วันที่ ศุกร์ กรกฎาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ครูบาขันแก้ว อุตตโม วัดป่ายาง(สันพระเจ้าแดง) จ.ลำพูน ตอน ยันต์ดาบสหรีกัญชัย (๑)


ถ้าอริยมรรคอันมีองค์ประกอบ ๘ ประการ ยังคงดำเนินอยู่โดยชอบ โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์...... 

พระครูโสภณธีรคุณ  คณะอัฏฐารส วัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน ได้เขียนบทความถึงหลวงปู่...ใจความว่า.. 

ท่านได้รู้จักหลวงปู่ในขณะที่ท่านมารับงานเลขานุการเจ้าคณะอำเภอเมือง ขณะนั้นหลวงปู่ท่านเป็นเจ้าคณะตำบลห้วยยาบ ส่วนมากแล้วบรรดาพระอาวุโสทางในเมืองจะเรียกหลวงปู่ว่า “ท่านอุตตมะ” เนื่องจากเห็นว่าหลวงปู่ท่านทำตัวเป็น “อุตตมะ” จริงๆ  

หลวงปู่ท่านได้เล่าให้ท่านพระครูโสภณธีรคุณฟังว่า ท่านเป็นเจ้าคณะมาตั้งแต่อายุ ๒๘  ปี ว่าตั้งแต่เรียกกันว่า “เจ้าคณะหมวด” จนเป็น “เจ้าคณะตำบล” นอกจากนี้พระครูโสภณธีรคุณยังเคยได้รับฟังพระรูปอื่นพูดถึงหลวงปู่ว่า 

ตั้งแต่หลวงปู่เป็นเจ้าคณะท่านไม่เคยขาดการประชุมสงฆ์ ทั้งๆที่ตำบลห้วยยาบในขณะนั้นจัดว่าเป็นตำบลที่กันดาร กล่าวคือต้องเดินทางไปถึงในเมืองด้วยเท้า ใช้เวลาอย่างน้อย ๓-๔ ชั่วโมง 

เมื่อเหตุเป็นเช่นนี้จึงถือได้ว่าหลวงปู่ท่านเป็น “ธิติขันติ” คือ เป็นผู้ทนต่อความตรากตรำ

 

ในขณะที่หลวงปู่ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ท่านถูกประชาชนคนอันธพาลบางพวกได้กล่าวหาอย่างร้ายแรง จนถึงกับประกาศไม่ยอมตักบาตรท่านและเมื่อพระครูโสภณธีรคุณไปเยี่ยมหลวงปู่ ท่านเห็นหลวงปู่ซื้อหม้อข้าว หม้อแกงมาตั้งไว้หน้ากุฎิ เมื่อท่านได้สอบถามหลวงปู่จึงได้คำตอบว่า 

“ต่อไปชาวบ้านจะไม่ถวายบิณฑบาต จะหาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง...” 

จากคำตอบของหลวงปู่แสดงให้เห็นถึงการที่หลวงปู่ท่านเป็นผู้ที่อดทนต่ออารมณ์อันแสลงใจ สามารถระงับได้เมื่อถูกคนติฉินหรือด่าว่า...ความอดทนชนิดนี้เราเรียกกันว่า “ตีติกขาขันติ” 

ว่ากันว่าความยั่วยวนต่างๆ เป็นธรรมชาติที่ทนได้ยาก  

การที่หลวงปู่ท่านสามารถอดทนได้และอยู่ครองสมณเพศจนอายุท่านถึง ๗ รอบ จึงถือได้ว่าหลวงปู่ท่านบรรลุถึงคำว่า “อธิวาสขันติ” 

ดังนั้น “อุดมขันติธรรม” จึงเป็นราชทินนนามที่เหมาะสมกับหลวงปู่อย่างแท้จริง....

 

ผมไม่เคยพบกับหลวงปู่แต่รู้จักท่านตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนนุ่งกางเกงขาสั้นจากหนังสือพระเครื่อง”ลานโพธิ์” สมัยที่บรรณาธิการชื่อ”คุณแล่ม จันท์พิศาโล” ครับ  

เรื่องราวต่างๆได้ลืมเลือนไปตามกาลเวลา..

