วันที่ พุธ กรกฎาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อู่ฮั่น : ตามรอยฝันถึงผาแดง


ณ เชิงผาริมสายน้ำกว้างสุดตา ชายในชุดเสื้อเกราะนักรบจีนโบราณผู้นั้นยืนสงบนิ่งไม่ติงกายอยู่บนเชิงเทินของค่ายปีกกาที่ทอดยาวบนฝั่งน้ำ สรรพเสียงล้วนนิ่งสงัด มีเพียงลมหนาวอ่อนโรยพัดแผ่วเพียงระเล่นกับพู่ขนนกสีแดงบนยอดหมวกขุนพล กระแสลมเหนือแม่น้ำแยงซียามนี้ไม่แรงไปกว่าลมหายใจแห่งความเคร่งเครียดที่เขาระบายออก

สายตาของขุนศึกทอดไกลไปเบื้องหน้า ต่ำลงไปที่เชิงผา ผืนน้ำกว้างใหญ่จนมองไม่เห็นฝั่งตรงข้าม ยามนี้ถูกระบายด้วยฝูงเรือรบนับพันที่ดาหน้ามาอย่างแช่มช้าราวกับจะอวดโอ่แสนยานุภาพอันเกริกไกรของทัพข้าศึกที่มุ่งมาด้วยความฮึกเหิมหมายเข้าตีชิงเอาอาณาจักรฝ่ายใต้ทั้งหมดไว้ในกำมือ

ไม่เพียงชีวิตของเหล่าทหารและราษฎรที่ต้องสังเวย ไม่เพียงผืนแผ่นดินแดนใต้อันอุดมสมบูรณ์สงบสุขที่ต้องลุกเป็นไฟ หากไม่อาจขับไล่ทัพเรือเบื้องหน้าให้แตกพ่าย แม้แต่ยอดหญิงงามในใต้หล้าผู้เป็นเมียแก้วเมียขวัญยังต้องตกอยู่ในเงื้อมมืออำมหิตของข้าศึก ศึกครั้งนี้จึงใหญ่หลวงนัก ใหญ่หลวงพอจะเรียกได้ว่ามีทุกสิ่งในชีวิตเป็นเดิมพัน

ลม...ชะตากรรมบ้านเมืองยามนี้ขึ้นอยู่กับกระแสลม ขุนศึกคนเดิม (พอดูใกล้ๆ รู้สึกว่าหน้าตาคล้ายกับเหลียงเฉาเหว่ย) แม้สายตาจับจ้องที่กองเรือข้าศึกที่เรียงรายกลาดเกลื่อนคุ้งน้ำ แต่ที่อยู่ในใจของขุนพลกลับเป็นชายอีกคนไกลออกไปเบื้องหลังบนเนินเขาเหนือฟากฝั่งน้ำเดียวกัน

ณ ที่นั้น ชายในชุดนักพรตลัทธิเต๋าหยัดร่างยืนสงบบนแท่นพิธี (คนนี้ดูคล้ายทาเคชิ คาเนชิโรเอามากๆ) พลันกระบี่นักพรตในมือค่อยขยับไหวแหวกว่ายสายลมแผ่วอย่างแช่มช้าก่อนเร้าเร่งขึ้นเป็นลำดับ

และแล้วสิ่งที่ตั้งตารอก็มาถึง สายลมแผ่วไล้ยอดขนนกบนหมวกขุนพลค่อยๆ ทวีกำลังกล้าเป็นพายุใหญ่ มหานทีปั่นป่วน ทัพเรือข้าศึกมหึมาเบื้องหน้าถูกสายน้ำสาดซัดกรรโชกแรง ล่องลอยไร้การควบคุมราวกับเป็นเพียงใบไม้เล็กกระจ้อยที่หลงทาง

ขุนพลตวาดคำสั่ง พลเกาทัณฑ์เร่งน้าวสายส่งธนูเพลิงลิ่วลอยราวห่าฝนไฟ เปลวเพลงที่ไร้ปราณีแผดเผาทัพเรือข้าศึกเบื้องหน้า กระแสลมรุนแรงราวพายุหลงฤดูยิ่งโหมซ้ำ ทัพเรือยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดินบัดนี้กลายเป็นคบเพลิงยักษ์ลุกไหม้ ดารดาษราวดวงดาวบนฟากฟ้าคืนเดือนแรม เป็นทีกองเรือฝ่ายใต้รุกกระหนาบซ้ำหวังขับไสทัพข้าศึกถอยร่น

