วันที่ จันทร์ มกราคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กว๋างตริ ในอ้อมกอดสายหมอก


เวียดนาม..ที่รู้สึกได้ / นิติราษฎร์  บุญโย /เนชั่นสุดสัปดาห์(ฉ.758)

ประเด็น

กว๋างตริ ในอ้อมกอดสายหมอก

เนื้อเรื่อง
    ความตั้งใจอย่างหนึ่ง! คืออยากสัมผัสอย่างเข้าอกเข้าใจต่อชาวเวียดนาม เกี่ยวกับ
เรื่อง 'สิทธิและเสรีภาพ' ของคนในประเทศที่มีระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์นั้น ว่า
จริงๆ แล้วมันเป็นอย่างไร
    เพราะบ่อยครั้ง เราจะได้ยินได้ฟังข่าวการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนใน
ประเทศจีนบ้าง หรือเวียดนามเองก็ตาม อีกทั้งระบบการศึกษาของไทยเราก็สั่งสอนแต่
ด้านเลวร้ายของลัทธิมาร์กซิส ซึ่งพอเติบโตอุดมวัยแล้ว เริ่มมาศึกษาอย่างเป็นเหตุเป็น
ผล จึงได้รับรู้และเข้าใจทั้งข้อดี-ข้อเสียของระบอบสังคมนิยมและระบอบประชาธิปไตย
มากยิ่งขึ้น
    ทว่า ความสุขตามอัตภาพแบบชาวเวียด บวกความขยันทำมาหากิน อันปรากฏให้
เห็นตลอดช่วง 4-5 วันที่เที่ยวขึ้น-ล่องอยู่ตอนกลางของเวียดนามนั้น ทำให้เข้าใจได้
ระดับหนึ่งว่า เมื่อประชาชนรู้หน้าที่ของตนเองแล้ว ระบอบการปกครองก็ไม่ใช่เครื่องมือ
สำคัญในการจัดระเบียบสังคม โดยเฉพาะสังคมที่ผ่านการต่อสู้เพื่อเสรีภาพมาอย่างยิ่ง
ใหญ่!
    ผมเคยเลียบๆ เคียงๆ ถามคนเวียดนามมาหลายเมืองแล้วเกี่ยวกับประเด็นนี้ ซึ่งไม่
ได้ถามโดยตรง เพราะอาจถือเป็นการเสียมารยาทไม่น้อย ที่จู่ๆ ไปถามความรู้สึกเขาว่า
บ้านเมืองคุณเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คุณรู้สึกอย่างไร เพราะถ้าเขาถามคืนมาบ้าง เกี่ยวกับ
สิ่งไม่ดีของเรา เราก็มีเคืองขุ่นอารมณ์เหมือนกัน ฉะนั้นควรนึกถึงใจเขา..ใจเราเสียด้วย
    พูดถึงคำตอบ ส่วนใหญ่จะไปในทิศทางที่ว่า ทางการเวียดนามพยายามลดหย่อน
ผ่อนตามหลักการเสรีนิยมตามลำดับ เพื่อให้เกิดการพัฒนาประชาชน และดึงดูดเงินทุน
ต่างประเทศอีกด้วย
    ฝาน วัน ฝง นายกเทศมนตรีกว๋างตริ กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า เวียดนามก็มีจุดที่ต้อง
ปรับปรุงอยู่ไม่น้อย ซึ่งทางรัฐได้เห็นความสำคัญในจุดนี้ จึงส่งนักศึกษาเวียดนามไป
เรียนที่ไทย ก็หวังว่าจะนำความรู้มาพัฒนาในด้านต่างๆ ควบคู่กับการค้าที่เหมือนเป็น
ตัวชี้วัดการพัฒนาศักยภาพของบุคคลได้เช่นเดียวกัน
    ถ้ากล่าวถึงจังหวัดกว๋างตริ ถือเป็นจังหวัดขนาดกลาง มีประชากรราว 560,000
คน ส่วนใหญ่ยากจน อีกทั้งมีความน่าสนใจทางด้านภูมิศาสตร์ไม่น้อย เพราะเป็นที่ตั้ง
ของสะพานเบ๋นฮาย หลักแบ่งเขตแดนบนเส้นขนานที่ 17 เพื่อแยกเวียดนามเหนือกับ
เวียดนามใต้
    สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์อันสำคัญคือ 'อุโมงค์วิ๋งมุก' สร้างประมาณปี
ค.ศ.1965 ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของอ่าวเก๋อตุง ซึ่งเป็นอุโมงค์ขุดลึกสุด
ถึง 23 เมตร เพื่อหลบซ่อนตัวและเป็นป้อมต่อสู้ทหารอเมริกัน
    ว่ากันว่า ป้อมประการใต้ดินดังกล่าว มีคนเวียดนามเคยเข้าไปอาศัยอยู่ช่วง
