วันที่ พุธ กรกฎาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี…สิ่งดีดี...คุณค่าแห่งความทรงจำ”


“พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี…สิ่งดีดี...คุณค่าแห่งความทรงจำ”

            เมื่อ 3-4 ปีก่อนฉันและเพื่อน ๆ ได้รับมอบหมายจากอาจารย์ท่านหนึ่งให้ไปทำโครงงานภาษาอังกฤษที่พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี  วินาทีนั้นฉันคิดไม่ออกเลยว่าจะต้องเตรียมตัวอย่างไร   และยังคิดอีกว่า...ที่นั่นจะมีข้อมูลมากพอที่จะให้ฉันได้รวบรวมหรือเปล่าหนอ...จนกระทั่งฉันได้ไปที่นั่นจริงๆ ฉันรู้ได้เลยว่าสิ่งที่ฉันเป็นกังวลอยู่นั้นมันคงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป  เพราะที่นั่นมีข้อมูลมากมาย...มากเกินพอสำหรับการทำโครงงานของฉันเสียอีก

            ตั้งแต่ก้าวแรกที่ฉันไปถึง...ฉันสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ทุก ๆ คนที่นั่นมอบให้    สัมผัสถึง..ความสบายใจ โปร่งโล่งใจ      เพราะมีการจัดพิพิธภัณฑ์ที่อิงแอบแนบชิดไปกับธรรมชาติ ผสมผสานกับกลิ่นอายของวิถีชีวิตแบบพื้นบ้าน  ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์มีหญ้าสีเขียวประหนึ่งพรมซึ่งปูทางไปสู่สถานที่แห่งการเรียนรู้ที่แปลกใหม่  ตกแต่งด้วยควายไม้ตัวน้อยยืนฉีกยิ้มต้อนรับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์อยู่โดยรอบ ตอนแรกฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องใช้ควายเป็นสัญลักษณ์ ฉันจึงถามพี่เจ้าหน้าที่ที่คอยให้คำแนะนำ  พี่เขาบอกว่า “เพราะควายจัดเป็นสัตว์ที่สำคัญต่อการทำนาของไทย จึงเลือกที่จะนำควายมาสร้างสีสันให้กับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้”...

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างขึ้นมานานกว่า 30 ปีแล้ว ด้วยน้ำพักน้ำแรงของคุณลุงผู้ใจดีท่านหนึ่ง ซึ่งก็คือ “ลุงจ่า” หรือที่คนพิษณุโลกรู้จักกันดีในนาม.จ่าทวี  บูรณะเขตต์”..คุณลุงผู้ซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดา ๆ ที่พยายามสร้างตัวเองขึ้นมาจากความยากจน  ท่านเคยรับราชการเป็นทหารมาก่อน  แต่ต่อมาท่านตัดสินใจออกจากราชการเพื่อมารับจ้างปั้นหล่อพระพุทธรูป ซึ่งลุงจ่าเป็นผู้มีฝีมือในงานด้านนี้เป็นอย่างมาก    จนกระทั่งมีโรงหล่อพระเป็นของตัวเอง      ซึ่งโรงหล่อพระของลุงจ่าก็อยู่ตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นี่เอง และเพราะกิจการนี้นี่แหละ ที่ทำให้ลุงจ่ามีทุนพอที่จะหาข้าวของมาเก็บสะสมจนได้เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้นมา

นอกจากลุงจ่าแล้ว..ผู้ช่วยคนสำคัญของลุงจ่าเลยก็คือ “พี่พรศิริ” ลูกสาวคนเล็กของลุงจ่า  ซึ่งคอยเป็นผู้ช่วยและถือเป็นกำลังสำคัญอีกคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ที่ทำให้พิพิธภัณฑ์อยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้  หญิงสาวที่ใช้ชีวิตสมัยเด็ก ๆ ต่างจากเด็กคนอื่น ๆ เพราะเมื่อถึงวันว่างๆ แทนที่จะเล่นสนุกสนานตามประสาเด็ก ๆ  หญิงสาวคนนี้ก็ต้องตามลุงจ่าไปในที่ต่าง ๆ ตามชุมชนชนบท ทั้งในและต่างจังหวัด พร้อมกับช่วยลุงจ่าถือของเล็กๆน้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นหมู เห็ด เป็ด ไก่ ข้าวสาร หรือแม้แต่ผ้าห่ม  เพื่อเป็นการผูกมิตรกับคนเหล่านั้น และยังเป็นของกำนัลแลกกับความรู้ ข้อมูล เรื่องราวต่าง ๆ ที่ชาวบ้านเหล่านั้นจะบอกเล่าออกมา เช่น เรื่องของความเชื่อ วิถีชีวิตต่าง ๆ ความเป็นอยู่ของชาวบ้านเหล่านั้น   และหากลุงจ่าได้พบกับข้าวของเครื่องใช้เก่า ๆ ที่ชาวบ้านไม่ใช้แล้วลุงจ่าก็จะขอปันเอามาเก็บไว้

