วันที่ ศุกร์ สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชาวบ้านผวา !!! เขื่อนรับร่องยังหลอนชาวบ้าน


คนรับร่อวันนี้ยังผวาภัยเขื่อน

การมาถึงของพวกเราที่ตำบลรับร่อ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร
สร้างความหวาดผวาให้กับชาวบ้านไม่น้อย

ด้วยเพราะสองวันก่อนที่เราจะเข้าไป เจ้าหน้าที่จากบริษัทวิสิทธิ์
เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนส์ จำกัด และบริษัทเซเว่น แอสโซซิเอต
คอนซันแตนส์ จำกัด 2 บริษัทที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างสะพาน
ในเขตชุมชนในเขตภูมิภาคปี 2552 กลุ่มที่ 5 ของกรมทางหลวงชนบท
เพิ่งเข้ามาในพื้นที่เพื่อขุดเจาะวัดสภาพดินและน้ำ
เตรียมสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามคลองรับร่อ

ถึงแม้ชาวบ้านจะยอมให้บริษัทที่ปรึกษาขุดเจาะ แต่ก็ยังหวั่นว่า
จากสะพานจะกลายเป็นเขื่อนในภายหลังหรือไม่ เนื่องจากบริเวณ
ที่เข้ามาขุดเจาะอยู่ใกล้กับบริเวณที่เคยถูกกำหนดให้เป็นสันเขื่อนรับร่อ
ที่เพิ่งยกเลิกไปสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

“ถ้าสร้างสะพานเรายินดี เพราะสะพานที่มีอยู่ 2 แห่งตอนนี้ อยู่ห่างจาก
บริเวณนี้นับสิบกิโลเมตร”

สุชีพ ปัจฉิมมา ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ถ้าหากมีการสร้าง
เขื่อนรับร่อเล่าให้ฟังว่า ภายหลังจากเหตุการณ์พายุไต้ฝุ่นเกย์พัดผ่าน
จังหวัดชุมพร ทำให้เกิดน้ำท่วมทรัพย์สินและบ้านเรือน ในอำเภอท่าแซะ
และอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพรอย่างหนัก

กรมชลประทานเสนอแผนต่อรัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหวัน
ให้สร้างเขื่อนขนาดใหญ่ 2 เขื่อน คือ เขื่อนรับร่อและเขื่อนท่าแซะ

พื้นที่ที่จะสร้างเขื่อนรับร่อ ตั้งอยู่ที่บ้านหลังเขา ตำบลรับร่อ
อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม
เมื่อปี 2536 – 2538 พื้นที่น้ำท่วมประมาณ 15,000 ไร่
ข้อมูลขณะนั้นระบุว่า มีผู้ได้รับผลกระทบประมาณ 600
ครอบครัว ปัจจุบันมีประชากรเพิ่มขึ้นประมาณ 1,700 ครัวเรือน
เฉพาะตำบลรับร่อมีผู้ได้รับผลกระทบถึง 7 หมู่บ้าน เขื่อนรับร่อ
ยังกินพื้นที่ตำบลท่าข้ามและตำบลคุริงอีกด้วย

“แผนจะสร้างเขื่อนรับร่อมีมาก่อนแล้ว แต่ชาวบ้านเพิ่งทราบ
เมื่อช่วงปี 2536 จากนั้นก็เริ่มรวมตัวกันเคลื่อนไหวต่อต้าน
พอถึงปี 2539 – 2540 ชาวบ้านได้เข้าร่วมกับสมัชชาคนจน
และเริ่มเคลื่อนไหวหนักขึ้น จนกระทั่งมีมติคณะรัฐมนตรีให้หยุด
ดำเนินการใดๆ ไว้ก่อน ตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2540 แต่ยัง
ไม่ยกเลิก จนสมัยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธิ์ จุลานท์ ตอนปลายปี 2550
จึงมีมติคณะรัฐมนตรีให้ยกเลิก” สุชีพ ปัจฉิมมา เล่า

สำหรับเขื่อนรับร่อจุน้ำได้ 150 ล้านลูกบาศก์เมตร ใช้งบประมาณ
ในการก่อสร้างประมาณ 4,000 ล้านบาท แยกเป็นราคาเขื่อน 700 ล้าน
ระบบชลประทาน 3,000 กว่าล้านบาท

สุชีพ ปัจฉิมมา เล่าด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายการทำงานของข้าราชการ
ที่เวลาเข้ามาศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม มักไม่ทำตามความจริง
ผลที่ออกมาส่วนใหญ่จะไม่มีผลกระทบอะไรเลย บางทีชาวบ้านไม่รู้เรื่อง
ด้วยซ้ำ แต่รายงานผลการศึกษาออกมาเรียบร้อยแล้ว

ระยะหลังกรมชลประทานมักทำโครงการขนาดเล็ก เสนอตัวเลขต่างๆ
ต่ำกว่าที่กำหนดให้ต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ เช่น
มีพื้นที่น้ำท่วมไม่เกิน 10,000 ไร่ ปริมาณกักเก็บน้ำไม่เกิน 98
ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่ชลประทานประมาณ 70,000 กว่าไร่
เพราะตัวเลขระดับนี้ไม่ต้องทำอีไอเอ

ถึงแม้จะมีมติคณะรัฐมนตรีให้ยกเลิกสร้างเขื่อนรับร่อไปแล้ว
แต่ชาวบ้านก็ไม่ไว้ใจอยู่ดี เพราะมีบางเขื่อนที่คณะรัฐมนตรี
มีมติยกเลิกไปแล้ว เคยถูกปัดฝุ่นนำกลับมาดำเนินการใหม่

สุชีพ ปัจฉิมมา ย้อนหลังว่า ชาวบ้านเคยกักตัวเจ้าหน้าที่ที่เข้ามา
ในพื้นที่ไปแล้วหลายรอบ ช่วงปี 2545 มีบริษัทที่ปรึกษาเข้ามาศึกษา
ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ถูกชาวบ้าน 400 กว่าคน กักตัวไว้ 2 วัน
ช่วงวันที่ 9 – 10 มีนาคม 2545 ต่อมาวันที่ 24 มีนาคม 2545
มีคนจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า เข้ามาสำรวจ
ภาคสนาม ก็ถูกชาวบ้านกักตัวไว้ 1 คืน

คราวนั้น มีตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าแซะออกลาดตระเวน 3 ชุด
ในคืนเดียวกัน มีการตรวจค้นแกนนำชาวบ้าน 3 คน โดยตำรวจอ้างว่าทั้ง 3 คน
อาจเป็นภัยคุกคามไม่ให้โครงการพัฒนาเกิดขึ้นในพื้นที่ ชาวบ้านถามว่าใครสั่งมา
ก็ไม่ได้รับคำตอบ

“ทางราชการมักให้ข้อมูลว่า สร้างเขื่อนแล้วจะทำให้ชาวบ้านอยู่ดีกินดี
มีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ การทำเกษตรจะได้ผลดี แต่ไม่เคยพูดถึงเรื่องที่ชาวบ้าน
เดือดร้อนเลย การบิดเบือนข้อมูลแบบนี้ ส่งผลให้เกิดความแตกแยกในชุมชน”

สุชีพ ปัจฉิมมา สะท้อนถึงวิธีการของหน่วยงานราชการ ซึ่งมักใช้วิธีการเดียวกันนี้
เกือบทุกโครงการ

โดย ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้

 

กลับไปที่ www.oknation.net