วันที่ พุธ กรกฎาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มิตรภาพ : กฏแห่งแรงดึงดูด : สุรินทร์สโมสร และปราสาทอ้ม


    "เมื่อเราคิดถึงหรือต้องการสิ่งใดมากๆ เราจะดึงดูดสิ่งนั้นเข้ามาในชีวิตของเรา" นี่คือกฏแห่งการดึงดูด กฏนี้มีมาแต่เมื่อไหร่ และใครเป็นคนสร้าง.. ผมไม่อาจรู้ได้ แต่ ณ ตอนนี้ดูเหมือนว่ามันกำลังดึงดูดผมเข้าใปอยู่ภายไต้กฏนั้นเข้าแล้ว..

"เอก.. ท่านมีเงินใช้มั้ยช่วงนี้" พี่จ่าจิตน์โทรมาหาผมในกลางดึก คำถามนี้ตีความได้สองนัย

 หนึ่ง.. พี่จ่ากำลังขัดสน หาเงินทำบุญไม่พอ และเอกภาพดูท่าทางใจดีมีคุณธรรม..

สอง.. พี่จ่าล่ำซำ บุญล้น เงินเหลือ เลยเผื่อแผ่มาถึงผม..

แต่ผมกลัวจะเป็นประเด็นแรกเสียมากกว่า ฮา..

"พี่จ่าถูกหวย.. จึงอยากช่วยค่าเดินทางเอก" ผมโล่งใจ เมื่อได้ยินประโยคนี้.. แฮ่ะๆ

หนึ่งวันก่อนหน้านี้ผมมีความกังวลใจในเรื่องเงินทอง และค่าใช้จ่าย.. ด้วยว่าวันที่ 12 สิงหาวันแม่นี้ผมจะต้องเดินทางกลับบ้าน.. ซึ่งต้องใช้ค่าใช้จ่ายจำนวนหนึ่ง เงินในบัญชีก็หมดไปนานแล้ว อีกทั้งยังไม่มีโอกาสได้เปิดหมวก และวาดรูปหาเงินอย่างที่ตั้งใจไว้.. เงินจำนวนห้าร้อยบาทที่ท่านเสี่ยวไทบ้านมีน้ำใจเจียดให้ก็เหลืออยู่สามร้อย.. ผมต้องหาวิธีที่จะสร้างรายได้โดยนำเงินที่เหลืออยู่ไปต่อยอด

โปสการ์ดภาพถ่าย.. คือสิ่งที่ผมคิดไว้ว่าจะทำ และขาย แต่มีทุนเพียงสามร้อยดูเหมือนจะน้อยเกินไป.. อย่างน้อยหนึ่งพันถึงจะพอดี.. ผมคิด..

...ให้หลังความคิดไปเพียงหนึ่งวัน.. พี่จ่าจินต์ก็โทรมา.. 

ขอบคุณสะพานบุญของพี่ที่ทอดยาวมาถึงปรางค์กู่  หนึ่งพันห้าร้อยบาทที่พี่ให้มา ผมจะใช้ให้คุ้มค่าครับ..

และต่อไปนี้..

     "หากผมมีร้ายได้หนึ่งร้อยบาท ผมจะหักสามสิบบาทไว้สร้างสะพานบุญกับพี่จ่าครับ" นี่คือ "สัญญาหน้าบล้อก" ของผม..

 และนี่เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆเหตุการณ์ที่ผมรู้สึกว่า.. อะไรมันจะบังเอิญถูกที่ถูกเวลาขนาดนี้ ยิ่งรวมกับเหตุการณ์ชีวิตจัดสรรในคราวที่ไปเยือนท่านไทบ้านแล้ว.. ยิ่งน่าประหลาดใจเข้าไปอีก..

คล้ายดังคำพูดที่ผมที่ผมพูดไว้ในแรกออกเดินทางว่า "ผมมอบแล้วซึ่งความไว้วางใจแด่ชีวิต ให้เป็นผู้จัดสรร จะดีหรือร้ายก็พร้อมยอม และน้อมรับด้วยความขอบคุณ"

                               ............................

หลังจากนั้นผมก็มีนัดพบเจอกันกับท่านเสี่ยวไทบ้านที่ตัวจังหวัดสุรินทร์.. ท่านไทบ้านนั้นไปทำหน้าที่ต้อนรับทานอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่มาเยือนจ.สุรินทร์..

