วันที่ ศุกร์ สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

"สหวิริยา" กับความฝันที่จะเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเหล็กของโลก


สหวิริยากับอุตสาหกรรมเหล็ก

ข้อมูลจาก FTA Watch Group ระบุว่า “สหวิริยา” เป็นกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่
ที่ยึดพื้นที่อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทำมาหากินมาตั้งแต่ปี 2533
หรือ 18 ปีมาแล้ว ทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในเขตพัฒนา
ชายฝั่งทะเลภาคตะวันตก หรือ “เวสเทิร์นซีบอร์ด” จากขนาดของการลงทุน
ในโรงถลุงเหล็กมูลค่าหลายแสนล้าน บนพื้นที่ 1,551 ไร่

อันประกอบไปด้วย โรงงานเหล็กแผ่นรีดร้อน – รีดเย็น โรงงานผลิตเหล็กแผ่นเคลือบ
สังกะสี โรงงานผลิตเหล็กเส้น และเหล็กข้ออ้อย รวมทั้งท่าเทียบเรือขนาดใหญ่
เฉพาะอุตสาหกรรมเหล็กรีดร้อน สามารถทำรายได้ให้กับเครือบริษัท สหวิริยา
สตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) นับแสนล้านบาทต่อปี

เครือสหวิริยามีโอกาสทะยานติดปีกขึ้นสู่ทุนข้ามชาติในระดับโลก ตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว
หากประเทศไทยไม่ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ เมื่อปี 2540 เพราะช่วงเวลานั้น สำนักงาน
คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ในฐานะนักวางแผน
เศรษฐกิจของชาติ สนับสนุนให้เครือสหวิริยาเป็นหัวหอกสำคัญในการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรม
เต็มรูปแบบในเขตพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันตก ทั้งอุตสาหกรรมเหล็ก และท่าเรือน้ำลึก

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ถึงกับวางแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่
ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนให้กับลูกค้ารายสำคัญ คือ
เครือสหวิริยา

อุตสาหกรรมเหล็กของสหวิริยา ซึ่งได้รับการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
หรือบีโอไอนั้น บ่งบอกว่ารัฐบาลให้การสนับสนุนเต็มที่ อีกทั้งยังเป็น 1 ใน 13 อุตสาหกรรม
เป้าหมายในการ “สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของชาติ”

มองจากมุมนี้ เครือสหวิริยา คือ นักลงทุนผู้มีคณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ

ร่วมสิบปีหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจ เครือสหวิริยา เร่งพลิกฟื้นโครงการถลุงเหล็กขึ้นมาใหม่
ด้วยความเพียรพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่ง คณะรัฐมนตรียุคพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
มีมติเห็นชอบ เมื่อปี 2548 หลังจากโดนตั้งคำถาม โดนคัดค้านจากหลายฝ่าย ถึงการลงทุน
ที่ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะประเทศไทยไม่มีวัตถุดิบรองรับ ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศทั้งหมด
ศักยภาพการแข่งขันต่ำ เครือสหวิริยา มีปัญหาเรื่องเงินทุน เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาเอ็นพีแอล
แก่ประเทศชาติโดยรวม

ถึงกระนั้น เครือสหวิริยาก็ยังคงแสดงเจตจำนง ที่จะขยายการผลิตเหล็กต้นน้ำคุณภาพสูง
ที่ทางกลุ่มนิปปอน สตีล เจเอฟอี สตีล จากประเทศญี่ปุ่นก็ให้ความสนใจที่จะลงทุนอยู่ด้วย

จนเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2548 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบอร์ดบีโอไอ
ในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้พิจารณาส่งเสริมการผลิตเหล็กต้นน้ำ
และเหล็กขั้นกลาง ของเครือสหวิริยา ที่ยื่นขอรับการส่งเสริมทั้งหมด 5 เฟส
ขนาด 30 ล้านตัน ใช้เงินลงทุน 500,000 ล้านบาท

คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้ให้ความเห็นชอบหลักๆ คือ ให้ดำเนินการผลิต
ในเฟสแรกที่ขนาด 5 ล้านตัน ใช้เงินลงทุน 90,200 ล้านบาท โดยในปี2551
จะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี และได้รับลดหย่อน
ภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการลงทุน 50% ของอัตราปกติ
เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยไม่จำกัดวงเงินภาษีที่ได้รับการยกเว้น

พร้อมกับมีเงื่อนไขว่า สัดส่วนของหนี้สินต่อทุนในโครงการนี้ จะต้องไม่เกิน 2 ต่อ 1
โดยจะเป็นเงินลงทุนจากเครือสหวิริยา 30,000 กว่าล้านบาท ที่เหลือเป็นเป็นเงินกู้
จากต่างประเทศ แต่ในที่สุดโครงการนี้ ก็ถูกยกเลิกการส่งเสริม เพราะไม่สามารถ
ปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด

สำหรับโครงการผลิตเหล็กต้นน้ำ กำหนดจะตั้งในพื้นที่พัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้
หรือเซาท์เทิร์นซีบอร์ด

ทั้งนี้ โครงการลงทุนของเครือสหวิริยา ในอภิมหาโปรเจคโรงถลุงเหล็กมูลค่า
5 แสนกว่าล้าน ถือเป็น “จิ๊กซอร์” สำคัญของสองเป้าหมายใหญ่ ที่กลุ่มตระกูล
วิริยะประไพกิจ มุ่งมั่นไปให้ถึง

หนึ่ง คือ การปั้นยอดขายให้ได้ 2 แสนล้านบาทภายใน 5 – 10 ปี ข้างหน้า โดยมีกลุ่ม
อุตสาหกรรมเหล็กเป็นตัวทำรายได้ที่สำคัญ จากปัจจุบันเครือสหวิริยามีรายได้เกือบ
แสนล้านจากโรงเหล็กรีดร้อนที่อำเภอบางสะพาน

สอง การก้าวขึ้นเป็นบริษัทอุตสาหกรรมเหล็กยักษ์ใหญ่ 1 ใน 5 ของโลก หลังจากลงทุน
โรงถลุงเหล็กครบทั้ง 5 เฟส ภายในระยะเวลา 15 ปี

โดย ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้

 

กลับไปที่ www.oknation.net