เสียงดนตรีใสเย็นสายหนึ่งแว่วดังขึ้นทั่วบริเวณ พลันเสียงเอื้อนเอ่ยของอิสตรีหนึ่งลอยเลื่อนลงจากฟากฟ้า กังวานสำเนียงนั้นอ่อนหวานราวเพลงพิณของนางไม้ในตำนาน ทแกล้วทหารสองฝ่ายล้วนรามือจากเข่นฆ่า นับหมื่นนับแสนนักรบต่างแหงนหน้ามองท้องฟ้าเลื่อนลอยราวถูกสะกด เสียงนั้นชัดแจ้ง เพียงถ้อยจำนรรกลับเป็นภาษาที่หามีใครเข้าใจ

“Attention please...we are now landed at Wuhan airport. Thank you for flying with us and hope to see you again.Thank you and good bye.”

เห็นจะเป็นเพราะหนัง 'สามก๊ก 2 โจโฉแตกทัพเรือ' ที่ยืมแผ่นเพื่อนมาดูก่อนออกเดินทาง ทำให้ฉากการรบทางเรือติดตาจนตามมาเข้าฝันระหว่างการเดินทางสู่ 'อู่ฮั่น' เพื่อย้อนรอยประวัติศาสตร์สามก๊กครั้งนี้

ท่ามกลางอากาศเย็นพอสบาย เราเดินทางมาถึง 'อู่ฮั่น' เมืองเอกของมณฑลหูเป่ย มีพื้นที่ 8,467.11 ตารางกิโลเมตร กับประชากรราว 8,100,000 คน เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3,000 ปี และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในสมัยสามก๊ก ปัจจุบันอู่ฮั่นมีความสำคัญทั้งในฐานะเมืองอุตสาหกรรมเหล็ก รถยนต์ เครื่องจักร อาวุธ จนถึงการผลิตยาสูบ ทำรายได้ราวหมื่นล้านหยวนต่อปี

เพื่อให้สมดังตั้งใจในการเดินทางย้อนรอยสามก๊กครั้งนี้ ทันทีที่คนพร้อม รถพร้อม เราจึงมุ่งหน้าไปยัง 'ผาแดง' (ซานกั๋วชื่อปี้) หรือที่นักอ่านสามก๊กรู้จักกันในชื่อ 'เซ็กเพ็ก' ตั้งอยู่ห่างจากเมืองชื่อปี้ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ 36 กิโลเมตร ริมฝั่งแม่น้ำแยงซีด้านใต้ เป็นจุดที่ว่ากันว่าเป็นสถานที่ทำสงครามผาแดงระหว่างทัพพันธมิตรของซุนกวนและเล่าปี่กับทัพของโจโฉเมื่อปีค.ศ.208

เหตุการณ์ตามท้องเรื่องสามก๊กฉบับวรรณกรรมระบุว่า หลังจากเล่าปี่ทิ้งเมืองซินเอี๋ยและห้วนเสีย อพยพราษฎร์หนีการตามล่าของทัพโจโฉไปที่เมืองแฮเค้าที่เล่ากี๋ครองอยู่ จากนั้นจึงส่งขงเบ้งไปเจรจากับซุนกวนให้ร่วมกันทำศึกกับโจโฉ บังทองออกอุบายหลอกโจโฉใช้โซ่ผูกเรือทั้งหมดติดกันเป็นแพก่อนโจมตีด้วยไฟ ขณะที่ขงเบ้งทำพิธีเรียกลมพายุมาช่วยโหมเผาทัพเรือโจโฉจนพ่ายแพ้หมดรูป กลายเป็นกรณี 'โจโฉแตกทัพเรือ' นั่นเอง ว่ากันว่าเพลิงที่เผาผลาญกองทัพโจโฉครั้งนั้นทำให้หน้าผาบริเวณนี้ปรากฏเป็นสีแดงเพลิงไปทั่วทั้ง เป็นที่มาของชื่อ 'ผาแดง' หรือ 'ชื่อปี้' นั่นเอง อันที่จริงตลอดริมฝั่งแม่น้ำแยงซีมีจุดที่สันนิษฐานว่าเป็น 'ผาแดง' อยู่หลายแห่ง ก่อนที่นักประวัติศาสตร์จะร่วมกันลงความเห็นว่าจุดที่เรียกว่าผาแดงในปัจจุบันคือบริเวณที่ตรงตามประวัติศาสตร์มากที่สุด

