วันที่ เสาร์ สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สตรีต่างชาติในราชวงศ์ ตอน เจ้าจอมจากเวียงจันทร์ คู่บารมีในรัชกาลที่ 1


             ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่1นั้น นอกจากสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ ผู้เป็นพระชายาคู่บุญบารมีแล้ว ทรงมีสนม นางในมากมายตามธรรมเนียมของสมัยนั้น ทำให้ทรงปฏิภาสกับพระชายาเกี่ยวกับเรื่องหึงหวงบ่อยครั้ง แต่เหตุการณ์และชนวนที่ทำให้พระชายาไม่ประทับร่วมตำหนักกับพระองค์จนสิ้นรัชกาลนั้น สาเหตุคงไม่พ้นมาจากหญิงชาวลาวหน้าตาน่าเอ็นดู นามว่าแว่น อย่างแน่นอน

            

               เจ้าจอมแว่น นามเดิมคือนางคำแว่น ธิดาเพี้ยเมืองแพน เชื้อสายกษัตริย์ เมืองเวียงจันทน์ ตามเสด็จมาตั้งแต่ สมัยกรุงธนบุรี ทรงเป็นแม่ทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์จนแตกพ่ายย่อยยับไป จึงได้รับนางคำแว่นเป็นชายาตามธรรมเนียมรบ โดยในครั้งนั้นได้เชิญเสด็จพระราชบุตรในพระเจ้าศิริบุญสาร (นักองค์บุญ) เจ้านันทเสน เจ้าอินทวงศ์ และเจ้าอนุวงศ์ ทั้งยังกวาดต้อนชาวลาวพร้อมทั้งทรัพย์สมบัติมีค่าต่างๆกลับมายังกรุงธนบุรีด้วย มีบันทึกว่า ทรงเสน่ห์หาในตัวหญิงหน้าตาสวยหมดจด เชื้อสายลาวพุงขาวคนนี้มาก แต่ทรงเกรงในท่านผู้หญิงนาค(สมเด็จพระอมรินทรามาตย์)ที่มีปากเสียงกับพระองค์ด้วยเรื่องของบาทบริจาริกาและหญิงบำเรอของพระองค์อยู่บ่อยๆ พระองค์จึงได้แต่ใช้สอยแว่นในฐานะข้ารับใช้ รอเวลาให้ท่านผู้หญิงไปประทับในพระราชวัง(เป็นเพื่อนบุตรสาวที่เป็นสนมเอกในพระเจ้าตากสิน) ท่านผู้หญิงนั้นรู้ทันในสวามี สั่งนาข้ารับใช้ชื่อกลัด ซึ่งมีหน้าที่บีบนวดให้พระสวามีทุกคืนว่า หากท่านสั่งหานางแว่นให้มาเคาะบอกแก่ท่านเสียก่อน แล้วค่อยไปตามนางแว่นมาและตัวท่านเองก็ไม่เข้าไปค้างแรมในพระราชวังเป็นเวลานานถึง 2 เดือน จนคืนหนึ่งท่านเจ้าพระยาอดรนทนไม่ไหว สั่งให้กลัดไปตามแว่นมารับใช้ กลัดก็ทำตามที่ท่านผู้หญิงสั่งคือเคาะบอกท่านก่อนจึงไปตามแว่นมา ท่านผู้หญิงก็ถือดุ้นแสมไปยืนคอยดักอยู่ในที่มืดบนนอกชานเรือน พอแว่นทาแป้งและน้ำอบเสร็จแล้วเดินมาทางเรือนหลังใหญ่อันเป็นห้องของท่านเจ้าพระยา ท่านผู้หญิงก็เอาดุ้นแสมตีลงไปกลางหัวจนเลือดไหลท่วมไปหมด นางแว่นเมื่อเห็นท่านผู้หญิงทำดังนั้นก็ร้องขึ้นว่า "เจ้าคุณเจ้าขา คุณหญิงตีหัวดิฉัน" ฝ่ายผู้ตีเองเมื่อเห็นเลือดออกมากก็ตกใจ วิ่งเข้าเรือนแล้วปิดประตูลั่นดาลไว้ ท่านเจ้าพระยาออกมาเห็นแว่นเจ็บดังนั้นก็โกรธยิ่งนัก ฉวยดาบออกจากเรือนจะมาฟันท่านผู้หญิง มาถึงเรือนถีบประตูไม่ออกก็เอาดาบฟันประตูเสียงงดังอึกทึกคึกโครม เมื่อคุณฉิม(รัชกาลที่ 2) ลูกชายคนโตได้ยินเหตุการณ์เข้า นึกว่าเจ้าคุณพ่อโมโหใหญ่โตเช่นนั้น หากปล่อยไว้เกรงว่าแม่จะได้รับอันตราย จึงช่วยกันกับพี่เลี้ยงเข็นเอาครกตำข้าวมาต่อใต้หน้าต่างเรือนท่านผู้หญิงพลางร้องเรียกให้หนีลงมา และพาหลบหนีไปอยู่ในพระราชวังหลวง โดยอาศัยอยู่ในตำหนักเจ้าจอมฉิมใหญ่ (พระราชธิดาของท่านที่เป็นพระสนมเอก) เมื่อท่านเจ้าพระยาเข้ามาและเห็นดังนั้น จึงให้นางแว่นรับตำแหน่งดูแลข้าทาสและความเรียบร้อยในเรือนทั้งหมดแทนท่านผู้หญิง และเมื่อสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯได้ปราบดาภิเษกสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์และพระบรมมหาราชวังขึ้น