วันที่ พฤหัสบดี กรกฎาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ดอกไม้ของพ่อใหญ่เคน


ดอกไม้ของพ่อใหญ่เคน

 

 

 

                สาววิไลเมียพ่อใหญ่เคนเป็นหญิงสาวที่เอาการเอางานเสมอ  เธอเคยเป็นพนักงานในโรงงานย่านสมุทรปราการมาหลายปี  แต่มีอันถูกเชิญให้ออก  เพราะดันไปขึ้นเวทีกับประธานสหภาพแรงงาน  ประท้วงขอค่าแรงและสวัสดิการเพิ่ม  และมีรูปหราอยู่บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หัวสีในเช้าวันต่อมา

                ที่น่าเจ็บกระดองใจที่สุดก็คือ  ท่านประธานผู้ที่เธอเดินตามไปขึ้นเวทีด้วยนั้น  กลับไม่ต้องรับเคราะห์เหมือนเธอ  แถมได้ดิบได้ดีทางการเมืองเสียอีก

                สาววิไลก็เลยเซ็ง  หนีมาอยู่  ทัสมาเนีย  รู้แล้วรู้รอด

                แต่ก็อย่างว่า  คนเคยทำงาน  ถือคติที่ว่า  ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน  จึงไม่ยอมงอมืองอเท้า  แม้จะได้แต่งงานกับผู้มีอันจะกิน  มีบ้านให้เขาเช่า  มีเรือ ยอร์ช จอดลอยอยู่ที่ท่า ท้ายบ้านหลังโตอย่างพ่อใหญ่เคน  สาววิไลขอทำงานเก็บเงินใช้สบาย ๆ ของตัวเองดีกว่า    อยากส่งกลับบ้าน  หรือไปเที่ยวไหนๆในโลกก็ไม่งอนง้อขอพ่อใหญ่เคน

                งานนั้น  อยู่ที่ไหน  ที่ไหนก็มีหากเป็นคนชอบทำงาน  ไม่เกี่ยงงอน  งานไร่ งานสวน  งานในโรงงานในเมืองไทยก็ทำมาแล้ว  และเป็นประสบการณ์อย่างดีเมื่อมาทำงานโรงงานที่นี่   ที่ดีกว่าคือทำวันละไม่กี่ชั่วโมงสบายๆ  มีเวลาเหลือเฟือที่จะคิดทำงานอดิเรก

                เพราะเป็นลูกชาวบ้านอีสานมาก่อน  ก็จึงติดดิน   เห็นผืนดินเป็นแหล่งมีค่า   ใช้เวลาว่างลงต้นไม้ในสวน  เพลิดเพลินดี  หายคิดถึงบ้านไปได้หน่อยด้วย  ดังนั้นเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือน พวกผักนางอางหญ้า  ดอกไม้ดอกไร่จึงขึ้นสะพรึบสะพรั่งรายรอบบ้านทั้งด้านหน้าด้านหลัง  มองขึ้นมาจากท่าเรือเหมือนบ้านโผล่ขึ้นมาจากหมู่เมฆแห่งมวลดอกไม้หลากสีสันนั่นเทียว

                ผู้ที่ตาโตกับความสวยงามนี้กลับเป็นพ่อใหญ่เคน โทร.ไปชวนเพื่อนมาชม  มาแฮฟ อ ะ ที  ไทม์  ไม่เว้นแต่ละวัน  เพิ่มภาระให้สาววิไลในการต้อนรับขับสู้ จัดน้ำร้อนน้ำชากาแฟ แลอาหารว่างไม่ว่างเว้น

                แต่ดอกไม้หลายชนิดมันต้องตัด  ต้องแต่ง  ไม่งั้นมันจะเหี่ยวแห้งติดยอดไม่สวย  ไม่ออกดอกใหม่ให้ชื่นชมอีก  ถ้ายิ่งตัดมันก็จะผลิพราวราวกับแกล้ง  จึงต้องตัด ตัด ตัด ...  นำไปประดับแจกัน  ตกแต่งทุกมุมบ้าน  แล้วยังฝากแขกของพ่อใหญ่เคนให้หอบขึ้นรถไปทุกครา ทุกคน ที่มาเยือน

                คงเป็นเพราอากาศที่แตกต่างจากบ้านเมืองไทย  ดอกไม้ที่นี่นี่ตัดมาแล้วจึงสดสวยอยู่ได้ทนทานนานจนลืม  จึงไม่ค่อยได้ทิ้งบ่อย  มันจึงมีอยู่มากมายทั้งดอกไปบนต้นในสวน  และดอกไม้ที่ตัดมาตกแต่งบ้าน

                “ทำไมเธอไม่ตัดขาย  เอาไปฝากพ่อค้าขายที่ตลาดนัด  หรือทำซุ้มขายที่หน้าบ้าน  ไม่ต้องเฝ้าหรอกวางกล่องใส่เงิน  พร้อมเขียนป้ายบอกราคาติดไว้  คนซื้อเขาก็จ่ายเงินลงกล่องเองแหละ”

                เพื่อนที่มาเยือนแนะนำ  คนรู้จักคุณค่าของเงิน  รู้จักเก็บเล็กผสมน้อย  ไม่มัวคอยวาสนาอย่างสาววิไลก็ปิ้งไอเดียทันที  หะแรกก็ตัดไปฝากเพื่อนชาวไทยที่มีแผงขายดอกไม้ในตลาดสกาแมนกาในตัวเมืองโฮบาร์ต

                “ได้เลย  ได้เลย  ยินดีให้ฝากขายจ๊ะ  ฉันจะขายกำละ ๑๐  เหรียญ  แล้วหักให้เธอ  ๕ ละกัน”

