วันที่ อาทิตย์ สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“ สายลมรำพึง...ถึงหุ่นไล่กา ”


สายลมพัดผ่าน  ไอดินกลิ่นแดดไล้โลมเลียไปทั่วทุกอณูเนื้อ

แต่ทุกอย่างยังคงสงัดเงียบได้ยินแต่เสียงใบไม้

ที่ไหวเอนลู่ไปตามลม

กรีดกรายกวัดแกว่งร่ายรำอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

มีเพียงเหงื่อเม็ดเล็กๆที่ซึมผ่านผืนผ้าที่โพกหน้าไว้กันแดดเท่านั้น

ซึ่งแอบประท้วงร่างกายตัวเองอยู่เงียบๆ

ทะเลข้าวเปลือกสีทองมองไกลสุดสายตา

รวงเรียวรายรอบขอบฟ้าจรดเขาเขียวๆ

รวงข้าวน้อยใหญ่โน้มลงซบผืนดิน

เหมือนจะล่วงรู้ว่าเวลาแห่งการจากลาใกล้มาถึงแล้ว

ฤดูแห่งการเก็บเกี่ยวเดินทางมาเงียบๆ

ผ่านห้วงเวลาและนำพาฤดูแห่งการแบ่งปันให้มาเยือน

จากรวงข้าวที่เรียงตัวกันแน่นขนัดเต็มเรียวรวง

ผ่านการลงใบมีดกรีดกิ่งทีละก้านแล้วนำมามัดรวมไว้เป็นกองๆ

แรงงานที่มาช่วยเหลือได้รับค่าน้ำใจ

เป็นเพียงขนมหวานง่ายๆแต่เติมได้ไม่อั้น

ซึ่งอาจตีเป็นราคาไม่ได้เลย

แต่กลับลึกซึ้งแนบแน่นถึงชั่วลูกชั่วหลาน

ข้าวเปลือกที่ได้ถูกแปรรูปเป็นเส้นขนมจีนขาวๆอวบๆ

เมื่อได้คลุกเคล้ากับน้ำยาง่ายๆ

การทำบุญข้าวใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องยุ่งยากมากพิธี

ฉันทอดตามองท้องนาที่ว่างร้างจากรวงข้าวสีเหลืองๆ

เหลือเพียงซากกอต้นข้าวที่ถูกเหยียบทับให้เอนระนาบกับพื้นดิน

เพื่อให้เสื่อมสลายกลายเป็นปุ๋ยบำรุงดินต่อไป 

โดยไม่ต้องอาศัยผลิตภัณฑ์จากเคมี

นกบางตัวบินโฉบลงมาคาบเศษฟางขึ้นไปเพื่อเอากลับไปสร้างรัง

ขณะที่นกบางตัวเพลิดเพลินกับการจิกกินข้าวเปลือกที่ร่วงหล่น

โดยที่ข้างๆใกล้กันนั้นมีหุ่นไล่กายืนมองอยู่เงียบๆไม่ไหวติง

เมื่อพ้นฤดูแห่งการเก็บเกี่ยว 

ภาระที่หนักอึ้งก็ถูกปล่อยวางลงเช่นกัน

ฉันนั่งมองทิวทัศน์รายรอบ 

ปล่อยความคิดให้ไหลเชี่ยวเงียบๆอยู่ภายในใจ

และคำตอบในคำถามมากมายก็ผุดพรายขึ้นมากลายเป็นเรื่องราว

โดยมีพระเอกดำเนินเรื่องเป็นหุ่นไล่กา

ที่ไม่ได้มีเสื้อผ้า เครื่องประดับสวยหรู

แต่มีเพียงเสื้อเก่าๆกับกางเกงขาดๆที่ปกคลุมเนื้อแท้ภายใน

และต้องแบกรับหน้าที่ๆยิ่งใหญ่นั่นคือ “แพะรับบาป”

ไม่ว่ายุคสมัยจะเดินทางผ่านกาลเวลาไปเนิ่นนานเพียงใด

สงครามก็ยังเป็นสิ่งที่ตามติดมาด้วยไม่ห่าง

จะต่างกันก็เพียงแค่รูปแบบวิธีการรุกและรับเท่านั้นเอง

ไม่ว่าจะพื้นที่ใด ชนชั้นใด ล้วนยืนอยู่บนพื้นฐานของการแย่งชิง

เช่นเดียวกับสถานการณ์ทางใต้ที่เป็นอยู่

แต่ที่น่าแปลกใจก็คงตรงที่ว่า

เวลาเพียงไม่นานดูเหมือนว่าทุกคนทั่วประเทศ

และทั่วโลกพร้อมใจกัน

จดจำเรื่องราวของ “เรา” ไว้เพียงแค่แง่มุมหนึ่ง

เพราะก่อนก่อเกิดสถานการณ์น้อยครั้งนัก

ที่เราจะถูกจับตามองจากสังคมโดยรวม

แต่เพียงชั่ววันเดียวที่เรื่องเกิดขึ้น

ทุกอย่างถูกขุดขึ้นมาตีแผ่

และเหมารวมให้เอนเอียงไปในทิศทางของสงครามศาสนา

แต่กลับไม่มีใครเอะใจเลยว่า

แล้วชุดพรางนั่นเล่าเคยมีตำราเล่มไหนบอกไว้บ้างว่า

นั่นเป็นชุดประจำศาสนาใด

ท้องนายังคงเงียบเหงา 

สายลมยังคงพัดพาความว่างเปล่าเข้าปะทะใบหน้า

ถ้าท้องนาแห่งนี้ถูกเปลี่ยนเป็นสนามรบ

หุ่นไล่กาตัวนั้นก็คงเป็นเพียงแพะรับบาป

ที่คนบางคนมาปักไว้เพื่อไล่ฝูงนกให้ห่างไกลจากรวงข้าว

เพื่อรอคอยให้ถึงวันแห่งการกอบโกยและเก็บเกี่ยว

ทุกอณูของพื้นดินถูกจุดให้ร้อนระอุด้วยความหวาดระแวง

ฉันมองเห็นหุ่นไล่กามากมายยืนเดียวดายอยู่กลางท้องทุ่ง

บ้างถูกสวมด้วยชุดกากีสีน้ำตาล

บ้างเป็นเพียงชุดชาวบ้านที่สวมใส่

จะชุดพรางชุดดำหรือว่าชุดไหน

เมื่อลอกคราบออกไปก็แค่ประชาชนคนไทยธรรมดา...เท่านั้นเอง

เมื่อเรื่องราวเดินทางมาถึงจุดๆหนึ่ง

ใครหลายคนคงต้องสืบเสาะค้นหาว่าเรื่องจะดำเนินเช่นไรต่อไป

ส่วนตัวฉันเองหลบออกมาพอหายเหนื่อยแล้ว

คงได้เวลาที่ต้องออกไปทำหน้าที่ของตัวเองบ้าง

และถ้าคุณสงสัยว่าฉันคือใคร

...ฉันก็เป็นหนึ่งในหุ่นไล่กาเหล่านั้น...นั่นเอง

วาดอักษร  ๒/๘/๕๒

 

โดย พู่กันสีน้ำ53

 

กลับไปที่ www.oknation.net