วันที่ ศุกร์ มิถุนายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คลองด่าน...หมู่บ้านผู้รักชาติ (1)


คนไทยส่วนใหญ่รู้จักคลองด่านเพราะเรื่องบ่อบำบัดน้ำเสียที่โกงกิน จนเป็นข่าวต่อเนื่องมาหลายปี และก็ยังไม่มีจุดจบในเร็ววันนี้
      
เป็น Classic Case
      
และอาจจะเป็นอนุสาวรีย์ที่จะจารึกเรื่องราวของการโกงกินบ้านเมืองครั้งยิ่งใหญ่และเหลือซากให้เห็นจะ ๆ ทั้งตัวบ่อบำบัดน้ำเสีย นักการเมือง และข้าราชการประจำ ตั้งแต่กรมที่ดินที่ออกโฉนดโดยที่ที่ดินตั้งอยู่ในน้ำกร่อยในป่าชายเลน การอ้อมนำน้ำเสียลอดแม่น้ำเพื่อจะมาทิ้งที่คลองด่าน
      
เพราะ “คลองด่าน” เหมือนเมืองลับแลที่คนไม่รู้จัก เป็นชุมชนชาวประมงผู้หาอาหารมาเลี้ยงคนเมืองโดยที่คนทั่วไปไม่ทราบ
      
แต่ “คลองด่าน” แห่งนี้ กลับก่อเกิดเรื่องราวความรักชาติของชาวชุมชนที่ต่อต้านบ่อบำบัดน้ำเสียอัปยศแห่งนี้ตั้งแต่ก่อนสร้าง จนสร้างเกือบเสร็จโดย ไม่มีเรื่องราวของ NGOs รับสตางค์ต่างชาติอย่างที่ผู้มีอำนาจรัฐพูดถึงที่อื่น ๆ และเป็นกรณีที่ประชาชนส่วนใหญ่ทั่วประเทศไม่มีความเห็นขัดแย้งกับชาวคลองด่าน
      
เชื่อว่า...มีคนไทยร้อยละเก้าสิบเก้าจุดเก้าเก้าไม่รู้ว่า ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ชุมชนชาวคลองด่านเคยร่วม “กู้ชาติ” มาแล้ว
      
....ไม่ว่าในยุคสมัย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2
      
.....หรือยุค ขบวนการเสรีไทย ครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2
      
ชาวคลองด่านเป็น “แกนนำ” และ “ปิดลับ” มาตลอด
      
ประวัติศาสตร์การกู้ชาติของขบวนเสรีไทย ส่วนใหญ่จะกล่าวถึงนักเรียนนอกที่เสียสละ และ ฯลฯ
      
แต่ไม่มีชื่อชาวบ้านทีนี่บันทึกไว้ ทั้งๆ ผู้นำของเสรีไทยที่สนับสนุนทั้งกำลังและการเงินมีรากฐานสนับสนุนอยู่ที่นี่ – คลองด่าน !
      
ชาวคลองด่านโดยนิสัยชอบความสงบสุข และปิดทองหลังพระ ไม่ออกไปยุ่มย่ามนอกสังคมท้องถิ่น
      
อาจจะเป็นเพราะสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ไม่สะดวกจะติดต่อกับอำนาจรัฐ แม้จะอยู่แค่ชานเมืองหลวง ก็มีน้อยคนมากที่จะรู้ว่าคลองด่านอยู่ตรงไหน
      
ท่านปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส เมื่อครั้งลี้ภัยรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ออกจากประเทศไทยก่อนไปจีน ก็ได้คนตระกูล “เหีย” คนหนึ่งช่วยเหลือ
      
เหียมุยเก๋า !
      
หรือชื่อไทยคือ “มงคล นาวิกผล” บิดาของ “มนตรี นาวิกผล” นั่นเอง
      
ท่านเหียมุยเก๋า ถือเป็นผู้นำคนหนึ่งของขบวนเสรีไทยในการต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น
      
ท่านเป็นหลานบุญธรรมของ “เหียกวงเอี่ยม” ต้นตระกูล เอี่ยมสุรีย์
      
เหียกวงเอี่ยม คืออดีตประธานหอการค้าไทย-จีน ผู้ก่อตั้งมูลนิธิปอเต็กตึ้ง และโรงพยาบาลหัวเฉียว
      