จนเมื่อได้ตะลอนเที่ยวล่อง เชียงใหม่-ลำพูน เส้นทางกรุงเทพ-บ้านธิ ได้มีโอกาสเข้าไปทำบุญที่วัดของท่าน ก็พบว่าท่านมรณะภาพไปนานมากแล้วสิ่งที่หลวงปู่ได้ฝากไว้ในแผ่นดินก็คือคุณธรรมความดีงามของท่านและวัตถุมงคลที่ท่านได้สร้างสรรค์ขึ้นมาคู่กับแผ่นดินล้านนา ซึ่งปรากฏเป็นรูปธรรมชัดเจนจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีไว้ติดตัว 

พวกเราได้เข้ากราบนมัสการ ”ท่านพระอาจารย์ชนินทร์ ชนินโท” แห่ง “สำนักสงฆ์รัศมีพรหมโพธิโก” ตำบลชัยจุมพล อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์

เรื่องราวชีวิตของหลวงปู่ พระผู้ที่ไม่เคยประมาทในชีวิต มีวิริยะอุตสาหะ ประกอบไปด้วยศีลาจารวัตรอันน่าเลื่อมใส ไม่มีมานะทิฏฐิถือตัวตน มีความเมตตากรุณา อันนำมาซึ่งความเลื่อมใสแก่ผู้พบเห็น จึงได้ถูกถ่ายทอดออกมาจากท่านพระอาจารย์ชนินทร์ ผู้ซึ่งได้รับการถ่ายทอดสรรพวิชาและวัตรปฏิบัติจากหลวงปู่.. 

หลวงปู่ครูบาขันแก้ว อุตตโม หรือ “ท่านพระครูอุดมขันติธรรม” “อดีตเจ้าอาวาสวัดป่ายาง(สันพระเจ้าแดง)” ตำบลห้วยยาบ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน เกิดเมื่อวันอังคารที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๔๔๒ ตรงกับวันขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๒ (เดือนยี่เหนือ) ปีกุล ณ ตำบลห้วยยาบ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน

 

หลวงปู่มีชื่อเดิมว่า “ขันแก้ว” นามสกุล “อิกำเหนิด” โยมบิดาชื่อ “นายอินตา อิกำเหนิด” โยมมารดาชื่อ “นางสม อิกำเหนิด” หลวงปู่มีรูปร่างสันทัด ผิวสีเนื้อดำแดง เป็นบุตรชายคนโตของน้องสาว ๓ คนและน้องชาย ๑ คน.. 

โยมปู่ของหลวงปู่ชื่อว่า “ปินตา อิกำเหนิด” โยมย่าชื่อ “ปรก” ได้อพยพครอบครัวมาจากตำบลเวียงยอง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน มาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินคือทำนาที่ตำบลห้วยไซ แล้วจึงได้ย้ายลงมาอยู่ที่ตำบลห้วยยาบ

ในครั้งนั้นโยมปู่ของท่านได้อพยพมาพร้อมกับพี่น้องรวม ๖ ครอบครัวและได้มาตั้งรกรากใกล้กับ “วัดสันพระเจ้าแดง” ซึ่งเป็นวัดร้างโดยโยมปู่ของท่านได้เป็นหัวหน้าบูรณะซ่อมแซมก่อสร้างจนกลายเป็นวัดขึ้นมา

 

วัดป่ายาง หรือ วัดสันพระเจ้าแดง ตั้งชื่อตามพระพุทธรูป สมัยเชียงแสนสิงห์ ๓ ซึ่งขุดพบบริเวณวัดแห่งนี้ ว่ากันว่าพระพุทธรูปองค์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์มาก เป็นที่เคารพเลื่อมใสของชาวบ้านห้วยยาบและตำบลใกล้เคียง จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ ที่เล่าสืบทอดกันมาพอจับใจความได้ว่า... 