            แต่กว่าจะได้มาเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย  เพราะกว่าจะได้ของแต่ละอย่างมานั้น ลุงจ่าต้องพยายามขอแลกซื้อสิ่งของเหล่านั้นมา ในช่วงแรก ๆ ถือเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะลุงจ่าเองก็ไม่ใช่คนมีฐานะอะไร  แถมยังใช้เงินต้องเลี้ยงดูครอบครัวอีก จนกระทั่งลุงจ่าทุ่มเทแรงกายทำงาน จนมีฐานะดีขึ้น จึงพยายามเสาะหาสิ่งของต่าง ๆ โดยใช้เงินส่วนตัวล้วน ๆ ในการซื้อหาสิ่งของและสร้างพิพิธภัณฑ์จนเป็นรูปเป็นร่างดังเช่นปัจจุบันนี้  ทั้งยังต้องทนกับคำที่ถูกกล่าวหาว่า “บ้า”   บ้างล่ะ   “เพี้ยน” บ้างล่ะ  แต่ลุงจ่าก็ไม่เคยท้อ  เพราะลุงคิดว่าสิ่งที่ลุงได้ทำนั้น ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่เป็นการทำเพื่อคนอื่น ๆ ถึงแม้ว่าตัวเองจะต้องลำบากก็ยอม...

            พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ประกอบด้วยอาคาร 3 หลังด้วยกันซึ่ง อาคารหลังแรก จะแสดงถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของจังหวัดพิษณุโลก  เป็นการจัดแสดงภาพถ่ายเก่าๆ เช่น การออกตรวจราชการในอดีต  การขุดค้นพระราชวังจันทน์ บุคคลสำคัญของจังหวัดพิษณุโลก  หรือ เหตุการณ์ที่สำคัญ ๆ อย่าง เหตุการณ์ไฟไหม้เมืองพิษณุโลกเมื่อปี 2500  ซึ่งทำให้ได้รับรู้ถึงสาเหตุ และ ความเสียหายที่เกิดจากไฟไหม้ครั้งนั้นเป็นอย่างดี

              อาคารหลังที่สอง เป็นอาคารไม้ 2 ชั้น ชั้นบนจัดแสดงข้าวของเครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้านของไทยในอดีต ซึ่งส่วนใหญ่ลุงจ่าจะได้มาจากบริเวณภาคเหนือตอนล่าง  เช่น เครื่องมือจับปลา   กับดักหนู  ดักนก  ดักลิง     เครื่องมือการทำนา ของเล่นเด็กในสมัยก่อน   รวมไปถึงเครื่องดนตรี อย่าง ”มังคละ” ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของจังหวัดพิษณุโลก โดยจะนิยมเล่นกันในช่วงเทศกาล งานมงคลต่าง ๆ ซึ่งจะประกอบไปด้วย กลองมังคละ ซึ่งเป็นกลองหนังหน้าเดียวขนาดเล็กทำจากไม้ขนุนแล้วหุ้มด้วยหนัง  ปี่ ซึ่งมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับปี่ชวา กลอง2หน้า 2 ขนาดไว้สำหรับตีจังหวะให้ขัดล้อกัน และเครื่องประกอบจังหวะอื่นๆ คือ ฆ้อง 3 ใบ ซึ่งจะแขวนอยู่บนคานหาม ฉิ่ง และฉาบใหญ่ โดยเมื่อเล่นรวมเป็นวงแล้วจะให้ความสนุกสนานเป็นอย่างยิ่ง ฉันเคยนำดนตรีมังคละไปจัดแสดงให้กับชาวต่างชาติชม ซึ่งก็ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี ชาวต่างชาติเหล่านั้นต่างให้ความสนใจกับดนตรีมังคละเป็นอย่างมาก   ส่วนชั้นล่างยังได้มีการจัดมุมจำลองส่วนต่าง ๆ ของบ้านเรือนในสมัยก่อน  เช่น ครัวไฟ เรือนอยู่ไฟหลังการคลอดบุตร  ซึ่งเป็นสิ่งที่นับว่าหาดูได้ยากในปัจจุบันนี้  นอกจากจะไปที่ ๆ ชนบทจริง ๆ ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่บ้าง  แต่ถ้าในเมืองละก็ไม่ต้องพูดถึง...ไม่มีให้เห็นอย่างแน่ ๆ

            มาถึงอาคารหลังสุดท้าย  เป็นการจัดแสดงวิถีชีวิตของชาวโซ่ง หรือ ลาวโซ่ง ซึ่งอพยพมาจากแถบจังหวัดเพชรบุรี และราชบุรี  มาอาศัยอยู่ที่พิษณุโลกได้หลายชั่วอายุคนแล้ว  และปัจจุบันนี้พวกเขาก็ยังคงตั้งหลักแหล่งอยู่ในแถบ อำเภอเมือง อำเภอบางระกำ และอำเภอวังทอง  ซึ่งวิถีชีวิตที่ลุงจ่าเลือกนำมาจัดแสดงนั้นเป็นวิถีชีวิตของชาวลาวโซ่งบ้านแหลมมะค่า   ตำบลพันเสา อำเภอบางระกำ  ซึ่งชาวลาวโซ่งจะมีการแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว  นับวันก็ยิ่งหาชมได้ยาก เนื่องจากกาลเวลาเปลี่ยน วิถีชีวิตของชาวลาวโซ่งเหล่านี้ก็เปลี่ยนไป  ทำให้ชาวโซ่งเหล่านี้ก็เลือกที่จะแต่งชุดตามธรรมดาสากลไม่ได้แต่งด้วยชุดพื้นเมืองเหมือนก่อนอีก  ถึงจะมีก็คงมีเพียงแต่คนแก่จริง ๆ ที่ยังคงยึดถือตามวัฒนธรรมเก่า ๆ ซึ่งก็หาดูได้ยากยิ่ง เพราะสังขารก็ล่วงไปตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไป…

