วันที่ จันทร์ มกราคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ดานัง : เชื่อมต่อการค้าและท่องเที่ยว


เวียดนาม..ที่รู้สึกได้ / นิติราษฎร์  บุญโย /เนชั่นสุดสัปดาห์(ฉ.757)

ประเด็น

ดานัง : เชื่อมต่อการค้าและท่องเที่ยว

เนื้อเรื่อง

    ตอนนี้เราอยู่ที่เมืองเว้ เมืองหลวงเก่าช่วงศตวรรษที่ 17 สมัยราชวงศ์เหงียนเรือง
อำนาจ และย่อยยับลงด้วยฝีมือจักรวรรดินิยมฝรั่งเศสยุคไล่ล่าอาณานิคมนั่นเอง
    กรุงเว้ สมัยพระเจ้าญาลอง ผู้สถาปนาราชวงศ์เหงียน ได้สร้างวังอันเป็นที่ประทับ
เป็นสถาปัตยกรรมแบบจีน โดยเอาแบบวังต้องห้ามแห่งกรุงปักกิ่งมาย่อส่วนลงให้เหมาะ
สมกับภูมิประเทศนี้
    ระหว่างการเข้าเที่ยวชมผ่านป้อมหน้าวังเข้าสู่ชั้นกลางและชั้นใน เขตพระราชฐาน
ส่วนพระองค์ของกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ทั้งหลาย สังเกตดูจะเห็นศิลปะหลากหลาย
ผสมประสานกัน ไม่ว่าจะเป็นจีนแบบขงจื๊อ หรือฝรั่งเศสก็ตาม สามารถสะท้อนถึงผู้
ปกครองตั้งแต่สมัยเริ่มต้นพระเจ้าญาลอง จนถึงจักรพรรดิเบ๋าได๋ ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์
สุดท้ายของเวียดนามได้เป็นอย่างดี
    คณะฯ ของเราก็มีคนเชื้อสายเมืองเว้ อย่าง คุณอาคม สกุลชัยวัฒนา นักธุรกิจร้าน
อาหารจังหวัดนครพนม ได้เล่าให้ฟังว่า มาเมืองเว้อยู่หลายครั้ง เพราะญาติพี่น้องทาง
บิดาอยู่ที่เมืองนี้ ซึ่งไปมาหาสู่กันเป็นประจำ แล้วได้แนะนำการเที่ยวเวียดนามว่า แต่ละ
เมืองของเวียดนาม จะมีความเคร่งครัดเรื่องกฎระเบียบไม่เท่ากัน อย่างเว้ จะมีคนขอ
ทานและไกด์เถื่อนเยอะ ต้องระวังเรื่อง "จ่ายแพงแต่เที่ยวไม่คุ้ม" ส่วนปัญหา
อาชญากรรมรุนแรงจะไม่ค่อยมี เพราะกฎหมายเวียดนามมีบทลงโทษที่หนักชนิดตาต่อ
ตาฟันต่อฟันเลยทีเดียว
    หลังจากนั้น เราได้ไปเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง อย่างเช่น เจดีย์
เทียนมู่, สุสานหลวงเบ๋าได๋ และยามค่ำคืนก็ล่องเรือฟังเพลงชาววังของเวียดนาม ซึ่งผู้
ทำการแสดงเป็นคณะอาจารย์จากวิทยาลัยที่นั่น เป็นผู้บรรเลงเพลงขับกล่อมก่อนจะ
กลับไปพักผ่อนที่โรงแรมทหาร Duy Tan Hotel ตอน 3 ทุ่มกว่าๆ
    รุ่งเช้าอันครึ้มหมอกครึ้มฝนที่เว้ ก็ไม่อาจลดความครึ้มอกครึ้มใจต่อการท่อง
เวียดนามได้ เราตื่นเช้ารีบเดินทางเหมือน 2-3 วันที่ผ่านมา รอนแรมไปแต่ละเมืองชนิด
ที่ว่าค่ำไหนนอนนั่น ซึ่งจุดหมายที่เราจะไปต่อคือเมืองดานัง
    ดานัง เป็นจุดเชื่อมต่อแหล่งท่องเที่ยวมรดกโลก อย่างฮอยอานหรือฮอยอันนั่น
แหละ อยู่ห่างจากดานังราว 30 กม. เมืองศักดิ์สิทธิ์ 'หมีเซิน' ของอาณาจักรจามปาใน
อดีต อยู่ห่างกันประมาณ 70 กม. ซึ่งเราก็ไปเยี่ยมชมแล้ว
    อยากกล่าวว่า ในการเที่ยวชมครั้งนี้ ได้รับความอนุเคราะห์จาก อ.เกรียงไกร ศรี
พงศ์ และอ.วิศรุฒ จันทรเสถียร เป็นอาจารย์พิเศษภาษาเวียดนาม ของมหาวิทยาลัย
ราชภัฏสกลนคร ช่วยอธิบายเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ ที่ได้เยี่ยมชมและเป็นล่ามแปลเมื่อ
ต้องการคุยกับชาวเวียดนามตลอดการเดินทาง ซึ่งก็ได้รับฟังแง่มุมต่างๆ ของ
เวียดนามได้เป็นอย่างดี
    เมื่อถึงเมืองดานังตอนเย็นวันนั้น เราเข้าเช็คอินโรงแรมแล้วก็ออกเดินทางไปยัง
