วันที่ จันทร์ สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ราชวงศ์โบราณ ราชวงศ์ชาวจีนมุสลิม แห่งชวา


 

     ราชอาณาจักรเดอมัก (.. ๑๔๗๕ - .. ๑๕๖๘) ก่อตั้งขึ้นช่วงทศวรรษท้ายๆ ของศตวรรษที่ ๑๕ เป็นราชวงศ์อิสลามราชวงศ์แรกของเกาะชวา ผู้ก่อตั้งคือลูกชายของฮัจญี เจิ้น ซวนหลง จากปาเล็มบัง ทางใต้ของเกาะสุมาตรา ซึ่งในขณะนั้นเป็นชุมชนจีนขนาดใหญ่และส่วนใหญ่เป็นชาว จีนมุสลิม ลูกชายของฮัจญี เจิ้น ซวนหลง มีชื่อว่า เจิ้น จินเหวิน หรือเป็นที่รู้จักกันดีว่า ระเด่น ปาตาฮฺ ชาวโปรตุเกสเรียกเขาว่า ปาเตฮฺ โรดิน ซีเนียร์ ทั้งนี้ ทอม เพเร่ส์ (Tom Pires) นักสำรวจชาวโปรตุเกส บอกว่า ระเด่น ปาตาฮฺ เป็น ชายผู้ยิ่งใหญ่ที่มีปัญญาเป็นเลิศ และ อัศวินผู้ทรงภูมิ  ผู้ปกครองระดับสูงของราชอาณาจักรเดอมักส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ก่อนยุคอาณานิคม การแต่งงานระหว่างชาวจีนกับชาวพื้นเมืองชวาเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากสภาพของช่วงศตวรรษที่ ๑๖ นั้น ที่เมืองท่าชายฝั่งของเกาะชวา ผู้ปกครองระดับสูงส่วนใหญ่เป็นชาวจีน และชายชาวจีนบางคนจะมีภรรยาเป็นสาวชวาพื้นเมือง ส่วนแหล่งข้อมูลประวัติศาสตร์อื่นๆ ของชวายืนยันว่า ช่วงศตวรรษที่ ๑๖ มีชุมชนชาวจีนมากมายตั้งหลักแหล่งอยู่ด้านเหนือของเกาะชวา นอกจากเดอมักแล้ว มีชุมชนชาวจีนที่ ซีริบอน ลาเซ็ม เกรสิก และสุราบายา (หรือ ซื่อซุย) ชาวจีนมุสลิมเหล่านี้มีชื่ออาหรับอีกชื่อหนึ่งด้วยเสมอ

         เป็นที่รู้กันว่า หนึ่งในหลานชายของระเด่น ปาตาฮฺ เจิ้น จินเหวิน มีความทะเยอทะยานจะยิ่งใหญ่ให้เหมือนสุลต่านแห่งจักรวรรดิออตโตมันเตอร์ก เขาคือ เจิ้น มุ มิง หรือ สุนัน ปราวาตา สุลต่านองค์สุดท้ายของราชวงศ์เดอมัก เขาเคยกล่าวกับ มานูเอล ปินโต ชาวโปรตุเกสว่า เขาพยายามอย่างมากที่จะเป็นสุลต่านเตอร์กที่ ๒ และมีอำนาจมากอย่างสุลต่านสุไลมานที่ ๑ ผู้เกรียงไกรแห่งจักรวรรดิออตโตมันเตอร์ก เห็นได้จากหลักฐานที่ว่า นอกจากจะไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่มักกะฮฺแล้ว สุลต่านเจิ้น มุ มิง ยังเดินทางไปเยือนอาณาจักรออตโตมัน (ตุรกีในปัจจุบัน)เป็นประจำ

      มีหลักฐานของชวาหลายอย่างยืนยันว่า สุลต่านแห่งราชวงศ์เดอมักเป็นชาวจีนมุสลิม ดังรายชื่อบางส่วนต่อไปนี้ อาทิเช่น

  • ระเด่น ฮุซเซน ปัง จินซาน หรือ ปัง กินซาน (Raden Husein Pang Jin Shan หรือ Bong Kin San) ลูกพี่ลูกน้องของ เจิ้น จิ่นเหวิน