ซึ่งเป็นผู้ที่เดินทางไปจีนก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นผู้นำข่าวเรื่องกองทัพญี่ปุ่นจะบุกดินแดนเอเซียอาคเนย์ รวมทั้งประเทศไทย มาวางแผนรับมือญี่ปุ่นก่อนที่สงครามโลกจะเกิด แต่ถูกฆาตกรรมเสียก่อน โดยถูกยิงตายที่หน้าโรงภาพยนตร์เทียนกัวเทียน เยาวราช ซึ่งเจ้าตัวพอจะรู้ตัวอยู่ก่อน เหมือน นายเจริญ วัดอักษร หรือผู้กล้าคนอื่น ๆ
      
เหียกวงเอี่ยมเป็นสหายกับต้นตระกูลดังของเมืองไทย เช่น อื้อจือเหลียง ชันซื่อ เตชะไพบูลย์ และ ฯลฯ รูปถ่ายของท่านหาดูได้จากมูลนิธิปอเต็กตึ้ง โรงพยาบาลหัวเฉียว หรือศาลเจ้าไต่ฮงกง ข้างวัดคณิกาผล ตรงข้ามโรงพักพลับพลาไชย ศพของท่านตั้งอยู่ที่สวางคนิวาส
      
ลูกน้อง ทั้งในส่วนของธุรกิจและส่วนตัวของ มงคล นาวิกผล ส่วนใหญ่มีการศึกษาดี และเป็นชาวคลองด่านทั้งนั้น
      
มงคล นาวิกผล ซึ่งมีบริษัทค้าข้าวและเดินเรือ ได้ให้คนพา ท่านปรีดี พนมยงค์ หนี จนผู้พาหนีไม่สามารถอยู่เมืองไทยได้ต่อไป ต้องไปเป็นเพื่อนบ้านกับรัฐบุรุษอาวุโสไร้แผ่นดินขณะลี้ภัยในประเทศจีน
      
เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ในหนังสือประวัติศาสตร์ไทยสำนวนต่างๆ ไม่เคยมีบันทึกเรื่องจริงของผู้ยิ่งใหญ่
      
ที่มีส่วนสำคัญในการร่วมรักษาเอกราชของชาติไทยไว้
      
คลองด่านมี “คนแซ่เหีย” มากที่สุดในอดีต – ทั้งที่เป็นชาวประมงและพ่อค้า
      
เรื่องความรักชาติของชาวคลองด่านเป็นที่กล่าวขานกันในหมู่คนจีน ทั้งในไทย ในมาเลเซีย ในสิงคโปร์ ในเวียดนาม ในเขมร และในจีน...ซึ่งมีทั้งสิ่งจารึกถึงผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 2 ท่าน มีป้ายประกาศเกียรติคุณและอนุสาวรีย์
      
“เหีย” แปลว่า “มด”
      
“เหีย” เป็นแซ่ที่ตั้งขึ้นใหม่ในจำพวกแซ่ทั้งหลาย เช่นเดียวกับแซ่ต่าง ๆ ที่มีความหมายเป็นจำพวกแมลงต่าง ๆ
      
“คนแซ่เหีย” จึงมีจำนวนไม่มากนัก เพราะเดิมบรรพบุรุษเป็นแซ่อื่น
      
มีหลายตำนานเล่าขานว่าเป็นข้าราชบริพารที่เดินทางกลับบ้าน เมื่อสิ้นนายและไม่อยากเกี่ยวข้องกับชาวยุทธอีก จึงตั้งแซ่ขึ้นใหม่
      
ตำนานอื่นแม้จะต่างออกไป แต่ส่วนใหญ่จะไม่พ้นเรื่องการเมือง
      
ในสมัย สมเด็จพระเจ้าตากสิน ซึ่งมีเชื้อจีน เวลาจนมุมพม่าจะหนีไปทางไหน จะหาแนวร่วมได้อย่างไร
      
ก็ย่อมกลับมาหาชุมชนจีน
      
ชุมชนชาวจีนในอดีตมักอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ เพราะการสัญจรไปมายังต้องพึ่งพาน้ำ
      
ทุกคนคงทราบดีที่ว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงประทับเรือผ่านวัดอรุณราชวราราม หรือ “วัดแจ้ง” ซึ่งแต่เดิมมีชื่อว่า “วัดมะกอก” และเสด็จต่อไปทางปากอ่าว โดยได้อาศัยชาวบ้านที่รักชาติมาช่วยมากมาย
      
ทั้งที่เคยกล่าวถึงในประวัติศาสตร์ว่าคือ นายมา ณ บางเหี้ย
      
คำว่า “บางเหี้ย” ก็คือ “คลองด่าน” นั่นเอง
      

เนื่องจากคลองด่านเป็นที่อุดมสมบูรณ์ เป็นป่าชายเลนที่สำคัญมาก จึงมีตัวเหี้ยและปลาตีนจำนวนมาก
      