                เจ้าชาลีเพื่อนผู้มาจากทางเหนือของประเทศไทย  มาเป็นเจ้าของสวน  เจ้าของแผงขายคดอกไม้บอกอย่างใจดี

                “โห...มันเขี้ยวจริง ๆ สมเป็นพ่อค้า  หักเอาตั้งห้าสิบเปอร์เซ็นต์เชียว  สมแล้วที่มันบอกว่ามาขุดเงินขุดทองกลับบ้าน”

                สาววิไลคิดพลางค้อนอยู่ในใจ  แต่ก็ยอมหยวนๆ เพราะยังดีกว่าให้ดอกไม้ท่วมบ้าน  เป็นบ้านยักษ์กุมพันในนิทานเรื่องสินไซ

                แล้วเลยหันมาสั่งพ่อใหญ่เคนว่า  “ยูต้องเอาดอกไม้มาส่ง ให้ ชาลี ทุกเสาร์ อาทิตย์นะ”

                “เยส  เยส...”

                พ่อใหญ่เคนยินดีบริการ  ดอกไม้นั้นจึงได้ชื่อว่า  “ดอกไม้ของพ่อใหญ่เคน”  เป็นที่รับรู้กันทั่วไปทั้งๆไม่ได้เป็นคนปลูกสักหน่อย

                แต่ว่า...  แม้จะขายดิบขายดี  ขายจนเกลี้ยงทุกทีที่เอาไปวางแผง  แต่กว่าจะถึงวันเสาร์  วันอาทิตย์ก็ทิ้งช่วงไปห้าวัน  เหล่าดอกไม้ก็ยังขยันบานแข่งกันสะพรึบสะพรั่งให้น่าเสียดายอยู่ดี  พ่อใหญ่เคนเลยมีกูดไอเดียเอาถังใส่ดอกไม้  พร้อมกล่องใส่เงินไปตั้งไว้หน้าบ้าน

                ขายดีหมดเกลี้ยงทุกวัน  ไม่ต้องเป็นภาระพ่อใหญ่ขับรถไปส่งตั้งหลายกิโลเมตรด้วย   แต่...เอ๊ะมีบ่อยครั้งที่จำนวนเงินในกล่องไม่เท่าราคาของดอกไม้

                “มีมือดี เอาดอกไม้ไปเฉย ๆ นะซีพ่อใหญ่เคน  ยูต้องรับผิดชอบ  เพราะยูอยู่บ้าน  ส่วนไอไปทำงาน”

                สาววิไวโวยวาย  พ่อใหญ่เคนก็แปลกใจ  ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้นี่นา  เพื่อนๆผู้เป็นต้นคิดแนะนำก็เคยทำมาเป็นประเพณีนานแล้ว  คนสมัยนี้มีพฤติกรรมที่ต่างไป

                “แต่ว่า  ไอต้องทำงานอยู่หน้าคอม อยู่ในห้อง จะออกมาเฝ้าดอกไม้ได้อย่างไร  เผื่อหุ้นขึ้นพรวดพราดไอเสียโอกาส ค่าดอกไม้ของยูเท่าไหร่จะใช้ไม่หมด”

                นักเกร็งกำไรรายนาทีบ่น  แต่สาววิไลใช้ไม้ตาย

                “งั้นต่อไปนี้  ยูจะชวนเพื่อนๆ หรือใครๆ มากินน้ำชาที่บ้าน  ไม่ได้เด็ดขาด  ดอกไม้ในสวน  ไม่ยินดีต้อนรับ”

                “โอเค...โอเค...งั้นก็ได้”

                เพราะพ่อใหญ่เคนเป็นคนขี้เหงา ไม่มีเพื่อนมาเม้าท์ก็คงจะเฉาตายแน่  จึงต้องเสียสละเวลา  ละจากจอคอมพิวเตอร์ออกมาชำเลืองหน้าบ้านทุกครั้งที่ได้ยินเสียงรถจอด  กระนั้นก็ยังไม่วาย  มีดอกไม้หายไปเป็นประจำ  จนสาววิไลเซ็ง  และปลงๆตามประชาวพุทธ

                “ช่างมันเหอะ  อย่างน้อยมันก็ไม่เอาไปหมด  ถึงไงก็ดีกว่าตัดทิ้ง”

                “ทำไมไม่ตัดส่งชาลีเหมือนเดิมด้วยล่ะ”

                นั่นซี...ตกลงเสาร์นี้ไปจ่ายตลาด  แล้วเลยแวะเยี่ยมเขาดีกว่า  คิดแล้วสาววิไลก็กระวีกระวาด  จะไปเยี่ยมชาลี ถามข่าวเขา  และจ่ายตลาด ซื้อผัก ผลไม้ สดๆจากชาวลาว     ชาวม้ง   ที่นั่นด้วย  แต่ครั้นไปถึง ยังไม่ทักทายด้วยซ้ำก็ได้ยินคำแสลงหู แสลงใจเข้าพอดี

                “ดอกไม้ของพ่อใหญ่เคนหมดแล้วเหรอจ๊ะ”  เสียงลูกค้าถามคนขาย  ทำให้สาววิไลหูผึ่ง  

                “ยังเหลืออยู่กำหนึ่งพอดี”

                สาววิไลตาโต  มองดอกไม้ที่เจ้าชาลีเพื่อนรักยื่นให้ลูกค้า  แล้วโมโหแทบหน้ามืด

                ดอกไม้ของพ่อใหญ่เคน  ยังคงมีขาย  แม้ไม่ได้ตัดมาส่งให้ชาลีนานแล้ว  ที่น่าเจ็บใจ  คือ คราวนี้ชาลีไม่จ่ายแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว

๑๑๑๑๑๑๑๑๑

 

 

โดย เอื้อยนาง

 

กลับไปที่ www.oknation.net