เดิมทีพระพุทธรูปองค์นี้ฝังจมอยู่ในดิน ได้เกิดมีไฟป่าไหม้ตำบลห้วยยาบอยู่บ่อยๆ จนเป็นที่น่าแปลกประหลาดว่า ทำไมไฟป่าถึงได้ไหม้เฉพาะบริเวณตำบลห้วยยาบแห่งนี้เสมอ  

จนวันหนึ่งผู้เฒ่าในหมู่บ้านได้ฝันว่า มีพระพุทธรูปถูกฝังจมพื้นปฐพีอยู่ในตำบลนี้ แต่ไม่มีใครรู้เรื่องจึงทำให้มีการเดินเหยียบย่ำไปมาตลอด บริเวณที่พระพุทธรูปถูกฝังอยู่เป็นที่ดอน ให้ไปทำพิธีอัญเชิญขึ้นมาเสีย ไฟก็จะไม่ไหม้อีกต่อไป และเมื่อชาวบ้านตำบลห้วยยาบไปทำพิธีบวงสรวงเจ้าที่เจ้าทางและขุดลงตรงตำแหน่งที่ผู้เฒ่าผู้แก่ได้ฝันไว้ก็ได้พบพระพุทธรูปจริงๆ มีขี้ดินพอกเต็มไปทั้งองค์ 

เมื่อได้ทำการล้างขี้ดินออกจนหมดแล้ว ก็ได้เห็นสีสันขององค์พระซึ่งเป็นสีแดงทั้งองค์ จึงได้ถวายพระนามว่า “พระเจ้าแดง” จากนั้นชาวบ้านได้อัญเชิญพระพุทธรูปพระเจ้าแดงมายังวัดป่ายาง ก็เลยเรียกชื่อวัดแห่งนี้ว่า “วัดสันพระเจ้าแดง” 

 

พระเจ้าแดง เป็นพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนสิงห์ ๓ ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ ๒ ศอก มีพุทธลักษณะสวยงามมาก สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในสมัยของ “พระเจ้าติโลกราชมหาราช” เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ 

หลวงปู่ครูบาขันแก้ว อุปสมบทเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๔๖๓ ณ พันธสีมา “วัดต้นปืน” อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน โดยมี “พระอธิการแก้ว (หลวงปู่ครูบาอินทจักโก)” วัดป่าลาน เป็นพระอุปัชฌาย์ “พระบุญเป็ง ปัญญาวโร” วัดบ้านธิหลวง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ “พระพุฒ ปันทวงศ์” วัดห้วยไซ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลวงปู่ได้รับฉายาว่า “อุตตโม” ครับ

 

เล่ากันว่าหลวงปู่ท่านเป็นพระที่มีอุปนิสัยไม่ชอบอยู่นิ่งเฉย ถ้าท่านทำงานหนักไม่ได้ ท่านก็จะทำงานเบาๆ เช่นเขียนยันต์ ทำตะกรุด แม้แต่งานกวาดลานวัดท่านก็จะทำเองในทุกเวลาเช้า 

หลวงปู่มักจะสั่งสอนอบรมศีลธรรมให้กับชาวบ้านและผู้ที่มีจิตศรัทธา ให้ประพฤติแต่ความดี ละเว้นความชั่ว

โดยเฉพาะเรื่องของการรักษาศีล ๕ จะต้องรักษาให้มั่นคงและให้มีความจงรักภักดีในชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ โดยหลวงปู่จะสั่งสอนให้ทุกคนเป็นพลเมืองดีของชาติด้วยหลัก ๓ ประการ คือ 

๑.การไม่ทำชั่วโดยประการทั้งปวง

๒.การสร้างความดี

๓.การทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว 

ส่วนในการประพฤติปฏิบัติธรรม หลวงปู่ท่านจะขึ้นกรรมฐานให้กับผู้ที่มีอุปนิสัยในการบำเพ็ญธรรมตามวาสนาบารมีของแต่ละคน 

แต่สำหรับผู้ที่มีความเข้าใจหลักในการปฏิบัติธรรมมาบ้างแล้ว เมื่อได้นำความรู้คือปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติไปถามท่านว่า 

“เขาได้ดำเนินทางมาถูกต้องหรือไม่” 

ถ้าถูกต้องหลวงปู่ก็จะตอบว่า “แม่น” หมายถึงถูกต้องแล้ว 

แต่ถ้าปฏิบัติไม่ถูกต้อง หลวงปู่ก็จะชี้แนะแนวให้นำไปปฏิบัติพิจารณาใหม่...

