วันที่ เสาร์ สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตำนาน ขัตติยราชปฏิพัทธ์


             หากจะกล่าวถึงเรื่องราวความรักในราชสำนัก ส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลแบบปากต่อปาก ที่โดยมากมักหาหลักฐานมาสนับสนุนคำกล่าวเหล่านั้นไม่ได้ บุคคลภายนอกเช่นเรานั้น ยากจะรับรู้ถึงเรื่องภายในที่ถูกปกปิดอย่างมิดชิดชนิดที่ว่า แม้แต่ปมจะให้แกะยังแทบจะไม่มี ดังนั้น สิ่งที่นักประวัติศาสตร์จะทำเพื่อให้ได้ข้อมูลลับๆเหล่านั้นมาจึงมักเป็นการค้นหาเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากเหล่าบันทึกพงศาวดาร หรือบทบันทึกคำบอกเล่า ไปจนถึงงานพระนิพนธ์ของเจ้านายทั้งหลาย แต่ในพงศาวดารกระซิบ ซึ่งเป็นหลักฐานที่ถูกรวบรวมไว้นั้น มีเรื่องราวความรักซ่อนเร้นเรื่องหนึ่งอยู่ด้วย นั่นคือ ตำนานรักวังหลวงของเจ้าฟ้าฉิม หรือ กรมหลวงอิศรสุนทร ซึ่งต่อมาสถาปนาเป็นพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 2 กับ เจ้าฟ้าบุญรอด อันโด่งดังแห่งราชสำนักสยาม บ๊องบ๊องคิดว่าคงมีหลายท่านรู้จักตำนานนี้เป็นอย่างดี ดังนั้น ขออนุญาตเล่าให้ท่านที่ยังไม่เคยรู้จักเรื่องของทั้งสองพระองค์นี้ได้เข้าใจเรื่องราวลับๆนี้นะคะ

              จุดเริ่มต้นของความรักซ่อนเร้นครั้งนี้ได้อุบัติขึ้น ในปี พ.. 2342 เมื่อกรมพระศรีสุดารักษ์ พระพี่นางเธอในรัชกาลที่ 1 ทรงประชวร พระเจ้าอยู่หัว และเจ้านายทั้งหลายได้ผลัดเปลี่ยนกันมาเฝ้าพระอาการและปลอบประโลมโอรส-ธิดาของพระองค์ท่าน เจ้าฟ้าฉิมเองก็หมั่นเสด็จไปเยี่ยมอยู่เสมอ วันหนึ่งเจ้าฟ้าฉิมดำเนินมาเพื่อเฝ้าพระอาการตามปกติ ประจวบเหมาะกับที่เจ้าฟ้าบุญรอดซึ่งเป็นผู้ถวายการอภิบาลพระมารดากำลังเชิญพระอาการออกมาเล่าถวายกรมหลวงเทพหริรักษ์ซึ่งเป็นพระเชษฐา เจ้าฟ้าฉิมจึงมีพระทัยปฏิพัทธ์ในเจ้าฟ้าบุญรอดที่อยู่ในวัยแรกรุ่นตั้งแต่นั้นมา แต่ด้วยอการประชวนของพระพี่นาง พระองค์ดำริดูแล้วว่าไม่ควรแก่เวลา จึงทรงได้แต่เก็บความรู้สึกเอาไว้ในพระทัยและหมั่นไปเฝ้าพระพี่นางอย่างบ่อยครั้ง ในบางครั้งก็ประทับอยู่เป็นเวลานานกว่าจะเสด็จกลับพระตำหนัก จนกระทั่งกรมพระศรีสุดารักษ์สิ้นพระชนม์ เมื่อเจ้าฟ้าบุญรอดเสด็จไปทำบุญเมื่อใด พระองค์ก็จะทรงตามเสด็จไปช่วยทุกครั้งจนเป็นที่คุ้นเคยกันดี จึงทรงจัดแบ่งสินค้าจากสำเภาของพระองค์นำไปถวายแด่พระกนิษฐภคินีสองของพระองค์ คือ กรมหลวงศรีสุนทรเทพและกรมหลวงเทพยวดี โดยฝากให้ไปถวายเจ้าฟ้าบุญรอดด้วย

