วันที่ พฤหัสบดี กรกฎาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หยาดน้ำใจจากไฟใต้


หยาดน้ำใจจากไฟใต้โดย  ยิ้มได้เมื่อฟ้าหลังฝน

               

                แม้ในปัจจุบันการมองหาความช่วยเหลือจากผู้คนทั่วไป  มักจะพบกันในช่วงวกฤตหรือตอนที่เกิดภัยธรรมชาติ    ก็จะส่งผลให้ประชาชนระดมพลเข้าไปช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ช่วยกันบริจาคข้าวปลาอาหารและสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ

              รวมทั้งมูลนิธิต่างๆก็ยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือ  แต่ในทางกลับกันความมีน้ำใจในสามจังหวัดชายแดนใต้ก็มิได้แห้งแล้งไปตามสถานการณ์ท่ามกลางความรุนแรงที่สื่อได้แพร่ออกอากาศไปทำให้บุคคลภายนอกมอง  ๓ จังหวัดเปลี่ยนไปในภาพลบ

           เมื่อใครได้ย่างกายเข้ามาสู้ดินแดนสามจังหวัดแล้วละก็ อาจจะตกหลุมมนต์เสน่ห์กลิ่นอายของสังคมแบบพหุวัฒนธรรมที่พรั่งพร้อมด้วยน้ำใจ  ความเป็นมิตรไมตรีจิต และสังคมด้านภาษา

เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน  ๒๕๕๒  เวลา๒๓.๔๕ นาฬิกาโดยประมาณ ผมยิ้มได้เมื่อฟ้าหลังฝนได้จำหน่ายหนังสือภายในงานสานสายใยศาสนาสัมพันธ์  งานจัดอยู่ที่บริเวณข้างโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ตรงหน้าพระบรมรูปรัชกาลที่๕ ในบริเวณงานได้มีการนำศาสนาทั้งสามศาสนามาจัดร่วมกัน 

โดยมีชาวไทยพุทธ-ไทยมุสลิม-ไทยจีน  ภายในงานและมีการแสดงของชาวไทยเชื้อสายต่างๆอย่างอลังการ  มีการจัดนิทรรศการในอำเภอต่างๆเช่นอำเภอเมืองปัตตานี   อำเภอปะนาเระ  อำเภอโคกโพธิ์และอำเภอต่างๆอีกมากมาย  สิ่งมหัศจรรย์งานนี้ได้ทำลายกำแพงด้านสุดท้ายภายในใจของผมคือความมีน้ำใจของชาวไทยเชื้อสายพุทธ-มุสลิม-จีน 

ในช่วงที่ผมเดินทางกลับที่พักผมได้ถือลังหนังสือ(ของสำนักหัวใจเดียวกัน)จากหน้าบริเวณงาน(ศาลหลักเมือง)ถึงหน้าโรงพยาบาลปัตตานี พบพ่อลูกคู่หนึ่งได้เดินทางกลับจากงานหลังจากไปส่งน้ำถังโดยมีสภาพรถเป็นรถพ่วง(ซาเร้งหรือโชเล่)เก่ามีสนิมเกระกังพร้อมที่จะชำรุดได้ตลอดเวลาแต่น้ำใจกลับตรงกันข้ามกับอุปกรณ์คู่ชีพที่หาเลี้ยงครอบครัว 

ระหว่างเดินทางกลับที่ก็ได้สอบถามถึงสภาพความรุนแรงของสามจังหวัดชายแดนใต้ว่าเป็นอย่างไร?  แต่คำตอบไม่ได้เป็นอย่างที่กระผมคิดไว้ในใจเลยแม้แต่น้อย  เพราะชาวบ้านอยู่กันอย่างมีความสุข ยกเว้นในบ้างพื้นที่เช่นอำเภอบาเจาะ  อำเภอเจาะไอร้อง  อำเภอตากใบฯลฯ  ที่ยังมีไอกรุ่นของความรุนแรง 

สองพ่อลูกบอกว่า “ชีวิตคนเราเลือกเกิดไม่ได้  แต่เลือกที่จะเป็นคนดีได้โดยไม่ทำร้ายใคร”และอีกประโยคหนึ่งคือ “อยากให้สันติสุขกลับมาในเร็ววัน”  ผมจึงถามว่าสันติสุขที่พี่ต้องการเป็นอย่างไรครับ?  พี่ผู้ชายตอบว่า “สันติสุขที่ต้องการคือความสุขของชาวบ้านเมื่อ ประมาณ ๑๐-๑๕ปีที่ผ่านมาก่อนที่จะเกิดสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้   นั้นคือสุขที่อยากได้กลับมาจากอดีต” 

พี่โหยหาความสุขในอดีตเหรอ?  “ครับ  ผมอยากให้กลับมาเร็วๆเหลือเกิน” เป็นคำตอบสั้นๆที่ได้ใจความและกระชับมาก ตัวกระ ผมเองก็หวังอย่างนั้นเช่นกัน พี่เคยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ก่อความไม่สงบภายใน สามจังหวัดหรือไม่? พี่ผู้ชายตอบคำถามแบบติดๆขัดๆ (ทำไมพี่เค้าตอบคำถามนี้เหมือนคนพูดไม่ออกแต่เมื่อสังเกตที่ใบหน้าพี่เค้า)ดวงตาเริ่มแดงและน้ำตาที่ล้นมาคอที่เป้าตาพร้อมที่จะพรั่งพรูออกมาซึ่งทำให้ผมสะเทือนใจอย่างมาก “ครับพี่เคยเสียญาติจากไฟใต้ในช่วงปี๒๕๔๗ที่อำเภอเจาะไอร้อง”

ผมก็แสดงความเสียใจและขอโทษที่ไปสะกิดความทรงจำอันเลวร้ายใต้มโนภาพที่ลึกที่สุด แต่ระยะเวลาก็เดินทางจุดหมายปลายทายของผมคือที่พัก ช่างเป็นระยะเวลาที่เร็ว ผมได้จากไปพร้อมกับรอยยิ้มและได้มอบนิตยสารของสำนักไปหนึ่งฉบับและผมก็ได้รอยยิ้มจากสองพ่อลูกกลับมา

ความสุขของคนเราคือความเข้าใจกันและกัน ความรัก ความเข้าใจ จะนำพาความสันติสุขมาสู่ท่าน   จุดหมายปลายทางของชีวิตคือความสุขของคนที่เรารัก การกระทำของคนเราย่อมเปลี่ยนลมหายใจของตนเองได้ทุกเมื่อ

โดย ยิ้มได้เมื่อฟ้าหลังฝน04

 

กลับไปที่ www.oknation.net