 

จะว่าไปแล้วจากเรื่องราวที่พระอาจารย์ชนินทร์ เล่าให้พวกเราฟัง พอจะทำให้เราทราบในเบื้องต้นได้ว่าหลวงปู่ท่านเป็นพระที่ค่อนข้างสมถะ ไม่สนใจในเรื่องชื่อเสียงอะไรทั้งนั้น มุ่งมันที่จะพัฒนาบูรณะวัดควบคู่ไปกับการเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนแก่บรรดาชาวบ้านในละแวกนั้นตลอดจนพุทธศาสนิกชนผู้สนใจหาความสงบของจิตใจ 

คงปฏิเสธไม่ได้ครับว่า”คุณธรรมมิใช่สิ่งที่มีติดตัวมากับมนุษย์” แต่ “คุณธรรมถือกำเนิดมาจากการปฏิบัติเฉพาะตัว” หากแต่ใครเล่าครับที่จะเข้าไปสัมผัสถึงตรงจุดนั้นได้.... 

หรือว่าเรื่องเหล่านี้จะเหมือนกับเรื่องของขุมทรัพย์โบราณที่รอคอยผู้เหมาะสมเดินทางมาค้นพบและนำเสนอแก่ชาวโลก 

ภายใต้ความสมถะและถ่อมตนตลอดระยะเวลากว่า ๗๗ ปีของหลวงปู่ เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ธรรมะอันยิ่งใหญ่ที่เฝ้ารอคอยผู้แสวงหา

จนกระทั่งวันหนึ่งได้มีนักแสวงบุญที่ชื่อ “คุณหมอสมสุข คงอุไร” แห่ง “คณะศิษย์รัศมีพรหมโพธิโก” เป็นผู้ที่เดินทางมาเปิดขุมทรัพย์แห่งธรรมอันนั้น จาก”บันทึกเรื่องการพบหลวงปู่ขันแก้ว อุตตโม ของคณะศิษย์รัศมีพรหมโพธิโก” ได้เขียนไว้อย่างละเอียดแต่ด้วยความจำเป็นในเรื่องความยาวขออนุญาตสรุปใจความดังนี้ครับ

 

“ในระหว่างปลายเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๑๙ คณะศิษย์รัศมีพรหมโพธิโก โดยการนำของ ‘คุณพ่อหมอสมสุข คงอุไร’ ได้เดินทางขึ้นไปเยี่ยมอาการอาพาธของ ‘หลวงปู่ครูบาชุ่ม โพธิโก’ วัดวังมุย จังหวัดลำพูน ซึ่งขณะนั้นท่านครูบาชุ่ม พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสวนดอกนครเชียงใหม่ 

ในวันนั้นได้มีพระภิกษุรูปหนึ่งครองจีวรสีกลัก เดินทางเข้ามาเยี่ยมและตรงเข้าไปกอดเอวและพูดคุยด้วยภาษาคำเมืองกับครูบาชุ่มอย่างสนิทสนม

ขณะที่คุณพ่อหมอสมสุข ท่านได้นึกตำหนิพระรูปนั้นอยู่ในใจ หากแต่การตำหนินั้นไม่สามารถปกปิด อภิญญาจิต เจโตปริยญาณ ของหลวงปู่ครูบาชุ่มได้ 

หลวงปู่ครูบาชุ่ม ได้เรียกคุณพ่อหมอสมสุขให้เข้าไปหาและแนะนำว่าพระภิกษุที่ครองจีวรสีกลักนั้นชื่อว่า ‘ครูบาขันแก้ว’ เป็นเพื่อนรักร่วมรุ่นเดียวกับท่าน...”

 

สมัยนั้น “หลวงปู่ครูบาชุ่ม โพธิโก” เจ้าอาวาสวัดวังมุย เป็นพระที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆของแผ่นดินล้านนา ความเชี่ยวชาญในเชิงเวทย์และคุณธรรมของท่านเป็นที่รับรู้ของคนทั่วไป

ในช่วงเวลาที่ครูบาศรีวิชัย ยังมีชีวิตอยู่ หลวงปู่ครูบาชุ่มคือหนึ่งในผู้ร่วมสร้างทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ ท่านได้รับความเมตตาจากครูบาศรีวิชัยเป็นอันมาก โดยครูบาศรีวิชัยได้มอบ “พัดหางนกยูงพร้อมกับไม้เท้า” ให้กับท่าน พร้อมกับสั่งว่า “เอาไว้เดินทาง เทศนาเผยแพร่ธรรมแทนท่านด้วย...” 