ส่วนผมตั้งใจจะไปคาราวะผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือในตัวและผลงานท่านหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ ท่านมีชื่อว่า ศักดา เชื้ออินทร์ครับ ผมเรียกท่านว่า อ.ศักดา ท่านเป็นอดีตหัวหน้าประชาสัมพันธ์จ.สระแก้ว และได้ย้ายมาประจำอยู่ที่จ.สุรินทร์บ้านเกิดของท่าน.. และท่านเป็นคนเดียวในจังหวัดสุรินทร์ที่ผมรู้จักมาก่อนครับ และคาดหวังว่าจะได้พบท่านในงานเดียวกับท่านเสี่ยวไทบ้าน..

และงานนี้ผมตั้งใจอย่างจริงจังที่จะเปิดหมวกหาทุนเป็นครั้งแรกครับ..

แก๊ง!..แก๊ง!..แก๊ง!.. คือสัญญาณระฆังจากนายท่าเตือนให้รู้ว่า ขณะนี้รถไฟกำลังจะเข้าเทียบชานชลาแล้ว..

ไปสุรินทร์ครั้งนี้ผมเลือกที่จะเดินทางโดยรถไฟครับ เพราะหนึ่ง.. จะต้องไปให้ทันเวลา  และสอง.. อยากเปลี่ยนบรรยากาศการเดินทางบ้าง

นานแล้วที่ผมไม่ได้นั่งรถไฟ.. หากนั่งรถไฟครั้งใดผมมักจะไปนั่งโบกี้ท้ายๆ และปล่อยอารมณ์เลื่อนไหลไปตามราง แห่งความทรงจำ และความฝัน..

   เพื่อนเดินทาง..ที่ไม่เคยห่างกัน.. งานนี้เราต้องพึ่งนายแล้วแฟร้งค์

ธรรมชาติ และทิวทัศน์ข้างทางอันกว้างไกล เคลื่อนไหลผ่านกรอบบานหน้าต่างไปอย่างช้าๆ..

ผมพบว่านี่เป็นช่วงเวลาโปร่งเบาที่สุดช่วงหนึ่งแห่งการเดินทางในรอบหลายเดือนของผม...

สายลมเย็นๆที่เข้ามาปะทะใบหน้า.. ปะทะใจ..คลายร้อนรุ่ม.. 

แหงนมองฟ้าสีครามอันกว้างไกล.. และสูดลมหายใจได้อย่างเต็มปอด

บางแง่มุมแห่งการเดินทาง ก็พบว่าชีวิตนั้นจัดวางความงามไว้อย่างลงตัว และเรียบง่าย

ทักทายสถานีที่จากมา.. และกล่าวลาสถานีต่อไป..

ใกล้จะถึงแล้ว.. ผมมองไปที่ห่วงจับ ด้วยความคิดอันหลากหลาย.. ผมมองเห็นเรื่องราวการเดินทางของมันผ่านร่องรอยและคราบไคลอันเกาะเกรอะจนมันเลื่อมเช่นนี้.. มันมีชีวิต และเชิญชวนผมสัมผัสและเกาะเกี่ยว.. ว่าแต่ผมจะติดหวัด2009 มั้ยนี้! (โธ่! ที่แท้ก็กลัวติดเชื้อ)

ผมเคยใช้ชีวิต และถูกชีวิตใช้.. แต่ขณะนี้ กลับผันตนมาเป็นผู้สังเกต และเฝ้ามองชีวิตแทน.. หรือเป็นไปได้ว่าชีวิตก็ยังคงใช้ผมอยู่เหมือนเดิม.. แต่เพียงต่างบทบาทออกไปเท่านั้น

ผมมาถึงตัวเมืองสุรินทร์แล้ว.. เจ้าช้างชูงวงบอกผม

จากนั่งเบาะเกาะขอบหน้าต่าง เปลี่ยนเป็นเดินทางบนหลังอานด้วยจักรยานสองล้อ

เข้าเมืองไปหลงเอาข้างหน้า.. ไม่รู้ทิศรู้ท่า รู้แต่ว่าต้องไป..

