วันที่ จันทร์ มกราคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กว๋างบิ่นห์ งดงามแห่งเวียดนามกลาง


เวียดนาม..ที่รู้สึกได้ / นิติราษฎร์ บุญโย /เนชั่นสุดสัปดาห์(ฉ.756)

ประเด็น

กว๋างบิ่นห์
งดงามแห่งเวียดนามกลาง

เนื้อเรื่อง
    เวียดนามตอนกลาง เป็นรอยต่อสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์ทางทหารของกองทัพ
เวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ในอดีต เราจึงได้พบเห็นร่องรอยของการสู้รบที่พอหลง
เหลือซากปรักหักพังของสงครามอินโดจีน รวมทั้งเศษซากยุทโธปกรณ์ตั้งอยู่ริมสอง
ข้างทางที่รถเราแล่นผ่านไป นับตั้งแต่เหง่อานห์ ผ่านฮาตินห์ และจังหวัดกว๋างบิ่นห์ เป้า
หมายสุดท้ายในการเดินทางวันนั้น
    บ่ายของวันนั้น เราแวะชมอุทยานแห่งชาติ Phong Nha national park ซึ่งถูก
ยกย่องให้เป็นมรดกโลก อันเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของกว๋างบิ่นห์ ถือว่าเป็นแหล่ง
ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชาวเวียด และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ
ด้วยเช่นด้วยกัน
    ภูมิศาสตร์อุทยานแห่งนี้ มีถ้ำกว่า 300 แห่ง เป็นภูเขาหินปูน สลับที่ราบลุ่มหุบเขา
พร้อมมีแม่น้ำไหลผ่าน ถือเป็นทิวทัศน์อันสวยงามอย่างยิ่ง
    ว่ากันว่า นอกจากความงามของธรรมชาติแล้ว ช่วงสงครามต่อสู้กับสหรัฐอเมริกา
สถานที่แห่งนี้ ถือเป็นหลุมหลบภัยจากเครื่องบินทิ้งระเบิดของชาวเวียดนามแถบนี้ และ
ยังเป็นฐานเก็บซ่อนอาวุธของชาวเวียดอีกด้วย
    เราได้พบปะพูดคุยกับ ฟาน ธง ไท หัวหน้าเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ผู้ดูแลอุทยานแห่งชาติ
ดังกล่าว ซึ่งเขามีความยินดีมากที่ได้ต้อนรับเรา และอีกอย่างหนึ่ง หัวหน้าฯ ฟาน ได้ส่ง
ลูกและหลานสาวไปเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และมหาวิทยาลัยราชภัฏ
สกลนคร อีกด้วย
    ฟาน ธง ไท เล่าถึงความตั้งใจส่วนตัวกับเราเกี่ยวกับการส่งลูกไปเรียนที่เมืองไทย
ว่า อยากให้ลูกสาวได้เรียนรู้วัฒนธรรมไทย รู้จักคนไทยมากขึ้น และที่สำคัญ จะต้อง
พูดภาษาไทยได้ด้วย เพราะที่อุทยานแห่งชาตินั้น ยังขาดคนที่พูดภาษาไทยได้ ใน
ขณะที่คนไทยเริ่มเข้ามาเที่ยวจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี ซึ่งหากใครส่งลูกหลานไปเรียน
ก่อน ก็นับว่าเป็นการเปิดโอกาสให้อนาคตของบุตรหลานตนเองได้เจริญก้าวหน้าทาง
การงาน ทั้งงานของรัฐและประกอบธุรกิจการท่องเที่ยว
    พอถึงเวลาบ่ายคล้อย เราจึงออกเดินทางกันอีกครั้ง ซึ่งอยากจะเรียนให้ทราบว่า
ถนนหนทางที่ขบวนของเราได้เคลื่อนผ่านไปนั้น ไม่ขรุขระ ราบเรียบดี เพียงแต่อาจจะ
ต้องเดินทางล่าช้าบ้าง ก็ตรงที่บ้างเส้นทางจะจำกัดความเร็ว ซึ่งจะมีตำรวจทางหลวง
ดักอยู่เป็นระยะ เพื่อจับผิดรถที่ขับเร็วเกินกำหนด จึงทำให้เป็นที่หวาดกลัวต่อผู้ที่มี
อาชีพพลขับเป็นอันมาก เพราะโทษหนักจริงๆ ไม่มีการจ่ายส่วยทางหลวงเหมือนบ้าน
เรา
    รถเคลื่อนตัวไปถึงมหาวิทยาลัยกว๋างบิ่นห์ช่วงหัวค่ำ ซึ่งเป็นที่น่าซาบซึ้งใจว่า ดร.
ฝาน เหงียน หิ่ง อธิการบดี ได้มารอต้อนรับอยู่หน้าประตูมหาวิทยาลัยก่อนแล้ว ท่าน
อธิการบดีพยายามปรบมือและชักชวนนักศึกษาที่เดินผ่านไปมาให้ช่วยกับปรบมือต้อน
รับคณะของเราอีกด้วย ซึ่งรู้สึกประหลาดกับความตั้งใจของเขายิ่งนัก แต่ก็อดปลื้มปีติ
กับมิตรภาพที่ได้ไม่ได้เช่นเดียวกัน