หลังจ่ายค่าเข้าชมเรียบร้อย เราเริ่มต้นเส้นทางเดินสู่ผาแดงที่ 'กระท่อมบังทอง' แน่นอนว่าหลังเหตุการณ์ผ่านไป 1,800 ปีตัวกระท่อมของจริงย่อมไม่เหลือเศษซากให้เห็น มีเพียงอาคารหลังเล็กที่สร้างใหม่ตรงจุดที่คาดว่าเคยเป็นที่อาศัยของบังทอง กับต้นแปะก๊วยโบราณที่ว่ากันว่าบังทองเป็นผู้ลงมือปลูกด้วยตนเอง

จากกระท่อมบังทอง เราเดินต่อไปตามขั้นบันไดมุ่งหน้าขึ้นเขาชื่อปี้ จนถึง 'แท่นเรียกลม' ซึ่งเชื่อว่าเป็นจุดที่ขงเบ้งทำพิธีเรียกพายุนอกฤดูมาโจมตีกองทัพเรือโจโฉ เราพยายามมองหาแม่น้ำแต่ไม่เห็นเพราะมีป่าไม้ขวางอยู่เต็มตา แต่หากนึกภาพว่าไม่มีต้นไม้มาบังขงเบ้งก็อาจจะยืนบนแท่นพิธีแล้วมองลงไปเห็นแม่น้ำได้เหมือนกัน

เดินต่อไปตามทางก็จะพบกับ 'พิพิธภัณฑ์สงครามผาแดง' จุดนี้มีการจัดแสดงโบราณวัตถุบางส่วนที่ค้นพบในพื้นที่ มีข้อมูลเรื่องการศึกที่ผาแดงให้อ่านพอเข้าใจ ชุดขุนศึกให้ใส่ถ่ายรูปเล่นได้ถ้าไม่กลัวโรคติดต่อทางผิวหนัง ออกจากจุดนี้เดินต่อไปก็จะพบกับทางเดินเท้าที่ทอดยาวขึ้นลงตามแนวเนินเขา สองข้างทางกำลังมีการก่อสร้างอาคารสถานที่ตามประวัติศาสตร์สามก๊ก เช่น หอบัญชาการรบ ฐานทัพกองทัพง่อก๊ก ฯลฯ เพื่อพัฒนาพื้นที่ตรงนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ

ประคองร่างเดินขึ้นเขาลงเนินกันพอเหนื่อย ในที่สุดเราก็เดินมาถึงเชิงผาแดงริมแม่น้ำแยงซีเสียที มหานทีกว้างใหญ่มองแทบไม่เห็นฝั่งตรงข้ามดูแล้วก็หลับตานึกภาพกองเรือมหึมาของโจโฉที่รุกคืบเข้ามา อาจจะเป็นลมแม่น้ำพัดเย็นเดียวกันนี้เองที่โหมเพลิงเผาทัพเรือโจโฉมอดไหม้ไปตามกัน แต่จะเป็นเพราะฝีมือการเรียกลมของขงเบ้งหรือโจโฉตัดสินใจเผาเรือตัวเองระหว่างถอนทัพเพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามเอาไปใช้ได้ก็แล้วแต่ว่าจะเลือกเชื่อ 'ตำนาน' หรือ 'ประวัติศาสตร์' อย่างไรก็ตาม เดินไกลมาถึงจุดนี้ใครไม่ถ่ายรูปคู่กับตัวอักษร 'ผาแดง' เป็นที่ระลึกถือว่าพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย

เสร็จเรื่องสมรภูมิผาแดง เราเดินทางต่อไปชม 'หอกระเรียนเหลือง' (หวงเฮ่อโหลว) อีกหนึ่งร่องรอยประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก เรื่องเล่าฉบับตำนานเล่าว่า เดิมที่นี่เป็นร้านเหล้า วันหนึ่งมีเต้าหยิน (นักพรต) มาจุ่ยเหล้าแต่ไม่มีเงินจ่าย ด้วยความใจดีเจ้าของร้านไม่เรียกตำรวจจับแถมเปิดฟรีบาร์ให้เต้าหยินมาก๊งเหล้าฟรีอยู่เป็นปี เมื่อจะมีอันต้องจากกันเต้าหยินหยิบเปลือกส้มวาดรูปนกกระเรียนเหลืองไว้บนฝาร้านเป็นที่ระลึก วันหนึ่งนกกระเรียนเหลืองหลุดออกมาจากฝาผนังกลายเป็นนกกระเรียนตัวเป็นๆ ให้ท่านนักพรตก็ขี่ขึ้นสวรรค์เป็นเซียนไป