ผมมุ่งหน้าไปหาท่านเสี่ยวไทบ้าน ยังสถานที่ตามที่นัดกันไว้.. แต่ด้วยภาระกิจติดพัน ท่านเสี่ยวจึงไม่สามารถออกมาจากหน้างานได้ ด้วยต้องทำหน้าที่นักข่าวภาคพลเมืองตามติดสกิดข่าว เอามาเล่าลงบล็อคครับ.. ผมบอกให้ท่านเสี่ยวสบายใจไม่ต้องห่วงทำหน้าที่ของท่านให้เต็มที่.. เสร็จแล้วค่อยพบกัน

มิตรภาพใช่ต้องเดินบนเส้นทางสายเดียวกันเสมอไป หากแต่แยกสายแตกลายไปตามจริตและความฝัน.. แล้วมาเติมเต็มแลกเปลี่ยนกัน ณ ชุมทางแห่งมิตรภาพ.. วิถีแห่งเสี่ยวไทบ้าน และเอกภาพก็เป็นเช่นนั้น..

ด้วยไม่รู้จักใครและไปไหนไม่รอด.. ผมจึงมาพักจอด และตั้งหลักที่ห้องภาพเมืองสุรินทร์ หรือสุรินทร์สโมสรนั่นเอง.. ครั้งก่อนนั้นมาได้แค่ทายทัก แต่มาครั้งนี้โชคดีได้ฝากท้องครับ.. น้ำพริกผักอร่อยมากครับ

พอดีผมทราบว่าทางสุรินทร์สโมสรมีความรู้จักมักคุ้นกันดีกับอาจารย์ศักดา ผมจึงได้ขอเบอร์โทรศัพท์เพื่อติดต่อ.. สุดท้ายจึงได้ทราบว่าท่านได้พาคณะไปดูงานที่จังหวัดเลย กว่าจะกลับก็ดึกมาก..

และคืนนี้ผมต้องหาที่พัก เพื่อรอพบท่านในตอนเช้า.. ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะนอนที่ไหนในตอนนั้น.. แต่ผมเชื่อว่า.. "ชีวิตจัดสรร" ให้อย่างแน่นอนครับ

มาครั้งนี้ผมมีเวลามากพอที่จะซึมซับเรื่องราว และแลกเปลี่ยนพูดคุยกับพี่น้องชาวสุรินทร์สโมสรมากขึ้น.. คราวก่อนมีความรู้สึกว่ามีอะไรค้างๆคาๆใจอยู่..

เริ่มตั้งแต่เรื่องประวัติศาสตร์ รากเหง้า และวิถีชีวิตของคนสุรินทร์สมัยก่อน เรื่อยมาจนถึงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน เพลงกันตรึม  รวมถึงการอนุรักษ์ ค้นคว้า พัฒนา และต่อยอดมิให้สูญหายไปกับกาลเวลา..

อ.โย บุคคลากรรุ่นใหม่ของ ม.ราชภัฎสุรินทร์ ที่พยายามสืบสานดนตรีพื้นบ้าน กันตรึม โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย

หน่ออ่อนแห่งวัฒรธรรม.. ที่เข้ามาซึมซับ ณ ห้องภาพเมืองสุรินทร์

มีคณะครูและนักเรียน หมุนเวียนเข้ามาเยี่ยมชมกันอย่างต่อเนื่อง..

พี่จิ๊บ..นักเขียนประจำของสุรินทร์สโมสรเล่าให้ผมฟังถึงความเป็นมา และการก่อตั้งห้องภาพเมืองสุรินทร์ ซึ่งทำเอาผมอึ้งในข้อมูลที่ได้รับ.. ห้องภาพที่เป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาตร์ของเมืองสุรินทร์ที่พร้อมด้วยข้อมูลอันทรงคุณค่าแห่งนี้.. ที่เป็นหน้าเป็นตาให้ผู้หลักผู้ใหญ่พาแขกบ้านแขกเมืองเข้ามาเยี่ยมชมแห่งนี้.. แต่เจ้าหน้าที่หรือผู้ดูแลห้องภาพแห่งนี้กลับไม่มีเงินเดือนให้.. บางวันถึงกับนั่งมองหน้ากันว่าวันนี้จะกินอะไร..

หากไม่มีใจรัก และศรัทธาในสิ่งที่ทำ คงอยู่ไม่ได้จนถึงปานนี้..

และหากทองไม่แท้ ก็คงไหม้ไฟไปแล้ว..

       ...ระดับแห่งการอุทิศตนนั้นบอกถึงคุณค่าของงานที่ทำเสมอ...

น้องมน..อดีตนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ม.มหิดล คือหนึ่งในทีมงานซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ และรับอาสาเข้ามาทำงานโดยปราศจากค่าจ้างแรงงานใดๆ.. มีเพียงใจสาธารณะ และจิตอาสา ที่ยังหล่อเลี้ยงตัวตน และจิตวิญญาณให้คงอยู่ได้..