            นอกจากอาคารทั้ง 3 หลังแล้วภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีร้านขายของที่ระลึก ซึ่งของส่วนใหญ่จะเป็นของที่ทำเองทั้งสิ้น  เช่น กังหัน  เข็มกลัด เสื้อยืด กระเป๋าย่าม โปสการ์ดภาพวาดการละเล่นของไทยสมัยก่อน ซึ่งฝีมือการวาดก็ไม่ใช่ของใครที่ไหน เป็นของ “พี่ปู-พรศิริ” ลูกสาวผู้เปรียบเสมือนมือขวาของลุงจ่านั่นเอง  และของที่น่ารักที่สุดคงจะหนีไม่พ้นเจ้า  “ควายยิ้ม” ที่ทำจากไม้ขนาดต่าง ๆ นั่นเอง    จะว่าไปแล้ว หากจะกล่าวว่า “ควายยิ้ม” เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของที่นี่ก็คงจะไม่ผิด  เพราะไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ก็จะได้เจอกับเจ้าควายยิ้มนี้เต็มไปหมด  และรายได้จากการขายของที่ระลึกนี่แหละที่จะต้องนำไปใช้สำหรับปรับปรุงพิพิธภัณฑ์  ทั้งยังต้องจ่ายค่าจ้างให้กับเจ้าหน้าที่ คนสวน คนงานอีกด้วย

            พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เคยเปิดให้เข้าชมโดยไม่คิดค่าเข้าชมมาโดยตลอดเกือบ 20 ปี ถึงแม้ว่าจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มากมาย ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจ้างคนงาน ลุงจ่าก็ยังคงใช้เงินทุนส่วนตัวของครอบครัวมาใช้จ่ายหมุนเวียนในพิพิธภัณฑ์อยู่เรื่อยมาโดยไม่หวั่นต่ออุปสรรคใด ๆ แต่อุปสรรคใหญ่ที่สุดที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ต้องเผชิญจนเกือบจะต้องปิดพิพิธภัณฑ์ ถึงขั้นต้องแขวนป้ายขายพิพิธภัณฑ์เลยก็เพราะ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เรียกเก็บเงินภาษีย้อนหลังจากการเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นเงินจำนวนนับแสนบาท!!!...ทั้ง ๆ ที่ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาลุงจ่าตั้งใจที่จะเปิดพิพิธภัณฑ์เพื่อลูกหลาน คนรุ่นหลังจะได้ใช้เป็นแหล่งข้อมูล  คิดจะทำเพื่อผู้อื่นโดยตลอด จึงไม่คิดจะเก็บเงินค่าเข้าชมแม้แต่น้อย...แต่แล้วสุดท้าย...ก็ต้องตัดสินใจเก็บเงินค่าเข้าชม โดยผู้ใหญ่คิดในราคา 50 บาท และ เด็ก 20 บาท..เพื่อแลกกับความอยู่รอดของพิพิธภัณฑ์ที่ซึ่งเป็นเสมือนแหล่งการเรียนรู้แหล่งใหม่ให้ดำรงอยู่ต่อไป

            พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี เปิดให้เข้าชมทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์) ตั้งแต่เวลา 8.30-16.30 น.  โดยคิดค่าเข้าชมในราคา ผู้ใหญ่ 50 บาท และ เด็ก 20 บาท

ถึงแม้ว่าจะต้องพบกับอุปสรรคต่าง ๆ มากมาย ลุงจ่า..ก็ไม่เคยย่อท้อ ยังคงเข้มแข็งที่จะรักษาพิพิธภัณฑ์ที่ซึ่งสร้างมาจากน้ำพักน้ำแรง ความตั้งใจจริง โดยมีลูกสาวผู้สืบทอดเจตนารมณ์อย่าง “พี่พรศิริ”อยู่เคียงข้าง...เพื่อให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้สำหรับคนรุ่นหลัง..เป็นคุณค่าดีดี..แห่งความทรงจำตลอดไป...

                             จ่าทวี                                         

 

 ปล. งานชิ้นนี้เป็ฯงานเขียนที่เคยเขียนส่งอาจารย์ตอนอยู่ปีหนึ่งค่ะ ฝากช่วยติชมด้วยนะคะ แล้วครั้งหน้าจะมาอัพนิทานที่แต่งให้อ่านกันค่ะ ^^

ขอบคุณค่ะ

 

 

โดย ดาวกระดาษ

 

กลับไปที่ www.oknation.net