วันที่ จันทร์ มกราคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มหา'ลัยวินห์ บนแผ่นดินวีรบุรุษ


เวียดนาม..ที่รู้สึกได้ / นิติราษฎร์  บุญโย /เนชั่นสุดสัปดาห์(ฉ.755)


ประเด็น

มหา'ลัยวินห์
บนแผ่นดินวีรบุรุษ

เนื้อเรื่อง

    จากด่านตรวจคนเข้าเมืองเก๋าแตว จ.ฮาติงห์ ลัดเลาะลงภูเขาเข้าสู่ จ.เหง่อาน เพื่อ
เดินทางไปเมืองวินห์ อันเป็นจุดหมายปลายทางของวันนั้น
    เมื่อมาเยือนเหง่อาน จะไม่แวะไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของโฮจิมินห์สักนิดก็
กระไรอยู่ เดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึงบ้านเกิดของวีรบุรุษแห่งเวียดนาม
    เราจึงบึ่งรถไป อ.กิมเหลียน ที่ตั้งถิ่นฐานครอบครัวลุงโฮทันที ตลอดเส้นทางผ่าน
ทุ่งข้าวเขียวขจีและหมู่บ้านชนบทใหญ่น้อย ก่อนจะไปถึงจุดหมายตอนบ่าย 4
โมงกว่า...
    สถานที่แห่งนั้น ยังดำรงอยู่ด้วยความเรียบง่าย สามารถสะท้อนถึงตัวตนของโฮจิ
มินห์อย่างที่เคยยินได้ฟังเป็นอย่างดี ซึ่งเจ้าหน้าที่สาว ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์เล่าให้ฟังถึงภูมิ
หลังครอบครัวลุงโฮ อย่างน่าสนใจ แต่ว่าด้วยเวลาอันจำกัดไม่ได้แลกเปลี่ยนกันมากนัก
เราจึงรีบออกเดินทางสู่เมืองวินห์ เพื่อเข้าที่พักช่วงเวลาพลบค่ำ
    พอถึงโรงแรมเฝื่องดง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองวินห์ ประมาณราว 6 โมง
เย็น ทุกคนต่างทยายกันเข้าห้องพัก เพื่อจะได้ทำภารกิจส่วนตัวและยืดเส้นยืดสาย หลัง
นั่งรถมาทั้งวัน
    ช่วงอาหารค่ำ คณะของเราได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกับรองผู้จัดการโรงแรม
เฝื่องดง ซึ่งมีแง่มุมที่น่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม ซึ่งถ้าคนไทยเดินทาง
ผ่านลาวเข้าสู่เวียดนาม เพื่อท่องเที่ยวหรือทำธุรกิจก็ตาม มักจะพักที่เมืองนี้ เพราะเมื่อ
เข้าสู่จังหวัดเหง่อานก็ค่ำแล้ว จึงต้องหาที่พักค้างคืนที่นี้เป็นส่วนใหญ่ และปัจจุบันคน
ไทยได้เดินทางมาเมืองนี้เป็นจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปีอีกด้วย
    เมืองวินห์ ถือเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเหง่อาน ซึ่งมีความเจริญและมีหน่วย
งานราชการสำคัญตั้งอยู่ ขณะเดียวกัน คณะของเรายังได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.เล วัน
ธิ่น รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยวินห์ มาร่วมพูดคุยอย่างเป็นกันเอง
    กล่าวถึงมหาวิทยาลัยวินห์ มีจุดเด้นทางวิชาการด้านการเรียนการสอน
คณิตศาสตร์เป็นอย่างมาก เพราะผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนมัธยมปลายแห่งนี้ (คล้ายๆ
นักเรียนสาธิตประจำมหาวิทยาลัยของเรานั่นเอง) สามารถคว้าเหรียญทองโอลิมปิก
วิชาการ สาขาคณิตศาสตร์อยู่บ่อยครั้ง
    อาจารย์ เล วัน ธิ่น เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ และเดินทางมาแลกเปลี่ยน
วิชาการที่เมืองไทยหลายครั้ง กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่คณะของเราได้เดินทางมาเวียดนาม
ครั้งนี้ เป็นความร่วมมืออันใกล้ชิด เช่น มิตรที่น่านับถือซึ่งกันและกัน และหวังว่าเราจะ
พัฒนาวิชาการ เพื่อความเจริญก้าวหน้าร่วมกันของทั้ง 2 ประเทศ ถ้าพูดโดยส่วนตัว
เคยได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรให้ความรู้ทางด้านการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ที่