  • สุนัน โปนัง อัน เหวินอัน หรือ อัน ปุน ง หรือ ปังอัง (Sunan Bonung An Wen'an/An Bun Ang) ลูกชายของ สุนัน อัมเปล หรือ ราฮฺมัด ปัง ซุยเหอ หรือ ปัง ซื่อโห (Sunan Ampel alias Rahmat Pang Suihe หรือ Bong Swie Ho)

  • สุนัน กาลิจกา กัน ซื่อชาง (Sunan Kalijaga Gan Xi Chang หรือ Gan Si Chang)

  • สุนัน คูดุซ จัฟฟาร์ จา เต้อซู่ หรือ จา ติกซู่ (Sunan Kudus Jaffar Zha De Xu หรือ Ja Tik Su)


  • ฮัจญี เมาลานา อิฟดิล ฮานาฟี เจิ้น หยิงฮัว หรือ ตัน เองฮวด (Haji Maulana Ifdil Hanafi Chen Ying Hua หรือ Tan Eng Hoat) เป็นแม่ทัพคนสุดท้ายของกองทัพของ สุนัน กือรือ (Sunan Giri)


  • ปันกรีน ฮาดิริ หรือ สุนัน มันติงัน (Pangrean Hadiri alias Sunan Mantingan) ผู้ซึ่งเป็นสามีของ ระตู กาลินยามัต, กือ รากิม, งี กิดี ปินาติฮฺ หรือ ซื่อ ไถ่เหนียง หรือ ซื่อ เถ่หนิว (Ratu Kalinyamat, Ki Rakim, Nyi Gede Pinatih (Shi Tainiang/Sie Tay Nio) ผู้เป็นมารดาของ ระเด่น ปากู (Raden Paku) และเป็นบุตรสาวของ นายพล ซื่อ จินฉิง หรือ ซื่อ ชินชิง (Admiral Shi Jin Qing หรือ Sie Chin Ching) แห่งชุมชนชาวจีนที่ปาเล็มบัง


  • เจ้าหญิง เจิ้น หวังเทียน หรือ ตัน องเทียน (Princess Chen Wang Tian หรือ Tan Ong Tien) ผู้เป็นบุตรสาวของฮัจญี เจิ้น หยิงฮัว (Haji Chen Ying Hua) และเป็นมเหสีของ สุนัน กุนุง จาติ หรือ ซายาริฟ ฮิดาตุลลาฮฺ ดู อันโบ หรือ โต๊ะ อาโบ (Sunan Gunung Jati Syarif Hidaytullah Du Anbo หรือ Toh A Bo) ผู้ก่อตั้งอาณาจักรสุลต่านซีริบอน


· ซื่อคัง มาส (Cekong Mas) มาจากครอบครัวชาวฮั่น หลุมฝังศพของเขาอยู่ที่ศาลาสวดมนต์ที่ ปราเจกัน (Prajekan) ใกล้ๆ กับ ซิตุบอนโด (Situbondo) ในชวาตะวันออก หลุมฝังศพของเขาถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

  • อาดิปาติ อัศตราวิชัย (Adipati Astrawijaya) บริษัทดัทช์อีสต์อินเดียเลือกให้เป็นผู้สำเร็จราชการ แต่เขากลับไปเข้าข้างฝ่ายกบฏเมื่อชาวจีนที่สะมารัง ตอนกลางของชวา ลุกฮือก่อกบฏต่อต้านชาวดัทช์ในปีค..1741

  • กันเจง ระเด่น ตูเมงกุง เจิ้น จิงซิง หรือ ตัน จินเซง (Kanjeng Raden Tumenggung Chen Jin Xing หรือ Tan JIn Seng)