และเป็นที่น่าดีใจว่า ในวันที่ผมมานี้ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องงบประมาณและการก่อสร้างและต่อเติม "ห้องภาพเมืองสุรินทร์" ให้ขยายกว้างออกไป เพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้น.. และคาดว่าน่าจะมีงบประมาณบางส่วนที่จัดสรรเป็นเบี้ยเลี้ยงให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแล.. ผมหวังไว้เช่นนั้น

"กว่าสี่ห้าเดือนแล้ว.. ที่ไม่ได้มานั่งกินข้าวตรงนี้" พี่จิ๊บบอกกับผม พร้อมอาสาเป็นเจ้าภาพกับน้องมน และอ.หมี เลี้ยงอาหารเย็นแก่ผม.. ซาบซึ้งในน้ำใจ และมิตรภาพยิ่งนัก..

                        .....................................

"มาสุรินทร์ ไม่ได้กินสุราถือว่ามาไม่ถึง" ใครบางคนกล่าวไว้..

หลังจากทานข้าวเย็นอิ่มโดยไม่ทันย่อย.. ฟ้าฝนก็มืดครึ้มมาแต่ไกล จึงต้องย้ายวง ไปยังบ้าน อ.อ้ม ผู้ที่ได้ชวนผมไว้ตั้งแต่ก่อนค่ำ ว่าคืนนี้ให้ไปพักกับท่าน.. ในบ้านพักตากอากาศริมบึงใหญ่บรรยากาศดี.. "ผมว่าคุณต้องชอบ" อ. อ้ม บอกกับผมอย่างนั้น..

ชอบไม่ชอบผมไม่รู้.. รู้แต่ว่า "กฏแห่งแรงดึงดูด และชีวิตจัดสรร" ทำงานร่วมกันเข้าให้แล้ว.. คืนนี้ผมมีที่นอนแล้วครับ..

แล้วก็เป็นอย่างที่ อ.อ้มว่า.. ผมชอบบ้านหลังนี้ครับ..

 บ้านหลังนี้ยังไม่ได้ตั้งชื่อเพราะยังสร้างไม่เสร็จ แต่ผมอยากจะเรียกมันว่า

"ปราสาทอาจารย์อ้ม" หรือเรียกสั้นๆว่า "ปราสาทอ้ม" อ.อ้มบอกให้ผมตั้งชื่อให้ด้วย ด้วยถือว่าเป็นอาคันตุกะคนแรกที่ได้มาเยี่ยมเยือนและพักพิง ซึ่งถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับผม.. เหตุที่ผมตั้งชื่อว่า "ปราสาทอ้ม" เพราะด้วยรูปลักษณ์ที่แปลกประหลาดไม่เหมือนบ้านทั่วไป และคล้ายบ้านในเทพนิยายมากกว่า และคำว่าปราสาท ก็ฟังดูคล้ายกับคำว่าประสาท ที่แปลว่าเสียสติ..

ซึ่งผมเชื่อว่าอ.อ้มไม่ถือสา.. ไม่ว่าจะชื่นชมหรือนินทาก็ตาม ซึ่ง อ.อ้มถือว่าประสบความสำเร็จในการสร้างบ้านหลังนี้.. เพราะได้รับความสนใจจากผู้คนและชาวบ้าน.. ใครผ่านไปผ่านมาก็มักจะจอดรถนินทาว่า "บ้านผีบ้า" เสมอ.. และอาจารย์ก็มีความสุขที่ได้แอบฟังคนนินทาเสียด้วย อย่างนี้แล้วจะไม่ให้ผมเรียก  "ปราสาทอ้ม" ได้อย่างไรครับอาจารย์ แฮ่ะๆ..

ความสุขความพอใจของคนเราจึงมิใช่สิ่งสำเร็จรูป.. หากแต่แปรแปลี่ยนไปตามรสนิยม และอัตลักษณ์ของแต่ละบุคคล.. สวยของเรา อาจจะขี้เหล่ของเค้า และสวยของเค้า.. แต่เราว่างั้นๆ.. ปัจจัตตังครับ..