ประเทศไทยก็รู้สึกประทับใจ และพร้อมจะให้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยไทย เพื่อแลก
เปลี่ยนองค์ความรู้ในครั้งนี้และครั้งต่อไป
    การพูดคุยผ่านไปโดยดี กระทั่งถึงเวลาเกือบ 3 ทุ่ม งานเลี้ยงจึงเลิกราลง  ซึ่ง
โอกาสนี้ รศ.สันต์ ธรรมบำรุง อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏหลายแห่ง และเป็นผู้
อาวุโสประจำคณะของเราได้มอบของที่ระลึกแก่รองผู้จัดการโรงแรมดังกล่าวและ รศ.
ดร. เล วัน ธิ่น พร้อมกล่าวขอบคุณการต้อนรับครั้งนี้ ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปพักผ่อน
ตามอัธยาศัย
    รุ่งเช้าที่เมืองวินห์ เป็นเช้าในสายหมอก พวกเราออกเดินทางไปมหาวิทยาลัยวิงห์
ตั้งแต่เช้า ตามคำเชื้อเชิญของ รศ.ดร.เล วัน ธิ่น ซึ่งเช้าวันนั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเทศ
สัมพันธ์ได้สละเวลาช่วยนำเราชมสถาบันอุดมศึกษาแห่งนั้น
    ภาพนักศึกษาเวียดนามในชุดเสื้อยืด กางเกงยีนส์ ตามแบบสมัยนิยมเดินขวักไขว่
บ้างจับกลุ่มอยู่ใต้ร่มเงาต้นไม้ในมหาวิทยาลัย ขณะรอที่จะเข้าเรียนอยู่หลายกลุ่ม
    เราเดินไปเยี่ยมชมโรงเรียนสาธิตมัธยมปลายที่ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัย ดูห้องเรียน
ของเขา ไม่ได้โอโถงและเครื่องไม้เครื่องมือครบครันน่าเรียนเหมือนโรงเรียนชื่อดังของ
เรา และนักเรียนแต่ห้อง ดูจะมีนักเรียนเยอะกว่าเราเสียอีกด้วย แต่สิ่งที่สังเกตได้ คือ
แววตาอันมุ่งมั่นตั้งใจของเด็กหนุ่มสาวเหล่านั้น อาจเป็นไปได้ว่าความทุกข์ลำบากของ
สงครามจากรุ่นปู่ รุ่นพ่อ ได้ส่งผ่านสู่คนรุ่นใหม่ เป็นแรงพลักดันให้เด็กวัยเท่านี้รู้หน้าที่
ว่า "การเรียน" เป็นสิ่งสำคัญสำหรับอนาคตของตนและประเทศชาติ
    ทั้งนี้ ช่วงที่เราเยี่ยมชม เป็นชั่วโมงเรียนคณิตศาสตร์พอดี จึงแอบยืนดูอยู่ชั่วครู่
ตามประสาเด็ก "วิทย์-คณิต"!
    ในขณะนักเรียนเวียดนามคนหนึ่ง ต้องออกมาแสดงการคำนวณโจทย์เลข ซึ่งแก้
โจทย์เลขสมการได้รวดเร็วพอสมควร โดยมีครูประจำชั้นยืนคุมอยู่ห่างๆ ดูแล้วก็นึกถึง
วัยเด็กไม่น้อย
    หลังจากนั้น เดินไปอีกมุมหนึ่งของบริเวณมหาวิทยาลัย เห็นนักศึกษากำลังเรียน
วิชาการการทหารอยู่ในโรงช่างโปร่งโลง แต่มีรั้วมุ้งลวดล้อมรอบ ไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง
เข้าไปยุ่งยาม พวกเราก็เข้าไปดูใกล้ไม่ได้ จึงได้แต่เกาะริมรั้ว ขอดูอย่างคนแปลกหน้า
ซึ่งที่น่าสนใจก็คือ กลุ่มนักศึกษาวัยใสกำลังประกอบปืนกระบอกยืน ไม่มีคำอธิบายว่ารุ่น
ไหนและยี่ห้ออะไร
    พลันนักศึกษาหญิงในกลุ่มก็ประกอบปืนให้เห็นอย่างชำนิชำนาญ จึงประหลาดใจ
ไม่น้อยว่า ระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยของเขาก็มีการเรียนการสอนด้วย เพราะถ้า
บ้านเรา ต้องไปเรียนนักศึกษาวิชาทหารกับกองทัพ
    อย่างว่าแหละ ประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศมันแตกต่างกัน สำหรับเวียตนาม
เกียรติภูมิแห่งการต่อสู้เอกราชนั้นยิ่งใหญ่มาก ฉะนั้นการนำวิชาทหารมาเรียนใน
สถาบันอุดมศึกษา ก็เพื่อตอกย้ำคำว่า "เอกราช" และความเป็นชาติที่ต้องปลูกฝังกัน
ตั้งแต่วัยเรียน
    เราเดินสำรวจมหาวิทยาลัยอยู่ไม่นาน..ความที่เวลากระชั้นชิด เราจึงอำลาชาว
วินห์อย่างรีบเร่ง เพื่อออกเดินทางสู่เมื่องอื่นต่อไป
    
 

โดย ืnity

 

กลับไปที่ www.oknation.net