    หอประชุมมหาวิทยาลัย ถูกตระเตรียมต้อนรับอย่างเป็นทางการ แม้ว่าการเดินทาง
ครั้งนี้ดูจะสบายๆ ไม่นิยมพิธีรีตองอันแสนอึดอัดก็ตาม
    ดร.ฝาน เหงียน หิ่ง กล่าวว่า รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับคณะดังกล่าวในครั้ง
นี้ และนับตั้งแต่ความร่วมมือของมหาวิทยาลัยกว๋างบินห์ กับมหาวิทยาลัยราชภัฏ
สกลนครดำเนินมาด้วยดีมาตลอด ซึ่งได้ผลักดันนักศึกษาจากกว๋างบิ่นห์จำนวน 40 คน
เข้าไปศึกษาในไทยเป็นผลสำเร็จ และความร่วมมือต่างๆ เหล่านี้ สามารถช่วยให้วิทยา
ลัยครูกว๋างบิ่นห์ ได้ยกวิทยฐานะเป็นมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน
    ขณะที่ ผศ.ยุทธศักดิ์ ฮมแสน ที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ซึ่ง
อดีตเคยเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครพนม ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะของเรา กล่าว
ว่า มิตรสัมพันธ์อันดีของทั้งสองมหาวิทยาลัย นับวันจะยิ่งแน่นแฟ้นมากขึ้นเรื่อยๆ ทาง
ด้านความร่วมมือวิชาการและการช่วยดูแลลูกหลานชาวกว๋างบิ่นห์ที่ไปเรียนเมืองไทย
นั้น ก็ได้ช่วยดูแลเหมือนลูกเหมือนหลาน ซึ่งความสัมพันธ์เหล่านี้ จะสามารถนำพาให้
เกิดการเรียนรู้บนฐานแห่งความเข้าใจซึ่งกันและกันอีกด้วย
    หลังจากนั้น ได้มีการแสดงพื้นถิ่นและร้องเพลง 'ลอยกระทง' สำเนียงเวียดนาม ก็
งดงามไปอีกแบบ แต่สิ่งที่สวยงามมากกว่านั้นคือ ครูบาอาจารย์ที่มาต้อนรับ พยายาม
ยิ้มทักทายแทบทุกคน เมื่อสอดสายตาไปมอง! ตามประสาคนต่างบ้านต่างเมือง
    ขณะเดียวกัน ได้มีโอกาสพูดคุยสอบถามผู้ปกครองนักศึกษาเวียดนามอย่าง ดิง ธิ
ลาน วัย 47 ปี เธอเป็นอาจารย์สอนทางด้านภาษาของมหาวิทยาลัยกว๋างบิ่นห์ เล่าให้ฟัง
ถึงความตั้งใจในการส่งบุตรไปเรียนที่เมืองไทยว่า อยากให้ลูกเป็นสะพานเชื่อมความ
สัมพันธ์ระหว่างไทยและเวียดนาม เพราะไปเรียนที่เมืองไทย จะได้พูดภาษาไทยได้ และ
เมื่อเรียนจบกลับมาเวียดนามจะได้งานที่ดีมาก ทั้งในแวดวงราชการและเอกชน เพราะ
ปัจจุบันจำนวนคนไทยที่มาเที่ยวเวียดนามมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ค่อยมีไกด์ที่พูด
ภาษาไทยได้
    ขณะเดียวกัน ด้าน โจว ธิ ยุง หรือมีชื่อไทยว่า 'กาจนณีย์' วัย 19 ปี นักศึกษาชาว
เวียดนาม ซึ่งเดินทางมาเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมได้เพียง 4 เดือนเท่านั้น
แต่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ชัดเจนทีเดียว โดยเธอเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย
กว๋างบิ่นห์ ที่ได้ส่งไปเรียนที่นั่น พอดีปิดเทอมแรก เธอจึงกลับมาเยี่ยมบ้านเกิด
    โจว ธิ ยุง เล่าว่า ตอนที่มาอยู่เมืองไทยแรกๆ ก็รู้สึกคิดถึงบ้านเหมือนคนทั่วไปที่
ห่างบ้านเกิดเมืองนอน แต่ก็ค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับสังคมไทย โดยมีอาจารย์ผู้ดูแล
เอาใจใส่เป็นอย่างดี ซึ่งเธอเลือกเรียนภาษาไทย เพื่อจะได้จบออกมาเป็นอาจารย์สอน
ภาษาไทย ส่วนปัญหาคืออาหารไทยรสจัดทานไม่ค่อยได้ และยังชื่นชมคนไทยว่ามี
ความอ่อนน้อมถ่อมตน
    หลังจากนั้น เราเคลื่อนขบวนทั้งหมดไปที่โรงแรมไซ่ง่อน กว๋างบิ่นห์ โฮเตล ซึ่งเป็น
โรงแรมของรัฐระดับ 4 ดาวของเมืองด่งฮอย อันเป็นที่พักของเราในค่ำคืนนั้น และเมื่อ
ทานข้าวเย็นเสร็จแล้ว อาจารย์มหาวิทยาลัยกว๋างบิ่นห์ได้พาคณะของเราทอดน่องท่อง
รอบเมืองเพื่อชมความงามยามราตรี...

โดย ืnity

 

กลับไปที่ www.oknation.net