วันที่ อาทิตย์ มิถุนายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อ่านเมืองน่านผ่านภาพเขียน ‘วัดภูมินทร์’


ตีพิมพ์ในนิตยสารสารคดี ฉบับเดือนมีนาคม 2550 (ต้นฉบับ)

แล้วทางหลวงหมายเลข 101 ก็พานักท่องเที่ยวจากเมืองกรุง มาถึงจุดหมายปลายทางยังตัวเมืองน่านในยามเย็นที่แดดโรย และนักเดินทางก็อ่อนล้าเต็มที เพราะถึงจะขับรถปุเลงกันมาแบบไม่รีบร้อน แต่รวมๆ เวลาแล้วก็ปาเข้าไปเกือบวันเต็ม

ความสำคัญลำดับต้น เลยเป็นเรื่องของการหาสถานที่พัก เพื่อชาร์ตแบตเติมพลังงานให้เต็มขีด ไว้เริ่มกิจกรรมการท่องเที่ยวในวันถัดไป

แต่เมื่อความพยายามหาฐานที่มั่นในเมืองที่ไม่รู้จัก เริ่มจะกลายเป็นการขับรถวนไปวนมา จนคนต่างถิ่นเตรียมจะกำหนดสถานะตัวเองว่า “กำลังหลง”

“วัดภูมินทร์” เหมือนจะเป็นแลนด์มาร์ก คอยที่ทำหน้าที่ต้อนรับนักเดินทางที่กำลังเหนื่อยมึน โดยแสดงบทบาทเป็นตัวช่วยบอกพิกัดของเมือง พร้อมๆ กับช่วยให้ฟันธงได้ง่ายขึ้นด้วยว่า หลงแน่ๆ แล้ว เพราะชักจะเลี้ยวรถมาเจอวัดนี้เข้าหลายรอบเต็มที 

ข้อมูลแรกเที่ยวเมืองน่านครั้งนี้ ..

แข่งเรือลือเลื่อง – เที่ยวน่านหน้าหนาวอดดู เพราะเขาแข่งกันตอนหน้ากฐิน
เมืองงาช้างดำ – ของคู่บ้านคู่เมือง อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ ดูได้ในเวลาราชการ
จิตรกรรมวัดภูมินทร์ – ไฮไลท์เมืองน่าน ไม่ดูไม่ได้
แดนดินส้มสีทอง –  พืชเศรษฐกิจน่าน ขายเยอะช่วงปลายปี ขายดีแถวข้างทางอำเภอท่าวังผา
เรืองรองพระธาตุแช่แห้ง – พระธาตุของคนปีกระต่าย อยู่ที่ กิ่ง อำเภอภูเพียง

เป็นอันว่า “วัดภูมินทร์” เป็นสิ่งเที่ยวตามคำขวัญที่ไม่หวงเนื้อหวงตัวที่สุด ดูจากการปรากฏตัวทักทายคนแปลกหน้าทั้งที่ยังหลงๆ อดแอบคิดไม่ได้ว่า อะไรจะเป็นของดีที่หาง่ายเสียขนาดนี้
แต่เมื่อได้ทำความรู้จักกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะในเช้าวันถัดมา ถึงได้รู้ว่า คุณค่าที่ไม่ต้องค้นหา (หลงทางยังเจอ) ของ “วัดภูมินทร์” เป็นของจริงแบบไม่ต้องสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ต้องพึ่งราคาคุย


วัดโบราณรางวัลอนุรักษ์ดีเด่น

ว่ากันว่า วัดแห่งนี้ มีชื่อปรากฏในหลักฐานเอกสารครั้งแรกเมื่อประมาณปี 2146 อีกราว 100 ปีถัดมาถูกพม่าเผาไปหนึ่งรอบ ก่อนที่อาคารซึ่งเป็นตัววิหารจะถูกสร้างขึ้นใหม่ในปี 2410 ภาพจิตรกรรมภายในวิหารคาดว่า น่าจะถูกเขียนขึ้นในปีเดียวกัน