               หลังจากนั้น เจ้าฟ้าฉิมก็หมั่นเสด็จมาที่พระตำหนักของพระกนิษฐภคินีและจะรับสั่งให้ไปตามเจ้าฟ้าบุญรอดมาทรงเล่นต่อสกา หรือสะบ้าร่วมกัน เมื่อแรกนั้นเจ้าฟ้าบุญรอดทรงมีความเขินอายตามประสาหญิงสาว แต่เมื่อนานไปความเขินอายก็กลับกลายเป็นความคุ้นเคย ทั้งนี้พระกนิษฐภคินีทั้งสองทรงเป็นแม่สื่อแม่ชักให้สนิทสนมกัน จนกระทั่ง สมเด็จพระอมรินทรามาตย์ทรงสงสัยว่าเหตุใดเจ้าฟ้าฉิมจึงเสด็จกลับพระตำหนักจนเกือบพลบค่ำทุกวัน(ทรงประทับอยู่ที่พระราชวังเดิม ธนบุรีร่วมกับพระราชโอรส)จึงเสด็จไปยังตำหนักของพระราชธิดาเพื่อถามข้อสงสัย นางข้าหลวงที่อยู่หน้าพระตำหนักก็รีบทูลแก่เหล่าเจ้านาย กรมหลวงเทพยวดีจึงเสด็จวิ่งออกมารับพระราชมารดาแล้วร้องทักขึ้น เจ้าฟ้าฉิมกำลังทรงต่อแต้มอยู่กับเจ้าฟ้าบุญรอดและกรมหลวงศรีสุนทรเทพ รีบวิ่งเข้าไปแอบในห้องพระบรรทม (เนื่องจากเป็นพระราชฐานชั้นใน ห้ามผู้ชายเข้าโดยเด็ดขาด) พระราชตรัสถามว่าใครวิ่งเข้าไปในห้อง กรมหลวงศรีสุนทรเทพก็ทูลว่าคนเข้าไปปัดที่นอนมิใช่บุรุษ แล้วแสร้งทำเป็นทรงขัดเคือง พระราชมารดาจึงตรัสถามถึงเหตุที่เจ้าฟ้าฉิมเสด็จกลับพระตำหนักเวลาพลบค่ำเกือบทุกวัน พระธิดาทูลว่าคงจะมีการศึกอย่าได้ทรงกังวลไป แม้พระราชมารดาจะยังเคลือบแคลงสงสัย แต่เมื่อไม่ได้รับคำตอบก็ทรงเสด็จกลับไป     ต่อมพระกนิษฐภคินีทั้งสองจึงเสด็จไปเล่นที่ตำหนักแดงของเจ้าฟ้าบุญรอดเพราะเกรงจะมีคนมาพบเห็นเจ้าฟ้าฉิมเข้า   แต่การไปเล่นที่ตำหนักแดงดำเนินไปได้ไม่นาน เมื่อเจ้าฟ้ากรมขุนอนัคฆนารี พระพี่นางของเจ้าฟ้าบุญรอด(ทรงพระสติวิปลาส) แอบทอดพระเนตรเห็นเจ้าฟ้าทั้งสองเล่นสกาโดยสนิทชิดเชื้อและใกล้ชิดกัน ก็ตรัสโดยพระสุรเสียงอันดังว่า "ท้าวพรหมทัตล่วงลัดตัดแดน มาเท้าแขนเล่นสเหมือนเดิม กาพนัน สูๆ สีๆ อีแม่ทองจันทร์ อีกสองสามวันก็เป็นตัวจิ้งจก" จึงเสด็จกลับไปเล่นที่ตำหนักพระกนิษฐภคินีทั้งสอง จนกระทั่งสมเด็จพระอมรินทรามาตย์เสด็จมาอีกครั้ง เจ้าฟ้าบุญรอดจึงรีบเข้าไปซ่อนในห้องพระบรรทม เจ้าฟ้าฉิมจึงเสด็จตามเข้าไป วันนั้นพระราชมารดาประทับอยู่จนมืด เป็นอันว่า ทั้งสองอยู่ลำพังตลอดทั้งวัน

                   ต่อมา เมื่อเจ้าฟ้าบุญรอดทรงครรภ์ได้ประมาณ 4 จึงเสด็จไปขอร้องให้เจ้าจอมแว่นช่วยเหลือ อย่าให้พระเจ้าอยู่หัวทรงพิโรธต่อทั้งสองพระองค์และลงพระอาญามากนัก เจ้าจอมแว่นรับคำจะช่วยเหลือ ในวันหนึ่งขณะที่พระเจ้าอยู่หัวทรงสบายพระทัย เจ้าจอมจึงนำความขึ้นกราบทูลโดยใช้ความสามารถและอาศัยการเป็นที่โปรดปรานลดความกริ้วของพระเจ้าอยู่หัวลงได้ แม้จะไม่ทรงลงอาญาแต่ก็ทรงขัดเคืองพระทัยและรับสั่งต่อว่าเจ้าฟ้าฉิมว่าทำอะไรมิยอมมาปรึกษาผู้ใหญ่ เนื่องด้วยทรงเกรงกรมหลวงเทพหริรักษ์ พระเชษฐาของเจ้าฟ้าบุญรอดจะทรงน้อยพระทัย ทั้งทรงเกรงว่าจะทำใหวังหน้าและวังหลังนั้นดูถูกฝ่ายวังหลวงเอาได้ เจ้าฟ้าบุญรอดจึงกราบทูลให้กรมหลวงเทพหริรักษ์จัดเรือมารับและประทับอยู่ที่วังของพระเชษฐธิราช แม้จะทรงโกรธกริ้วยังไง ก็ทรงดูแลเจ้าฟ้าบุญรอดที่ทรงครรภ์อย่างดี