บ้านหนังนี้ .อ้มออกแบบเองหมด และสร้างเองกับมือ ทุกซอกทุกมุม จึงสะท้อนอัตลักษณ์ภายในให้ได้รับรู้ และจับต้องได้ โดยผ่านผลงาน.. ผมขอไม่บรรยาย และวิจารณ์ เพราะเป็นเรื่องที่สัมผัสรู้ได้เฉพาะตนจริงๆครับ..

ห้องน้ำมีความพิเศษบางอย่างที่ต้องนำมาเสนอ.. คือนอกจากจะใช้วัสดุธรรมชาติแล้วโครงสร้างหลังคายังทำเป็นรูปสามเหลี่ยมพีระมิด (Pyramid) สีเขียวมรกตไว้รับพลังจักรวาล.. และดีต่อสุขภาพ.. .อ้มกล่าว แน่นอนว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่น่าศึกษา และพิสูจน์

เป็นทฤษฎีพีระมิด (Pyramid)ของ ดร. อาจอง ชุมสาย  อยุธยา เชื่อมโยงไปถึงพลังจักรวาล การรักษาโรค.. และมนุษย์ต่างดาว.. นั่งคุยกับ .อ้มแล้ว เหมือนผมได้คุยกับ .เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ยังไงยังงั้นเลย.. มันเป็นปรมัตถ์!!..

ถ่ายรูปร่วมกัน  ปราสาทอ้ม ในวันฝนพร่ำ.. จากขวาไปซ้าย เอกภาพ, น้องมน, .อ้ม, .หมี, .แดง, และพี่จิ๊บครับ..

  รุ่งสาง..รออรุณแย้มแสง..

   เบิกฟ้า.. บานใจ

  แสงอุ่น..แห่งอรุณรุ่ง..

  ฉายฉานพลังแห่งสรรพชีวิต.. และการเริ่มต้นวันใหม่

 

ผมพึ่งจะมองเห็นพีรามิดแห่งพลังจักรวาลในตอนเช้าครับ.. มิน่าหล่ะ เมื่อคืนหลับสบาย และขับถ่ายสะดวกในตอนเช้า.. อิอิ

หน้าไม่ล้าง ฟันไม่แปรง.. ถ่ายรูปจึงไม่ยิ้มครับ แฮ่ะๆ

  กาแฟ.. สนทนา.. และดวงตะวัน

และผมได้มารู้จัก อ.อ้มจริงๆก็ในตอนเช้านี่แหละ.. คือตัวตนภาคที่เป็นทางการ อ.อ้ม มีชื่อจริงและตำแหน่งว่า ผศ. ณัฐพงษ์ พร้อมจิตร เป็นประธานสภาคณาจารย์ และข้าราชการกรรมการสภามหาวิทยาลัยครับ..

แต่ด้วยบุคคลิกเรียบง่าย และจริงใจ ผมจึงได้มีโอกาสและเปลี่ยนพูดคุยอย่างกันเอง.. ได้รับรู้ถึงเรื่องราวชีวิตส่วนตัว อันเป็นแง่มุมที่น้อยคนนักจะได้รับรู้ แต่ผมก็ได้รับความไว้วางใจและเกียรตินั้น.. ขอบคุณครับอาจารย์

ชีวิตครอบครัวที่ต้องฟันฝ่านานาอุปสรรค.. และสัมพันธภาพแห่งความรักความอบอุ่นของสมาชิกในครอบครัว.. ที่ฟังแล้วน้ำตาซึมทั้งคนเล่าและคนฟัง

  อย่างเช่นเรื่องลูกชายคนโตของอาจารย์ที่สอบติด และกำลังเรียนอยู่โรงเรียนเตรียมทหาร.. ซึ่งอาจารย์เล่าว่าก่อนหน้านี้ลูกชายกับลูกสาวไม่ถูกกัน และทะเลาะกันเป็นประจำ อาจเป็นเพราะลูกสาวรู้สึกน้อยใจที่พี่ชายได้รับความสนใจและได้ความรักมากกว่าตน.. ผู้เป็นพ่อและแม่เองก็ทุกข์ทรมานใจในเรื่องนี้ไม่รู้จะทำอย่างไร.. แต่อยู่มาวันหนึ่งลูกชายได้รับเงินเดือนเดือนแรก และได้เขียนจดหมายมาถึงพ่อแม่และน้องดังข้อความด้านล่างนี้..