สมเด็จพระอมรินทรามาตย์ก็มิได้เคยเสด็จเข้ามาประทับในพระบรมมหาราชวังเลย แต่ประทับอยู่ที่พระราชวังเดิมธนบุรีกับเจ้าฟ้าฉิมพระโอรส จะเสด็จมาเยี่ยมพระราชธิดาในพระบรมมหาราชวังแต่เพียงครั้งคราวเท่านั้น ตราบจนสวรรคต ดังนั้นนางแว่นจึงได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าจอมแว่น พระสนมเอกและโปรดให้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทจนตลอดรัชกาลจนชาววังยกย่องเป็น เจ้าคุณข้างใน ครั้งหนึ่งพระเจ้าอยู่หัวว่าราชการเมืองบนพระที่นั่งและทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายจนบรรทมหลับไปก็เกิดละเมอขึ้น ทำให้ข้าราชบริพารตกใจและไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร ขณะนั้นเจ้าจอมแว่นใช้ความหาญกล้า ตัดสินใจกัดนิ้วพระบาทจนพระเจ้าอยู่หัวทรงรู้สึกพระองค์และตื่นบรรทม เหล่าข้าราชบริพารเองก็ตกใจและคาดว่าเจ้าจอมคงต้องโทษพระอาญา แต่เจ้าจอมแว่นนั้นได้รับความดีความชอบและเป็นที่โปรดปราณของพระองค์มากขึ้นเป็นอันมาก เจ้าจอมแว่นไม่มีพระราชบุตร-พระราชธิดา เป็นแต่ผู้ถวายการอภิบาลเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดีอย่างใกล้ชิด เนื่องจากทรงกำพร้าพระราชมารดาแต่ยังเล็ก และมีเชื้อสายเป็นชาวเวียงจันทน์เหมือนกัน ในเรื่องงานครัวเองนั้น เจ้าจอมแว่นมีฝีมือในการปรุงอาหารมาก ดังเช่นปรากฏเป็นตำนานว่า พระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงโปรดเสวยไข่เหี้ยเป็นอย่างยิ่ง แต่ไม่มีใครสามารถหาได้เลยเพราะไม่ใช่ฤดูกาลที่เหี้ยวางไข่ เจ้าจอมแว่นจึงประดิษฐ์ขนมไข่เหี้ยขึ้นตั้งเครื่องถวายแทน (ต่อมาเรียกใหม่ว่า"ขนมไข่หงส์) ในงานบุญเลี้ยงพระวัดพระศรีรัตนสาสดาราม พระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งให้ทำขนมจีน-น้ำยาเป็นอาหารเลี้ยงเพลแก่พระภิกษุสงฆ์ กล่าวกันว่าใช้แป้งทำขนมจีนทั้งเกวียนและแรงงานเกือบพันคน ก็เป็นเจ้าจอมแว่นที่แสดงฝีมือปรุงน้ำยา(เพียงคนเดียว เพราะกลัวจะผิดรสชาติ)และคุมข้าทาสในการดำเนินงานจนแล้วเสร็จ ด้วยนิสัยใจคอที่กล้าหาญ เด็ดขาด และดุดันในการควบคุมข้าทาสบริวาร ท่านจึงได้สมญาว่า เจ้าคุณเสือ แต่ในนิสัยลึกๆแล้ว เจ้าจอมแว่นเป็นคนทีมีจิตใจดี เรียบง่าย และถ่อมตัวเสมอ(โดยจะทรงเรียกพระโอรส-พระธิดาในพระองค์ว่า พ่อ-แม่ ทั้งยังรักใคร่ช่วยเหลือกันดั่งพี่น้อง)

             เมื่อสิ้นพระเจ้าอยู่หัวแล้ว เจ้าจอมแว่นได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณต่อมาในสมัยพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 2 โดยถวายการอภิบาลเจ้าฟ้าปิ๋วพระราชโอรสในเจ้าฟ้าบุญรอด และพระราชโอรสที่ประสูติแต่เจ้าฟ้ากุณฑลทั้ง 3 พระองค์ ถือว่าซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 1 พระราชสวามีอย่างมั่นคง และเผื่อความรู้สึกนั้นมาจนถึงพระราชโอรส-พระราชธิดาและพราะราชนัดดาของพระองค์ ถวายการรับใช้เบื้องพระยุคลบาทจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต เจ้าจอมแว่นสิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 2 นั่นเอง

อ้างอิง: พงศาวดารกระซิบ(เจ้าจอมแว่น)

 

             

โดย บ๊องบ๊อง

 

กลับไปที่ www.oknation.net