สงครามอินโดจีนนับพันคน สามารถยิงเครื่องบินอเมริกาตกถึง 293 ลำ และจ่มเรือรบ
ถึง 69 ลำ โดยคาดว่ามีทหารอเมริกันเสียชีวิตเพราะอุโมงค์ดังกล่าว 1,400 คน ส่วน
ทหารเวียดนามเสียชีวิตถึง 26,000 คนเลยทีเดียว
    เรามุดเข้าอุโมงค์เพื่อชมห้องของแต่ละครอบครัวและห้องอื่นๆ อย่างระทึกใจ ซึ่งก็
เดินเข้าไปได้ไม่ถึงจุดหมาย เพราะรู้สึกอึดอัดเหมือนอากาศสำหรับหายใจไม่พอ จึงมุด
หาทางออกเพื่อหาอากาศหายใจ ซึ่งนึกไม่ออกจริงๆ ว่าในอดีต คนเวียดนามเรือนพัน
คนอยู่รอดกันอย่างไร ช่างน่าฉงนในความอดทนยิ่ง...
    การเดินทางของคณะฯ เรามาถึงจุดหมายปลายทางแล้ว นั่นคือ กว๋างตริ ซึ่งที่นี่ ยัง
ไม่เจริญมากนัก ทำให้ได้เห็นบ้านชั้นเดียวแบบเวียดนามอยู่เป็นจำนวนมาก และไม่ได้
เจอเสียงแตรและความวุ่นวายของจักรยานยนต์เหมือนหลายๆ เมืองใหญ่ที่เราได้
เคลื่อนมาก่อนหน้านี้
    คณะต้อนรับของท่านฝาน วัน ฝง นำพาเราไปรับรองที่ภัตตาคารเลื่องชื่อของเมือง
นี้ช่วงเย็นค่อนค่ำ ซึ่งมีการพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบทั่วไป แต่สิ่งที่ชาวเวียดนามพูด
เป็นเสียงเดียวกัน ก็คือ ฝากลูกฝากหลานที่ไปเรียนเมืองไทยให้คณะของเราช่วยดูแล
เป็นหูเป็นตาให้ด้วย
    เลียน เล ถิ ชวน ผู้อำนวยการวิทยาลัยครูกว๋างตริ ได้เชื้อเชิญพวกเราไปทาน
กาแฟที่ร้านขึ้นชื่อของเมือง ภายหลังรับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว เธอเล่าให้เราฟัง
ว่า กว๋างตริในอดีตถือเป็นสมรภูมิที่มีการรบพุ่งชนิดหนัก เธอเปรียบเทียบให้ฟังว่า ลูก
ระเบิดที่ถล่มชาวเมืองกว๋างตรินี้ คนหนึ่งต้องแบกรับการทิ้งระเบิดหนักถึง 8 ตันเลยที
เดียว
    คืนวันนั้นมีการสนทนาแลกเปลี่ยนกันอย่างออกรส พอค่อนดึกเราจึงกลับเข้าไปพัก
โรงแรมทหารที่จัดไว้รองรับในคืนลมหนาวเริ่มมาเยือนแล้ว
    รุ่งเช้าในสายหมอกที่หนาตากว่าทุกวันที่ผ่านมา ทำให้ใจหนึ่งไม่อยากตื่นจากการ
หลับใหลเลย พอตื่นแล้วก็ไม่อยากอาบน้ำ เพราะอากาศหนาวเย็น แต่ด้วยเกรงใจผู้ร่วม
ทางรายอื่นๆ กลัวทนกลิ่นตัวเราไม่ได้ จึงอาบน้ำเพื่อส่วนร่วมอย่างรีบเร่ง
    การเดินทางกลับด้วยใจหวิวๆ รถของคณะเราเคลื่อนฝ่าหมอกออกไปอย่างเลื่อน
ลอยไร้แสงตะวัน... ในห้วงความรู้สึกคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่ท่องไปในดินแดนแห่งนี้
ชนิดที่ว่านั่งรถจนสะโพกชาเลยทีเดียว
    กระนั้นก็เถอะ ความน่าดึงดูดใจของเวียดมินห์ ยังคงน่าสนใจทุกฝีก้าว หลายคนใน
คณะหัวเราะร่า จะได้เสร็จสิ้นภารกิจ แต่ก็อิ่มอกอิ่มใจกับทริปนี้อยู่ไม่น้อย
    จากกว๋างตริสู่ด่านตรวจคนเข้าเมืองลาวบ๋าว ตามเส้นทางยุทธศาสตร์หมายเลข 9
ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมการค้าการท่องเที่ยวของเวียดนาม ลาว และไทย
    และแล้วออกจากด่านลาวบ๋าวตอนช่วงสาย ผ่านเข้าสู่แขวงสุวรรณเขตของ
ประเทศลาว แล้วจึงเดินทางไปแขวงคำม่วนที่ด่านท่าแขก ข้ามเข้าไทยของเราที่
นครพนมตอนเย็นๆ อย่างหวั่นใจ
    ...'ต๋าม เบียด' (ลาก่อน) เวียดนามที่มีความรู้สึก!

โดย ืnity

 

กลับไปที่ www.oknation.net