แต่ถ้าเป็นเรื่องเล่าฉบับประวัติศาสตร์ระบุว่าหอกระเรียนเหลืองแรกสร้างในปี ค.ศ. 223 เป็นอีกสถานที่สำคัญในการทำศึกสมัยสามก๊ก โดยซุนกวนซึ่งสมัยนั้นยังไม่ได้สถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งง่อก๊ก เป็นผู้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นหอสังเกตการณ์และบัญชาการรบในยามสงคราม

ปัจจุบัน หอกระเรียนเหลืองเป็นสถานที่จัดแสดงงานเขียนอักษรจีนและจิตรกรรมมีชื่อหลายยุคหลายสมัย และด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงามทำให้หอแห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 3 ของหองามแห่งเจียงหนานร่วมกับหออีก 2 แห่ง คือ หอเย่ว์หยาง มณฑลหูหนาน และหอเถิงหวังเก๋อ มณฑลเจียงซี

เราปิดท้ายการเยือนอู่ฮั่นที่ 'หอพิณโบราณ' แรกสร้างปีไหนมีแต่สวรรค์ที่ทราบ บอกได้เพียงว่าได้รับการบูรณะในสมัยจักรพรรดิ์เจี่ยชิ่งแห่งราชวงศ์ชิงเมื่อประมาณ 200 ปีมาแล้ว ตามตำนานเล่าขาน (อีกแล้ว) ระบุว่าหอพิณโบราณแห่งนี้เป็นอนุสรณ์แห่งมิตรภาพระหว่างอวี๋ป๋อหยา ครูพิณของแคว้นกู่ในสมัยจ้านกว๋อกับจงจื่อฉีสหายผู้เข้าใจในเพลงพิณขนาดที่สามารถอ่านใจอวี๋ป๋อหยาออกเพียงแต่ได้ยินเสียงพิณ

ดังคำพูดที่ว่าโลกนี้ไร้จีรัง วันหนึ่งจงจื่อฉีตายจากไป เสียงเพลงพิณของอวี๋ป๋อหยาแม้เข้าขั้นเทพแต่เมื่อไร้ผู้ฟังที่เข้าถึงก็จะมีความหมายอันใด อวี๋ป๋อหยาจึงหักใจสะบันสายฟาดพิณคู่มือจนแหลก เลิกบรรเลงเป็นการถาวร เหลือเพียงบทเพลง 'เกาซานหลิวสุ่ย' หรือ 'ภูสล้าง น้ำไหล' ที่อวี๋ป๋อหยาเล่นให้จงจื่อฉีซึ่งฟังยังคงมีผู้เล่นตกทอดมาถึงปัจจุบัน

ที่หอพิณโบราณนอกจากนิทรรศการย่อมๆ เล่าเรื่องของอวี๋ป๋อหยาและจงจื่อฉี ยังมีนักดนตรีมาบรรเลงเพลงพิณให้ฟังกันสดๆ ใครฟังแล้วเกิดอาการ ‘อิน’ จะซื้อพิณกู่ฉินขนานแท้และดั้งเดิมกลับไปหัดเล่นที่บ้านก็ยังไหว มีคนกระซิบให้ฟังว่าสนนราคาพิณดีๆ ก็ไม่แพงเท่าไรแค่ซื้อเปียโนได้หลังเดียว ถ้าศรัทธายังไม่แก่กล้าขนาดนั้นก็เอาเป็นว่าซื้อซีดีไปเปิดฟังแกล้มชาจีนร้อนๆ ก็คงพอ

มุมหนึ่งของหอพิณโบราณยังมีศาลาหลังเล็กที่ขึงโซ่เหล็กไว้หลายสาย ตรงนี้รักใครชอบใครก็จูงมือกันเอาแม่กุญแจมาช่วยกันล๊อคไว้กับสายโซ่ ต้องเรียกว่าล๊อคตายเพราะลูกกุญแจโยนทิ้งไปไม่เก็บไว้ เป็นสัญญาว่าเราสองจะรักกันจนกว่าแม่กุญแจเหล็กกล้าจะสิ้นสลาย

ไม่แน่ใจว่ากรรมวิธีล๊อคชะตาสองใจให้อยู่ด้วยกันแบบนี้จะมีผลเฉพาะกับชาวจีนหรือว่านักเดินทางต่างถิ่นก็ใช้ได้ด้วย ถ้าใครคิดจะลองก็คงไม่ผิดกติกาอันใด แต่หากวันใดที่ตกลงใจจะแยกทางกันเดินจะต้องพากันกลับมาสะเดาะกุญแจถอนมนต์สะกดหรือเปล่านั้นยังไม่มีใครตอบได้

...................

โดย thip_q

 

กลับไปที่ www.oknation.net