  • จากหลักฐานของศาสตราจารย์ซลาเม็ต มุลจานานั้น สุนัน กือรือ (Sunan Giri) เป็นหลานปู่ของ ราฮฺมัด หวัง ซุยเหอ (Rahmat Wang Sui He) ซึ่งเป็นชาวจีนมุสลิมจากมณฑล ยูนนาน ประเทศจีน ผู้เคยเป็นเจ้าเมืองในอาณาจักรจามปา (เวียตนาม ในปัจจุบัน) ก่อนที่เขาจะเดินทางมาที่ชวา และได้กลายเป็นหัวหน้าผู้ประสานงานของชุมชนชาวจีนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในที่สุด                                                                 จะเห็นได้ว่าในมัสยิดของชวามีอิทธิพลของศิลปะจีน ศาสนาอิสลามที่เข้ามายังด้านใต้ของเกาะสุมาตราและชวาเป็นครั้งแรกเป็นอิสลามสำนักคิด ๑๗ ปี และก่อนหน้านั้นพอสมควรที่นัสรุดดินแม่ทัพมุสลิมแห่งกองทัพมองโกลของ กุบไลข่าน เข้ายึดอาณาจักรจามปา (นัสรุดดิน เป็นลูกชายของ ซัยยิด อัจจาล ชัม ซุดดิน แม่ทัพมองโกลแห่งราชวงศ์หยวน และเป็นผู้ปกครองยูนนานอันเลื่องชื่อ) คาดว่า นัสรุดดินเป็นผู้เผยแพร่ศาสนาอิสลามที่ โคชิน ไชน่า และจากนั้นศูนย์กลางของชาวจีนมุสลิมจำนวนมากถูกตั้งขึ้นที่จามปา ปาเล็มบัง และชวาตะวันออก

         ในปีค.. ๑๔๑๓ เมื่อ หม่า ฮวน หรือ มุฮัมหมัดฮาซัน ได้เดินทางมากับกองเรือมหาสมบัติที่นำโดยนายพลขันที เจิ้งเหอ มาถึงเกาะชวา เขาได้บันทึกว่า ชาวจีนที่ตั้งหลักแหล่งที่ชวาส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และก็มีชุมชนชาวอาหรับอยู่ด้วย (หม่า ฮวน และชาวจีนโบราณเรียกชาวอาหรับว่า ต้าชี่ หรือ Dashi) ในตอนนั้นชาวชวาพื้นเมืองยังไม่ได้หันมานับถืออิสลาม ช่วงปีค.. ๑๕๑๓ – ๑๕๑๔ ในชวาตะวันออกเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรือง และอยู่ใต้อิทธิพลของชาวจีน ในปีค.. ๑๔๕๑ ราฮฺมัด หวัง ซุยเหอ (Rahmat Wang Suihe) ก่อตั้ง งัมเปล เดนตา (Ngampel Denta) ขึ้นมา เพื่อเผยแพร่ศาสนาอิสลามแก่ชาวชวาพื้นเมือง ก่อนหน้านั้นเขาเปิดศูนย์กลางชาวจีนมุสลิมที่ บังกิล (Bangil) ชวาตะวันออก

           น่าสนใจที่ว่าอย่างน้อยจนกระทั่งยุคที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองอินโดนีเซีย (..1942-1945) ที่เมือง มาลัง (Malang) ที่ชวาตะวันออก ชาวพื้นเมืองยังคงเรียกชาวจีนที่มาใหม่ว่า คไย (Kyai) ซึ่งหมายถึง ครูสอนศาสนาอิสลาม ในขณะที่ชาวจีนที่อพยพเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคหลังไม่ใช่ชาวจีนมุสลิมอีกต่อไป ซึ่งคำเรียกดังกล่าวเป็นความเคยชินในอดีตที่ชาวจีนที่อพยพเข้าไปที่นั่นเป็นชาวจีนมุสลิม คำนำหน้าชื่อว่า สุนัน ก็เป็นคำที่มาจากภาษาจีนแถบฝูเจี้ยนว่า ซูฮู หรือ ไซฮู (Suhu/Saihu) นอกจากนี้ในนักบุญเรืองนาม 9 คน (Nine Walisongo หรือ Nine Saints) ของอินโดนีเซีย มี 8 คนใช้คำนำหน้าชื่อว่า สุนัน ส่วนนักบุญอีก 1 คน ใช้คำนำหน้าชื่อว่า เชค (Syekh) ซึ่งมาจากคำภาษาอาหรับว่า ชี้ค (Sheikh) นักบุญทั้ง 9 คนเป็นชาวจีนมุสลิมและสอนตามสำนักคิดฮานาฟี


โดย บ๊องบ๊อง

 

กลับไปที่ www.oknation.net