คนน่านยังภาคภูมิใจกับการที่วิหารของวัดแห่งนี้ ไปปรากฏเป็นภาพบนแบงค์ใบละ 1 บาท ที่รัฐบาลไทยนำออกใช้เมื่อปี 2485 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8

โดยมีข้อความเป็นอักษรล้านนาว่า “เมืองเก่าน่าน” เขียนกำกับไว้ด้วย

ล่าสุด วิหารวัดภูมินทร์ซึ่งได้รับการบูรณะทำนุบำรุงอย่างดีเสมือนใหม่ สร้างความภูมิใจอีกครั้ง ด้วยการรับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยามฯ เมื่อปี 2545  

ตัวอาคารวิหารวัดภูมินทร์สีขาวจ้าในแดดจัด ตัดกับฟ้าสีฟ้าของหน้าหนาวจนสวยเด่น รูปทรงสถาปัตยกรรมของวิหารงามแปลกตาหาดูยาก โดยเป็นอาคารแบบ Two in One คือใช้เป็นทั้งวิหารและอุโบสถในหลังเดียวกัน การสร้างเป็นแบบจตุรมุข มีประตูเข้าทั้งสี่ด้าน บันไดทางทิศเหนือ-ใต้ มีราวบันไดรูปพญานาค ทางเหนือเป็นช่วงหัว ส่วนปลายลำตัวดูแล้วเหมือนเลื้อยทะลุวิหารทิ้งด้านหางออกไปทางทิศใต้ 

ขณะที่ปลายราวบันไดทางทิศตะวันตกและตะวันออก เป็นรูป “ตัวเหงา” อย่างที่เห็นคล้ายๆ ลายกนก ตั้งใกล้กับสิงห์คู่ที่ดูแล้วหน้าตาละม้ายไปทางสิงโตเชิดช่วงตรุษจีน มากกว่าสิงห์ในตำนานสัตว์หิมพานต์ 

เมื่อวางบันไดเตรียมประตูให้เดินเข้าได้ทั้ง 4 ด้าน ผ่านถึงภายในวิหาร องค์พระประธานเป็นปูนปั้นปางมารวิชัย 4 องค์หันพระปฤษฎางค์ชนกัน พระพักตร์หันสู่ทางเข้า-ออกทั้ง 4 ด้าน มีพุทธศาสนิกชนทยอยเดินเข้าเดินออกคนละประตู ต่างคนต่างกราบองค์พระได้พร้อมๆ กันทั้ง 4 ด้าน นับว่าสะดวกดีไปอีกแบบ

พระพุทธรูปวัดภูมินทร์นี้ มีหลักฐานระบุว่า เคยถูกพม่าเข้าทำลาย ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นองค์พระประธานในวิหาร โดยพระพุทธรูปองค์ปัจจุบันเป็นองค์ที่ถูกซ่อมแซมขึ้นใหม่ จนคาดการไม่ถูกว่าสร้างสมัยไหนแน่ 

ที่สวยดี ออกแนว comtemporary ล้านนา ทั้งที่เป็นของเก่า ก็คือเสากลมขนาดใหญ่ทั้ง 16 ต้น ที่ลงรักปิดลายทองหรูรับกับด้านบนเพดานวิหาร ซึ่งวางตัวแต่งอาคารได้อย่างเหมาะเจาะไม่มากไม่น้อย เช่นเดียวกับลายทองด้านนอกวิหาร ที่ดูเก๋มากบนพื้นผนังสีขาวจัด 

ส่วนประตูทั้งสี่ทิศ ไม้แกะลายสวยงามประดิดประดอยไม่แพ้ส่วนประกอบอื่น ปัจจุบันทางวัดนำแผ่นพลาสติกใสหนามาผนึกไว้ เพื่อรักษาชิ้นงานให้คงอยู่ทนมือลูกหลานไปได้อีกหลายยุค  

