทม. อภิรักษ์ โกษะโยธิน ก็ทำแล้ว ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าหลังรับตำแหน่งวาระที่ 2 ไม่กี่วัน เรื่องคดีรถดับเพลิง ...

ถ้าทั่น กษิต จะทำอีกซักคน เพื่อมาตรฐานการเมืองไทยที่สูงขึ้น ... บางที ไอ้พวกนักการเมืองน้ำเน่า ที่เห่าหอน ท้าทายทั่นอยู่เหย่งๆอาจจะกลืนน้ำลายเอื๊อกๆ ลำบากใจกับมาตรฐานการเมืองใหม่ที่พวกท่านกำลังสร้างอยู่ก็เป็นได้!!!

ขอปิดท้ายเอ็นทรี่ ด้วบคลิปรายการ “วรรคทอง” ออกอากาศทาง เอฟเอ็ม 105  เมกกะเฮิร์ต วิทยุไทย ดำเนินรายการโดย คุณ อภิชาต บัวทอง และ คุณ จักรพันธุ์ กมุทโยธิน ถามหา จริยธรรมนักการเมือง ซึ่ง อาจารย์ เดโช สวนานนท์ มาตอบว่า ...

“จริยธรรม คือเรื่องราวของสำนึก และ จริยธรรมนักการเมืองควรที่จะต้องมีสูงเหนือกว่ากฎหมาย”

ขอบคุณ รายการวรรคทอง วิทยุไทยคะ

  

โดย ณดาว

 

กลับไปที่ www.oknation.net