ภายหลังเมื่อหลวงปู่ครูบาชุ่มได้มรณภาพลง คณะศิษย์รัศมีพรหมโพธิโกได้ดำเนินการสร้างรูปหล่อขนาดเท่าองค์จริงของท่าน คณะกรรมการวัดวังมุยได้นิมนต์พระอาจารย์ต่างๆมาจากจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน แต่ในจำนวนรายชื่อทั้งหมดกลับไม่มีชื่อของหลวงปู่ครูบาขันแก้ว โดยคณะกรรมการวัดวังมุยให้เหตุผลว่า 

“ไม่เคยทราบหรือเคยเห็น หลวงปู่ครูบาขันแก้วเคยได้ร่วมในพิธีปลุกเสกพระในที่ใดมาก่อน อีกทั้งยังไม่เคยได้ข่าวว่าท่านเคยสร้างวัตถุมงคลอะไรเลย” 

เรื่องราวที่เริ่มจะบานปลายเนื่องจากคุณหมอสมสุข ท่านไม่ยอมเพราะเห็นว่าหลวงปู่ครูบาขันแก้วท่านเป็นเพื่อนรักกับหลวงปู่ครูบาชุ่ม อีกทั้งในระหว่างการจัดงานศพ หลวงปู่ครูบาขันแก้วท่านก็ได้มาช่วยงานทุกคืน ในที่สุดคณะกรรมการวัดวังมุยจึงต้องไปนิมนต์หลวงปู่ครูบาขันแก้วมาร่วมในงานปลุกเสกและเบิกเนตรรูปหล่อของหลวงปู่ครูบาชุ่มในครั้งนี้ด้วย

 

เล่ากันว่าในขณะที่เริ่มประกอบพิธีปลุกเสก พระเกจิอาจารย์ที่ได้รับนิมนต์มา ๓ รูปได้นั่งหลับตาและแผ่อำนาจจิตปลุกเสกแต่หลวงปู่ครูบาขันแก้วกลับนั่งลืมตาและเคี้ยวเมี่ยง

เล่นเอาชาวบ้านแถววัดวังมุยเริ่มจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันว่าใครหนอไปนิมนต์พระที่ปลุกเสกไม่เป็น “บ่อมิไก๊” มาร่วมในงานพิธีปลุกเสกครั้งนี้และเมื่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์เริ่มดังขึ้น  

ท่านพระครูนวลที่มาเป็นพระควบคุมพิธีในครั้งนี้ได้เข้ามาบอกกับคุณหมอสมสุขว่า 

“โยมหมอใครไปนิมนต์ตุ๊ลุงองค์นี้มา ดูสินั่งลืมตา ยันเมี่ยงอยู่จับๆ ไม่เห็นปลุกเสกอะไรเลย...” 

คุณหมอสมสุข จึงตอบไปว่าท่านเป็นคนที่นิมนต์หลวงปู่ครูบาขันแก้วมาเอง แต่ขอให้ดูกันต่อไปอีกสักพัก....จากเหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ทุกวันนี้เราได้รู้จักพระที่ทรงกิตติคุณเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งองค์ครับ เหตุการณ์ดังกล่าวได้ถูกบันทึกไว้ดังนี้ครับ.... 

“หลวงปู่ครูบาขันแก้วเริ่มเปลี่ยนอิริยาบถ เอาผ้าห่มขนหนูคลุมที่ไหล่ทั้งสองข้าง(ต่อมาภายหลังทราบว่าท่านกำลังป่วยเป็นไข้) หลังจากพิธีผ่านไปแล้วประมาณ ๑๐-๑๕ นาที หลวงปู่ครูบาขันแก้วได้นั่งห้อยเท้าลงมา

ตาของท่านเริ่มเป็นประกายกล้าแรงขึ้น ขณะนั้นช่างภาพประจำคณะของเราได้เข้าไปใกล้ที่ท่านนั่งปรกอยู่ แล้วก็ถ่ายรูปในอิริยาบถนั้น....