ภาพผนัง เล่าเรื่องเมืองน่าน

จุดเด่นชนิด “ต้องดู” ของวัดภูมินทร์ คือจิตรกรรมฝาผนัง ที่เขียนเส้นลายลงสีไว้บนผนังทุกด้าน ไล่ตั้งแต่ส่วนบนลงมาจนระดับเสมอขอบหน้าต่างล่าง วาดรูปต่อเนื่องเหมือนเล่าเรื่องให้ต้องไล่อ่านไปเรื่อยๆ โดยมีตัวอักษรล้านนากำกับภาพไว้ตามตำแหน่งต่างๆ ไม่เหมือนการ์ตูนช่องที่แบ่งสัดส่วนเรื่องราวไว้ชัดเจนอย่างที่เราคุ้นเคยกัน

สไตล์การวาดภาพฝาผนังวัดภูมินทร์ต่างจากจิตรกรรมในวัดภาคกลาง โดยลวดลายแสดงเอกลักษณ์ล้านนาชัดเจน ดูจากหน้าตาของรูปเขียน หน้าจะออกกลมๆ ขาวๆ แป้นๆ คิ้วโค้ง แก้มแดง ทั้งปากตาแสดงความรู้สึกดีใจ เสียใจ ร้องไห้ ยิ้มกรุ้มกริ่ม ชมดชม้อย ดูแล้วเพลิดเพลินดีมีอารมณ์ร่วม 

เนื้อหาหลักของภาพเป็นพุทธประวัติ ล้อมด้วยลายเล็กลายน้อยที่เป็นเรื่องราวสะท้อนวิถีชีวิตชาวน่านยุคนั้น ดูแล้วได้บรรยากาศล้านนาโบราณ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือนที่เป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง มีกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการทอผ้า สูบยาเส้น เล่นดนตรี ดูดีๆ มีภาพออกแนวอีโรติกแทรกอยู่หลายจุด 

ส่วนตามเสาเป็นรูปบุคคลตัวโตๆ ที่คาดกันว่าน่าจะเป็นคนที่มีตัวตนอยู่จริง อย่างเช่นรูปชายหนวดสวมเสื้อคลุมแดง ใส่ต่างหูรำแพนดูหรูหรา ภาพนี้วิเคราะห์กันว่า เป็นรูปกษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ซึ่งยังถกเถียงกันอยู่ว่าเป็นภาพของ พระเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ซึ่งหลักฐานหนึ่งระบุว่า เป็นผู้โปรดฯ ให้สร้างวิหารหลวงวัดภูมินทร์ เมื่อปี 2410 ขณะที่อีกฝ่ายเชื่อว่า น่าจะเป็นพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชมากกว่า 

นอกจากนี้ ยังมีภาพชายทำท่ากระซิบกระซาบกับแม่หญิง ที่ผู้สันทัดกรณีเชื่อตรงกันว่ากระทายชายนายนี้ จะต้องเป็นภาพช่างเขียนเจ้าของฝีมือจิตรกรรมวัดภูมินทร์แห่งนี้แน่ๆ แต่ไม่วายเถียงกันต่อว่า ช่างเขียนคนนี้ดูรูปพรรณสัณฐานการแต่งตัวแล้ว บ้างก็ว่าเป็นไทลื้อ บ้างว่าเหมือนจะเป็นชาว “ม่าน” (พม่า) เสียมากกว่า

แต่เคยมีผู้ศึกษาโดยนำลักษณะการเขียน และจัดวางองค์ประกอบภาพจิตรกรรมวัดภูมินทร์ ไปเปรียบเทียบว่าดูละม้ายใกล้เคียงกันกับจิตรกรรมฝาผนังที่วัดหนองบัว อำเภอท่าวังผา ซึ่งประวัติศาสตร์ท้องถิ่นระบุว่าเป็นฝีมือช่างชาวไทลื้อมาจากเมืองเชียงขวาง ซึ่งเทียบๆ กันดูแล้ว เป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นช่างคนเดียวกัน 