น้องสาวเมื่อได้อ่านจดหมายนี้ร่วมกับพ่อแม่ และรับรู้ถึงความห่วงใยที่พี่ชายมีให้แก่ตน ก็ถึงกับร้องไห้.. และบอกกับพ่อว่า "เกือบสายไปแล้วพ่อ" แล้วทั้งสามคนพ่อแม่ลูกก็กอดกันร้องไห้.. อาจารย์เล่าไปซับน้ำตาไป.. ทำเอาผมน้ำตาคลอไปด้วย

อ.อ้มถึงกับนำจดหมายฉบับนี้ไปใส่กรอบ และติดไว้ที่ฝาบ้านเพื่อเตือนใจให้พี่น้องนั้นรักกัน.. ด้วยแค่นี้พ่อแม่ก็นอนตายตาหลับแล้ว..

ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่หลังไหลมาจากใจที่เปลือยเปล่า.. และผมพร้อมที่จะรับรู้เสมือนหนึ่งมีชีวิตและตัวตนเดียวกัน..  ผมไม่เคยมีลูก และไม่เคยเป็นพ่อคน แต่ก็รับรู้ได้เสมือนหนึ่งมี และเป็น..

..นี่มิใช่หรือ คือการเติมเต็มซึ่งกันและกันในเพื่อนมนุษย์ อันมีความพร่องร่วมกันอยู่เป็นนิจ..

เมื่อถึงเวลาร่ำลา.. ผมก็จัดเก็บสัมภาระ และเครื่องนอน

และก่อนจากลา ผมก็เหลือบไปเห็นกระเป๋าเป้หนังใบหนึ่งซึ่งสวยมากในความรู้สึกของผม และผมอยากได้กระเป๋าหนังที่เป็นเป้สะพายหลังแบบนี้มานานแล้ว แต่หาซื้อไม่ได้..

"น้องชอบมั้ย..ถ้าชอบผมจะให้เป็นที่ระลึก เป็นกระเป๋าที่ผมรักมากตอนเป็นวัยรุ่น และตอนนี้ผมไม่ได้ใช้มัน" หากผมบอกว่าไม่ชอบผมก็โกหกตัวเองแล้วหละครับ..

แต่ที่สำคัญที่ทำเอาผมสะกิดใจ เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้.. ใช่! กระเป๋าใบนี้คือกระเป๋าที่ผมอยากได้เมื่อหนึ่งอาทิตย์ที่แล้ว.. และวันนี้มันเดินทางมาถึงผม!?..

หนึ่งอาทิตย์ก่อนมีความตั้งใจจะออกไปรับจ้างวาดรูปหาทุน และต้องการกระเป๋าใส่อุปกรณ์เครื่องเขียนใบไม่เล็กไม่ใหญ่ และถ้าเป็นกระเป๋าหนังจะดีมาก เพราะเป้ผ้าขาดง่ายไม่ทน.. นี่คือความจริงครับ

"สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเรานั้น ไม่มีคำว่าบังเอิญ" อ.อ้มย้ำเตือนผมเมื่อได้ยินเรื่องเล่าทำนองนี้จากผม..

"และการที่ผมกับคุณได้มาเจอกัน ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกเหมือนกัน"

นี่คือข้อสรุปที่ อ.อ้มมีให้แก่ผม ต่อการได้มาเยือนสุรินทร์สโมสร และบ้านอาจารย์แห่งนี้.. ขอบคุณครับอาจารย์

  พีรามิด.. พลังจักรวาล และปราสาทอ้ม

น้องมน ห่อข้าวและไก่ย่างด้วยใบตอง อีกข้าวหลามหนึ่งกระบอกให้ไปกินบนรถไฟ ประทับใจจนต้องถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน..

แล้วผมก็ปั่นจักรยานมาถึงหน้างาน.. ที่อาจารย์ศักดา ผู้ใหญ่ที่ผมเคารพรับผิดชอบเป็นแม่งาน และดูแลอยู่.. เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความรักและความอบอุ่นในสถาบันครอบครัว และร่วมกับงานออกร้านสินค้าเกษตรปลอดสารพิษ ซึ่งจัดเป็นประจำทุกวันเสาร์ครับ..

แล้วผมก็ได้พบบุคคลที่ผมเคารพและนับถืออย่างที่ตั้งใจไว้ และในสถานที่อันเหมาะสม..

ท่านศักดา เชื้ออินทร์ หัวหน้าประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ครับ..

หรืออาจารย์ศักดาของผม..