 

ทันทีที่แสงไฟแฟลชสว่างจ้าขึ้นเป็นประกาย นัยน์ตาของหลวงปู่ครูบาขันแก้วก็มิได้กระพริบเลย... 

ช่างภาพอีกคนก็เข้าไปถ่ายบ้าง แสงไฟแฟลชสว่างจ้าขึ้นอีกครั้ง แต่นัยน์ตาของหลวงปู่ก็ลืมอยู่อย่างปกติ 

‘ลืมตาอยู่อย่างไร ก็ลืมตาเปิดตากว้างอยู่อย่างนั้น..’ 

คุณพ่อและพวกเราที่นั่งดูอยู่อย่างใกล้ ทุกคนจ้องดูอย่างตั้งใจก็เห็นกันทุกคนว่า 

‘นัยน์ตาของหลวงปู่ไม่กระพริบเลย’  

คราวนี้ก็ให้ช่างภาพทั้ง ๒ คนของพวกเราเข้าไปขนาบทั้งซ้ายและขวา ก่อนจะยิงแฟลชถ่ายรูป ให้อธิษฐานในใจขอขมาก่อน พวกเราก็นั่งคอยดูกันจนแสงไฟแฟลชได้สว่างขึ้นทั้งซ้ายและขวาพร้อมกัน แต่นัยน์ตาของหลวงปู่ขันแก้วก็ไม่กระพริบอีกตามเคย 

ช่างภาพหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ๒ ฉบับซึ่งได้ไปทำข่าวก็เข้าไปถ่ายอีก คราวนี้แฟล็ชแรงกว่าของพวกเรา เพราะเมื่อเห็นว่าพวกเราถ่ายรูปหลวงปู่องค์นี้มากก็เข้าไปถ่ายบ้าง ผลปรากฏออกมา .....‘ตาของหลวงปู่ขันแก้วก็มิได้กะพริบเลย เป็นเวลานานหลายๆนาที’ คนธรรมดาสามัญย่อมทำไม่ได้อย่างแน่นอน...” 

ครับ...จะว่าไปแล้วเรื่องของการปลุกเสกพระแบบนั่งหลับตาหรือเปิดตาเสก ถือเป็นเรื่องของความเชี่ยวชาญหรือความชำนาญของแต่ละองค์ไม่สามารถลอกเลียนแบบกันได้  

ในหมู่นักนิยมพระเครื่องบางท่านอาจจะกล่าวว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติทั่วไป ข้อนี้ผมไม่สามารถโต้แย้งได้... 

แต่กับเรื่องที่คนธรรมดาสามารถลืมตาโดยไม่กระพริบต่อเนื่องยาวนานเป็นสิบๆนาที อันนี้สิครับเป็นเรื่องที่ต้องคิดและสิ่งที่เราต้องมาตีลังกาคิดอีกสามตลบคือการที่ดวงตาต้องกระทบกับแสงแฟลชครับ

เพราะโดยสัญชาติญาณแล้วคนเราโดยทั่วไปไม่สามารถทำได้หรอกครับ ดังนั้นการที่หลวงปู่ครูบาขันแก้วสามารถทำได้นั่นย่อมหมายความว่า ณ ขณะนั้นจิตของท่านเข้าสู่สมาธิจริงๆ 

“ว่ากันว่าการจะทำสิ่งใดด้วยความพยายามที่เกินกว่ากำลังความสามารถ   มักจะให้ผลเสียหายมากกว่าผลดี  

หากแต่บางครั้งเส้นแบ่งของการทำเกินกำลังความสามารถที่เกิดจากการกระทำด้วยความชำนาญในศาสตร์ของตนเอง  

มันก็เป็นสิ่งที่ยากเกินกว่าจะหามาตรฐานใดมาเป็นตัวกำหนด....” 