ก็หมายความว่าคลองด่านเป็นเขตที่อุดมสมบูรณ์ เพราะป่าชายเลนเป็นแหล่งชุมนุมสัตว์น้ำที่จะวางไข่
      
คลองด่านเคยเป็นแหล่งอาหารทะเลที่สำคัญที่สุดในอดีต
      
มีชาวประมงผู้รักชาติจำนวนมาก
      
สมศักดิ์ วรนาวิน อดีตนายกสมาคมนายจ้างเรือแห่งประเทศไทย ก็เป็นชาวคลองด่าน และเป็นคนแซ่เหียอีกคนหนึ่ง
      
ท่านช่วยทำงานให้กับ มงคล นาวิกผล ผู้หาทางให้ท่านปรีดี พนมยงค์ลี้ภัยไปอยู่เมืองจีน
      
มงคล นาวิกผล ท่านนี้ ในเวลาต่อมา มีตำแหน่งทางการเมืองหลายตำแหน่งในจีน แต่บทบาทที่สำคัญที่สุดคือมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายไทย-จีน เป็นนโยบายที่ไทยไม่เสียเปรียบจีน
      
สมศักด์ วรนาวิน ซึ่งเพิ่งจะเสียชีวิตไปไม่นาน แม้จะเป็นนักธุรกิจ แต่มีจิตสำนึกที่รักชาติรักประชาชน ในขณะที่พายุเกย์ได้คร่าชีวิตชาวประมงไปจำนวนมากเมื่อปี 2532 ทางบ้านต้องสูญเสียเรือประมงใหม่เอี่ยมเพิ่งออกทะเลครั้งแรก แทนที่จะกลุ้มเรื่องความเสียหายส่วนตัวที่เกิดขึ้น กลับเสียใจที่คนงานประมงกว่าครึ่งเป็นคนงานใหม่ ไม่สามารถหาครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้ครบ จึงได้จ่ายค่าชดเชยจัดงานศพให้กับชาวประมงเหล่านั้นโดยไม่ได้รอการช่วยเหลือจากภาครัฐ

เรื่องบ่อบำบัดน้ำเสียที่คลองด่าน แม้ว่าตั้งแต่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะพยายามแก้ปัญหานี้โดยผ่านทาง ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่จนบัดนี้ ณ เวลาที่รัฐบาลประกาศสงครามกับการคอร์รัปชัน ก็ยังคงไม่สามารถลากคอผู้กระทำความผิดในกรณีนี้ออกมาให้สังคมเห็นได้
      
โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นนักการเมืองแม้ว่าเรื่องนี้จะยังคงยืดเยื้อ แต่ในทางการเมืองถือว่าประชาชนได้มีโอกาสต่อสู้และเห็นแสงสว่างบ้าง
      
เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต้องขึ้นอยู่กับความจริงใจของฝ่ายการเมือง
      
และ ป.ป.ช. ซึ่งเรื่องคลองด่านนอนค้างอยู่มานานแสนนาน ร่วม 10 ปี !
      
ผู้คนทั้งหลาย และแม้กระทั่งผู้เคยร่วมกระทำความผิด อาจจะรู้แต่เพียงว่าคลองด่านเป็นชุมชนปิด ไม่ติดต่อกับโลกภายนอก เนื่องจากสภาพชุมชุนอยู่ลึก ห่างไกลชุมชนเมือง จึงทำให้เข้าใจผิดคิดว่า ชาวบ้านจะเงียบ ไม่รู้อีโหน่อีเหน่
      
หากรู้เรื่องราวในประวัติศาสตร์เสียก่อน – อาจไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นที่คลองด่านก็เป็นได้ !

โดย “คนแซ่ลิ้ม” (1 มิถุนายน 2550)

เผยแพร่ครั้งแรกใน นสพ.ผู้จัดการรายวัน (6 ตุลาคม 2547)
----------------------------

อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง

บทเรียนจากคลองด่าน กับการต่อสู้ของชาวบ้าน

http://www.sarakadee.com/feature/2003/04/klong_dan.htm

ดาวัลย์ จันทรหัสดี - นักวิชาการสามัญชนคนคลองด่าน

http://www.thaingo.org/story/info_030.htm

 

 

โดย คนแซ่ลิ้ม

 

กลับไปที่ www.oknation.net