ผมเคยให้นิยามตัวตนของท่านไว้ในสมัยที่ได้ร่วมงานกันที่จ.สระแก้วว่า

 "นักอุดมคติผู้ไม่ทิ้งอุดมการณ์ ข้าราชการผู้เคียงข้างประชาชน"

..จากบัดนั้นจวบจนวันนี้..วิถีที่ท่านทำ ก็ยังยืนยันนิยามนั้น อย่างมั่นคง..

โครงการเพื่อสังคมม และกิจกรรมสาธารณะประโยชน์มากมาย ไม่ว่าท่านไปอยู่ที่ไหน ผมเห็นถึงความจริงใจต่องาน และอุดมการณ์อันเสียสละเช่นนี้เสมอมา และดีใจที่ท่านได้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดของท่าน ในช่วงปลายของชีวิตนี้..

งานออกร้านสินค้าเกษตรปลอดสารพิษ เพื่อสุขภาพ Green Market..

หากเรารู้สึกศรัทธาในใครคนใดคนหนึ่งแล้ว.. มันรวมไปถึงตัวตน และผลงานของคนๆนั้นด้วยอย่างไม่อาจแยกส่วน..

"เอก.. ไหนๆก็มาแล้วขึ้นเวทีไปร้องเพลงหน่อย..ช่วงพักเที่ยงนี่แหละ" อ.ศักดาบอกผมพร้อมกับจัดแจงแทรกคิวให้ และจัดหาไมค์และอุปกรณ์พร้อมสรรพ

และผมก็ได้เปิดหมวกครั้งแรกในรอบสามเดือนของการเดินทาง..

หนึ่งพันบาทจากอาจารย์ศักดา และผู้ใจดีอีกหลายท่าน

อีกทั้งรับซองค่าวิทยากรจำเป็น อีกสามร้อยบาท.. รวมแล้วประมาณหนึ่งพันห้าร้อยบาท ในเวลาไม่ถึงครึ่งชัวโมงของการเปิดหมวก..  แม้เงินจะเป็นสิ่งที่จำเป็น

..แต่การที่ผมได้พบกับผู้ใหญ่ที่ผมเคารพตามที่ตั้งใจ และได้เล่นดนตรีเปิดหมวกอย่างไม่คาดฝัน.. นั้นเป็นสิ่งที่มีค่าและน่าจดจำเสียยิ่งกว่า..

เวทีเสวนา และบรรยากาศอันคุ้นเคย..

ถ่ายทอดสดออกอากาศทางสถานีวิทยุ สวท. จ.สุรินทร์

                              ...............................

และแล้วก็ถึงเวลาเดินทางกลับ อ.ปรางค์กู่เสียที.. สองวันหนึ่งคืนอันอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวและความประทับใจในมิตรภาพ และเรื่องราวที่บังเอิญเกินจะกล่าวมากมาย.. ช่างคุ้มค่ากับการเดินทางมาสุรินทร์ในครั้งนี้เสียจริง..

หากแม้นว่า "กฎแห่งแรงดึงดูด" นั้นมีจริง มิตรภาพ และความงดงามแห่งชีวิตอันหลากหลาย คงเรียงราย และรอคอยผมอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งบนเส้นทางสายนี้อย่างแน่นอน.. หวังไว้เช่นนั้น..

รถไฟดีเลย์ไปหนึ่งชั่วโมง..

ขอบใจมากแฟร้งค์.. ดูท่ามันคงเหนื่อยและเพลียเช่นเดียวกับผม

ถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องดำดิ่งเข้าสู่ห้วงภวังค์แห่งปัจจุบันขณะ..

เพื่อปลดพันธะทางอารมณ์ และความคิดให้ใสสงบและตกตะกอน..

แล้วสายลมเย็นๆก็พัดมาปะทะใบหน้าอีกครั้ง..

แม้รถไฟจะจอดเทียบท่า ณ ชานชลาปลายทางแล้ว..

แต่รถไฟสายแห่งชีวิตนี้ยังคงต้องเดินทางต่อไป

และไม่รู้ว่ารางแห่งโชคชะตาจะนำพาชีวิตนี้

ไปสิ้นสุด ณ สถานีใด..

แต่ชีวิตนี้..ก็ได้มอบแล้ว ซึ่งความไว้วางใจแด่โชคชะตา

จะดีหรือร้าย..ก็พร้อมเผชิญด้วยศรัทธา และคำขอบคุณ

...แล้วพบกันใหม่ครับ...

โดย เอกภาพ

 

กลับไปที่ www.oknation.net