พระอาจารย์ชนินทร์ ท่านบอกกับพวกเราว่าในชีวิตของท่านได้ศึกษาวิชาอาคมต่างๆมาพอสมควร แต่สุดท้ายแล้วท่านก็จบลงตรงที่หลวงปู่ครูบาขันแก้ว  

ท่านว่า...”หลวงปู่ครูบาขันแก้ว ถือว่าเป็นที่สุดแล้ว” 

ความเป็นที่สุดของหลวงปู่ครูบาขันแก้วนี้ หมายรวมไปถึงหลักการปฏิบัติและแนวทางการเจริญสมาธิ เพื่อหวังผลให้ถึงเป้าหมายของชีวิตคือ “การหลุดพ้น” 

 

“ถ้าคนเรานั่งสมาธิเพื่อต้องการความสงบ ความสุข ของจิตใจ เราสามารถเจริญสมาธิในแบบใดก็ได้ แต่ถ้าหากหวังถึงมรรค ผล นิพพาน นั่นคือเราจะต้องเลือกเดินในเส้นทางที่ถูกต้อง...” 

ความถูกต้องอันนี้ พระอาจารย์ชนินทร์ท่านได้อธิบายให้พวกเราฟังพอเป็นสังเขป หากเพื่อนๆท่านใดสนใจก็คงจะต้องสอบถามจากพระอาจารย์ชนินทร์เอาเองครับ เพราะคำสอนของพระอาจารย์ เจริญรอยตามแนวทางของครูบาขันแก้ว

ธรรมะและคำสอนของท่านเป็นเรื่องที่ฟังไม่ยาก สามารถนำไปปฏิบัติได้ เพียงแต่ขีดความสามารถในการถ่ายทอดของผมค่อนข้างมีจำกัดครับ...เอาเป็นว่าเมื่อไรตกผลึกทางความคิดก็จะรีบนำมาเขียนให้เพื่อนได้รับทราบครับ...

 

พูดถึงเรื่องของวัตถุมงคลกันบ้าง....ในชีวิตของหลวงปู่ครูบาขันแก้วท่านได้สร้างไว้พอสมควรแต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก วัตถุมงคลของท่านที่มีชื่อเสียงจะเป็นพวกตะกรุดชนิดต่างๆ เช่นตะกรุดก๋าสะท้อน ตะกรุดนากคอคำ ฯลฯ แต่ตะกรุดซึ่งเป็นที่นิยมของกลุ่มผู้นิยมในเครื่องรางของขลังต้องเป็นอันนี้ครับ

“ตะกรุดสหรีกัญชัย” 

“ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภายใต้การนำของท่านคณบดีและคณาจารย์ต่างๆ ตลอดจนนิสิตนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ช. ทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องต่างพากันเข้าไปทำบุญที่วัดป่ายางและขอตะกรุดจากหลวงปู่ตั้งแต่ปี ๒๕๒๑-๒๔๒๔ จนตะกรุดของหลวงปู่ครูบาขันแก้ว ได้รับฉายานามว่า....”ตะกรุดสหรีกัญชัย ขวัญใจ ม.ช.” 

ตะกรุดสหรีกัญชัย เป็นตะกรุดที่ลงด้วย “พระยันต์ดาบสหรีกัญชัย” ซึ่งในเรื่องที่ไปที่มาของพระยันต์ชนิดนี้ค่อนข้างมีความพิสดารล้ำลึก ต้องว่ากันในเรื่องของวาสนาบารมีของผู้ทำที่มีมาแต่อดีตชาติและในปัจจุบันชาติก็ต้องสะสมไว้อย่างเข้มแข็ง รวมไปถึงเรื่องของการก้าวผ่านมิติกาลเวลาตลอดจนสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ....

 

จากประวัติของ”ท่านครูบาศรีวิชัย” ในชีวิตของท่านช่วง “อธิกรณ์ระยะที่สอง” มีบันทึกไว้ว่า

อธิกรณ์พระศรีวิชัยครั้งที่สองนี้ มีความเข้มข้นและรุนแรงขึ้นเนื่องจากเป็นผลมาจากการต้องอธิกรณ์ครั้งแรกถึง ๓ ครั้ง แต่การต้องอธิกรณ์กลับเป็นการเพิ่มความเลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อครูบาศรีวิชัยมากยิ่งขึ้น 
 