มหาวิทยาลัยดานัง ที่นั่นเราได้นัดหมายกับ ดร.ยวี เล เติน รองอธิการบดี มหาวิทยาลัย
ดานัง ร่วมกับผู้ปกครองชาวดานังที่ส่งลูกไปเรียนที่เมืองไทย จะมาร่วมพูดคุยแลก
เปลี่ยนความคิดเห็นต่อความร่วมมือฉันมิตรในครั้งนี้
    ดร.ยวี เล เติน  พูดคุยอย่างเป็นกันเองว่า การพัฒนาการศึกษาของภูมิภาคนี้จะ
เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว ถ้าได้รับความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้าน และยังถือเป็น
โอกาสอันดีที่จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณีซึ่งกันและกัน จะทำให้
ไทยรู้จักเวียดนามมากยิ่งขึ้น และคนเวียดนามจะได้เข้าใจถึงวัฒนธรรมของคนไทย
มากขึ้น จากการที่ส่งนักศึกษาเข้าไปเรียนในไทย ซึ่งมีผลดีทั้งในแง่การค้าขายอีกด้วย
เพราะดานัง เป็นเมืองที่กำลังเติบโตทางการค้าขาย มีความต้องการทางด้านการลงทุน
เป็นอย่างมากแทบทุกด้าน ซึ่งน่าจะเป็นตลาดการลงทุนของนักธุรกิจไทยได้
    ขณะที่ผู้ปกครองนักศึกษาเวียดนามในไทยของดานัง ต่างทยอยกันเดินทางมาเป็น
ระยะ ซึ่งนับเอาคร่าวๆ ประมาณสิบกว่าคนแล้ว
    ฟาม บั๊ก บินห์ นักธุรกิจ เจ้าของบริษัท บินห์วิ่นห์ คอร์ป จำกัด ซึ่งถูกรับเลือกจากผู้
ปกครองฯ ให้เป็นประธานชมรมผู้ปกครองนักศึกษาเวียดนามในไทยของเมืองดานัง
กล่าวว่า ยินดีมากที่คณะอาจารย์มหาวิทยาลัยจากไทยได้เดินทางมาในครั้งนี้ ถ้ามี
อะไรที่พอช่วยเหลือได้ก็ขอให้บอก ซึ่งถือเป็นการตอบแทนที่ดูแลนักศึกษาเวียดนาม
เป็นอย่างดี โดยลูกที่อยู่ มรฏ.สกลนคร เล่าให้ตนเองฟังว่า ครูอาจารย์ที่นั่นสอนดีและ
เอาใจใส่ดูแลดี ส่วนปัญหาก็คงมีเรื่องความคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อ-แม่ในช่วงแรก แต่
ปัจจุบันเริ่มปรับตัวได้แล้ว
    ส่วน วู เวียต อัน ผู้ปกครองนักศึกษาเวียดนามอีกคนหนึ่ง ก็เล่าให้ฟังว่า ลูกไปเรียน
ที่เมืองไทยแล้วมีความเปลี่ยนแปลงไปในทางดี มีความอ่อนน้อมถ่อมตน และรู้จักรับผิด
ชอบตัวเองมากยิ่งขึ้น โดยคาดหวังว่าเมื่อลูกเรียนจบแล้ว จะได้มาช่วยงานธุรกิจครอบ
ครัว โดยเอาวิชาความรู้และพูดภาษาไทยได้ มาขยายการค้ากับคนไทยในอนาคต
เพราะมีคนไทยมาเที่ยวที่ดานังเพิ่มมากขึ้นทุกปี
    ขณะเดียวกันนั้น วงสนทนาก็แลกเปลี่ยนกันอย่างครื้นเครงอย่างสนิทสนม พวกเรา
ทุกคนหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเพราะการเป็นกันเองอย่างมิตรของชาวดานัง
    เป็นที่น่าสังเกตว่า ชาวดานังที่ส่งลูกไปเรียนกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ และมี
ความคาดหวังว่า ลูกๆ ที่ส่งไปเรียนจะกลับมาต่อยอดธุรกิจของครอบครัวต่อไป ซึ่งพวก
เขากล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่ค่อยมีคนไทยมาร่วมลงทุนมากนัก แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ คน
ไทยจะมาลงทุนที่เวียดนามมากขึ้น เพราะแรงงานถูกกว่า และความต่อเนื่องของ
นโยบายรัฐที่เริ่มเสรีด้านการลงทุนยิ่งขึ้น
    ดังนั้น การส่งลูกหลานไปเรียนครั้งนี้ คือการรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของ
เมืองท่าเรือสำคัญของเวียดนามอย่างดานัง นั่นเอง

โดย ืnity

 

กลับไปที่ www.oknation.net