     

              การล่วงเลยมาสัก 3 เดือน เจ้าฟ้าฉิมจึงเสด็จไปเข้าเฝ้ากรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทให้พาพระองค์เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว เพื่อกราบทูลขอรับพระราชทานโทษ กรมพระราชวังฯทรงวิงวอนอยู่เป็นนานกว่าพระเจ้าอยู่หัวจะทรงหายพิโรธและให้เข้าเฝ้าได้ตามเดิม    จากนั้นเจ้าฟ้าฉิมก็เสด็จเฝ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์เพื่อทูลขอรับเจ้าฟ้าบุญรอด แต่กรมหลวงเทพหริรักษ์ทรงไม่ไว้พระทัยที่ทรงมีเหล่าสนมนางในและบาทบริจาริกามากมายอยู่แล้ว อาจจะทิ้งขว้างเจ้าฟ้าบุญรอดได้ เจ้าฟ้าฉิมจึงทรงให้ปฏิญาณว่าจะตั้งเจ้าฟ้าหญิงบุญรอดให้อยู่เหนือกว่าเมียและพระราชบุตร พระราชธิดาทั้งปวง จึงทรงยอมมอบเจ้าฟ้าบุญรอดให้

                ต่อมา เมื่อเจ้าฟ้าบุญรอดจะทรงประสูติพระโอรส ก็ประชวรพระครรภ์อยู่ถึงสองวันสองคืนและคลอดไม่ได้ เจ้าจอมแว่นจึงขอพระราชทานน้ำชำระพระบาทพระเจ้าอยู่หัวมาให้ดื่ม พระองค์จึงรับสั่งว่า "ทำดูถูกเทวดารักษาวัง จึงออกลูกยาก" แล้วยกพระบาทเอาพระอังคุดลงจุ่มในขันทอง หลังจากที่เจ้าฟ้าบุญรอดเสวย ครู่หนึ่งก็ประสูติพระโอรสแต่ทรงสิ้นพระชนม์ในวันประสูตินั้นเอง หลังจากนั้น 3 ปี เจ้าฟ้าบุญรอดก็ประสูติพระโอรสองค์ที่ 2 คือ เจ้าฟ้ามงกุฎ และต่อมาในได้ประสูติพระโอรสอีกพระองค์หนึ่ง คือ เจ้าฟ้าจุฑามณี และ เมื่อเจ้าฟ้าฉิมขึ้นเสวยราชสมบัติในพ.ศ. 2352 เจ้าฟ้าบุญรอดก็ได้ทรงดำรงตำแหน่งพระอรรคมเหสีตามที่ได้ทรงปฏิญาณไว้ และไม่ได้ทรงแต่งตั้งพระราชบุตรที่เกิดจากพระชายาอื่นๆเป็นเจ้าฟ้าอีก

                 ตำนานความรักจึงจบลงแบบสวยงามประทับใจดั่งเทพนิยาย แต่เจ้าฟ้าบุญรอดทรงปิติสุขอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อมีสตรีอีกนางที่ดำรงอิศริยยศเท่าเทียมกับพระองค์ ทั้งยังงดงามหมดจดไร้ที่ติและอ่อนวัยกว่าพระองค์เกือบ 30 ปีก้าวเข้ามาเป็นมเหสีอีกองค์ ติดตามเรื่องราวของ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี พระน้องนางที่กลายเป็นสตรีอันเป็นที่รักของพระเจ้าอยู่หัวได้ในคราวต่อไปค่ะ

เมื่อเจ้าฟ้าฉิมทรงทราบว่ เจ้าฟ้าบุญรอดเสด็จไปพักอยู่ที่วังของกรมหลวงเทพหริรักษ์ จึงได้ไปทรงวิงวอนขอให้เจ้าฟ้าบุญรอดกลับไปประทับที่พระตำหนักเดิมเดิม แต่กรมหลวงเทพหริรักษ์ไม่ยอมให้คืนไปด้วยเกรงว่าถ้าความทราบไปถึงเบื้องพระยุคลบาท จะทรงเสียไปด้วย และทรงตำหนิที่พระองค์ทรงทำการที่ไม่สมพระเกียรติ

โดย บ๊องบ๊อง

 

กลับไปที่ www.oknation.net