เสียงที่เล่าลือเกี่ยวกับครูบาศรีวิชัยจึงขยายออกไป

“นับตั้งแต่เป็นผู้วิเศษเดินตากฝนไม่เปียกและได้รับดาบสรีกัญไชย(พระขรรค์ชัยศรี)จากพระอินทร์”

ความนับถือเลื่อมใสศรัทธาใน ตัวครูบาศรีวิชัยยิ่งแพร่ขยายออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง  

คำเล่าลือดังกล่าวเมื่อทราบถึงเจ้าคณะแขวงลี้และนายอำเภอแขวงลี้ ทั้งสองจึงได้เข้าแจ้งต่อพระครูญาณมงคล เจ้าคณะจังหวัดลำพูน โดยกล่าวหาว่า  

"ครูบาศรีวิชัยเกลี่ยกล่อมส้องสุมคนคฤหัสถ์นักบวชเป็นก๊กเป็นเหล่า และใช้ผีและเวทมนต์ 

พระครูญาณมงคลจึงออกหนังสือลงวันที่ ๑๒มกราคม ๒๔๖๒ สั่งครูบาศรีวิชัยให้ออกไปพ้นเขตจังหวัดลำพูน ภายใน ๑๕ วัน พร้อมทั้งมีหนังสือห้ามพระในจังหวัดลำพูนรับครูบาศรีวิชัยไว้ในวัด เมื่อครูบาศรีวิชัยโต้แย้งและทางการไม่สามารถเอาผิดครูบาศรีวิชัยได้ ความดังกล่าวก็เลิกราไประยะหนึ่ง  

แต่ต่อมา ก็มีหนังสือของเจ้าจักรคำขจรศักดิ์เจ้าผู้ครองเมืองนครลำพูน เรียกครูบาศรีวิชัยพร้อมกับลูกวัดเข้าเมืองลำพูน  

ครั้งนั้นพวกลูกศิษย์ได้จัดขบวนแห่ครูบาศรีวิชัยเข้าสู่เมืองอย่างใหญ่โต การณ์ดังกล่าวคงจะทำให้ทางคณะสงฆ์ผู้ปกครองลำพูนตกใจอยู่มิใช่น้อย ดังจะพบว่าเมื่อครูบาศรีวิชัยพักอยู่ที่วัดมหาวันได้คืนหนึ่ง อุปราชเทศามณฑลพายัพจึงได้สั่งย้ายครูบาศรีวิชัยขึ้นไปยังเชียงใหม่ โดยให้พักกับพระครูเจ้าคณะเมืองเชียงใหม่ที่วัดเชตวัน เสร็จแล้วจึงมอบตัวให้พระครูสุคันธศีล รองเจ้าคณะเมืองเชียงใหม่ ที่วัดป่ากล้วย (ศรีดอนไชย)....ฯลฯ

 

ครับ...บนเส้นทางเดินของชีวิต ไม่มีความสำเร็จอะไรที่ได้มาโดยไม่มีบททดสอบ...

หลวงปู่ครูบาขันแก้วท่านก็ถูกทดสอบโดยความเชื่อมั่นของท่านเอง ในขณะเดียวกันท่านก็ต้องต่อสู้กับแรงเสียดสีจากคนรอบข้าง แต่ท่านก็ต้องอดทนเพื่อพิสูจน์ในสิ่งที่ท่านเชื่อมั่น

โดยเฉพาะเรื่องของ “พระยันต์ดาบสหรีกัญชัย”...

เรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อนและต้องว่ากันยาวๆถึงจะได้ใจ... เอาไว้ไปต่อกันตอนหน้าดีกว่า...สวัสดีครับ

 

กราบขอบพระคุณ พระอาจารย์ชนินทร์ ชนินโท สำนักสงฆ์รัศมีพรหมโพธิโก ที่เมตตาให้ข้อมูลและอนุญาตให้นำบทความในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพพระครูอุดมขันติธรรม(ครูบาขันแก้ว) มาเผยแพร่

ขอขอบคุณ คุณแล่ม จันท์พิศาโล ที่ช่วยติดต่อประสานงาน ภาพถ่ายจากคุณพรชนก สุขพงษ์ไทย เพื่อนต่อกับคำแนะนำและคุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี สำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอครับ

 

โดย ศิษย์กวง

 

กลับไปที่ www.oknation.net