“น่าน” นครนานาชาติพันธุ์

เดินดูไปเรื่อยๆ จะพบว่า ผู้คนที่ถูกวาดลงบนผนังวัดภูมินทร์ มีการแต่งเนื้อแต่งตัวแตกต่างกันออกไปตามแต่ละชาติพันธุ์ภาษา รูปผู้ชายหลายรายที่เห็นนุ่งผ้า สังเกตดีๆ จะพบว่า สีดำที่พ้นจากผ้านุ่งไล่ลงมาจนเลยเข่า เป็นรอยสัก คนกลุ่มนี้คือ “คนเมือง” หรือที่เรียกกันว่า “ลาวพุงดำ” ถือเป็นกลุ่มชนดั้งเดิมในย่านนี้ ซึ่งจะสักร่างกายด้วยหมึกสีดำตั้งแต่บริเวณท้องไปจนถึงโคนขา

ส่วนผู้หญิงส่วนใหญ่ในภาพนุ่งซิ่นแบบไทลื้อ โดยไทลื้อเป็นกลุ่มชนที่ตั้งถิ่นฐานในเขตสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน และมีหลักฐานว่า มีการย้ายถิ่นมาอยู่อาศัยในเขตเมืองน่านหลายระลอก เริ่มตั้งแต่เมื่อ 200 ปีที่แล้ว ทั้งจากการทำสงคราม และการอพยพโดยสมัครใจ  

ยังมีรูปชายชาวกะเหรี่ยง 2 คน ที่สวมชุดสีแดงสลับขาวยาวถึงน่อง มีคำอธิบายไว้ด้วยว่า “ยาง” ซึ่งก็หมายถึงชาวกะเหรี่ยง กับมีชาวลัวะชายหญิง สะพายย่าม แบกกระชุ สูบกล้องยาสูบเดินดุ่มๆ อยู่อีก 3 คน

นอกจากนี้ ยังมีภาพชาวจีน ที่ทำท่าว่ากำลังค้าขายทางเรือติดธงเขียนอักษรจีนอยู่ที่ผนังด้านทิศเหนือ และที่เห็นชัดว่ามีภาพเขียนกระจายอยู่ทั่วผนัง คือฝรั่งทั้งผู้ชายผู้หญิง สันนิษฐานว่า เป็นกลุ่มมิชชันนารีที่เดินทางมาเผยแพร่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก พร้อมๆ กับรักษาโรคให้คนเมืองด้วยยาสมัยใหม่ ชาวบ้านเห็นว่าได้ผลชะงัดดีกว่ายาโบราณหมอเมือง ก็ให้การยอมรับยกย่องเรียกเป็นหมอ

ดูเหมือนว่า ฝรั่งยังทำหน้าที่ตัดสินคดีความด้วย โดยมีภาพหนึ่งเป็นชาวตะวันตกสวมหมวกนั่งอยู่บนบันได มีตัวอักษรกำกับ ที่ถูกถอดความว่า “4 คนนี้หื้อเอาไปเฆี่ยนเสียคน 105”  

จนถึงปัจจุบัน เมืองน่านยังคงเป็นแหล่งรวมของกลุ่มคนหลากหลาย ที่กระจายกันตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน และสืบทอดวิถีชีวิตวัฒนธรรมของกลุ่มตน ทั้งคนเมือง ไทลื้อ ชาวลัวะ ม้ง เมี่ยน ขมุ และอื่นๆ
สรุปประสบการณ์ของคนต่างถิ่น วัดภูมินทร์นอกจากจะทักทายเราอย่างเป็นมิตร วัดโบราณแห่งนี้ ยังทำหน้าที่เป็นพีอาร์ท้องถิ่น ที่ช่วยเล่าความเป็นมาแต่ครั้งอดีต เพื่อให้เบาะแสเกี่ยวกับชีวิตของเมืองน่านในวันนี้ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

แหล่งข้อมูล
จิรศักดิ์ เดชวงค์ญา, จิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน: การศึกษาครั้งล่าสุด (วารสารเมืองโบราณ ปี 2546 ฉบับที่ 29.4.)

โดย rachada

 

กลับไปที่ www.oknation.net