วันที่ อาทิตย์ สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จันทร์แดง


จันทร์แดง

           เย็นย่ำของวันที่ 18 .. ที่ผ่านมาตัวกระผมเองได้นัดแนะกับเพื่อนเก่าแต่ไม่แก่คนหนึ่งแถวถนนราชพฤษ์  ทันทีที่ล้อรถหยุดหมุนอยู่ตรงหน้าร้านเหล้าทรงไม้ตกแต่งแบบเรียบง่ายมองดูสบายตา ผมก้มดูเวลาจากนาฬิกาเรือนเก่าเข็มสั้นมันชี้ที่เลขเก้าพอดีส่วนเข็นยาวทั้งสองที่อยู่ในวงเวียนเดียวกันผมแทบจะไม่ได้ใส่ใจกับมันเลยว่ามันจะชี้ตำแหน่งไหนของตัวเลขแค่รู้ว่าเป็นสามทุ่มก็พอ ครั้นเปิดประตูก้าวลงจากรถเรียบร้อยแล้วก็มีหนุ่มมาดเซอร์ อารมณ์ดี เป็นหนุ่มมาจากถิ่นลาบสูงเมืองสุรินท์ และคือเจ้าของร้านเหล้าแห่งนี้นี่เองต่างคนต่างยื่นมือสัมผ้สทักทายกันเป็นสัมผัสที่เต็มเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ

           สวัสดีน้าหน่อย สบายดีหรือเปล่า เป็นคำทักทายแทบจะเป็นประโยคแรกเกือบทุกครั้งที่ได้พบปะเจอะเจอกัน ต้อย หรือ ใหญ่ หรือชื่ออะไรก็แล้วแต่ใครจะเรียก แต่ตัวกระผมเองก็เรียกชื่อต้อยมาตลอดตั้งแต่รู้จักกันวันแรกจวบจนปัจจุบัจะบัน  ยิ้มหน้าบานเข้ามารับและทักทายพวกเราทุกคน ที่เดินทางมาพร้อมกันด้วยท่าทางอารมณ์ดีตามสไตล์ที่คุ้นเคยกันดี ค่ำคืนนี้ก็เป็นอีกค่ำคืนหนึ่งที่เราได้นัดพบปะสังสรรค์กัน เมื่อก่อนพบกันเดือนละครั้ง แต่เดี๋ยวนี้ต้อยบอกว่าเดือนละสองครั้งก็แล้วกจะได้ไม่ห่างเหิน ผมก็ตกลงตามนั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยูกับเวลาอีกนั่นแหละว่าว่างหรือไม่ว่าง ไม่รู้ทำไมชีวิตถึงข้องเกี่ยวกับเวลาอะไรกันนักหนา เฮ้อ…ชีวิต

                 หลังจากเชื้อเชิญกันเข้าไปภายในร้านเรียบร้อยแล้วบรรยากาศแห่งการสังสรรค์ก็ได้อุบัติขึ้น คือพูดง่ายๆ ก็คือกินเหล้านั่นแหละครับ

         จันทร์แดง คือชื่อของร้านเหล้าเล็กๆ แห่งนี้ มีเด็กเสริฟสี่ห้าคน มีนักร้องประจำร้านคนนึง แต่นักร้องไม่ประจำนับไม่ถ้วน เพราะทำกึ่งเพลงเพื่อชีวิตและคารารโอเกะด้วย เพราะฉะนั้นนักร้องจึงไม่ค่อยซ้ำหน้า ตกแต่งร้านแบบเรียบง่าย คือตกแต่งแบบพอเพียง ไม่ต้องใช้วัสดุราคาแพงๆ แค่นี้ก็เป็นที่พบปะของคนคอเดียวกันได้แล้ว

         เป็นไงบ้างเศษฐกิจดีไหม๊ ? ผมเอ่ยถามต้อยหลังจากนั่งไปได้พักนึง  ก็พออยู่ได้ เป็นคำตอบจากน้ำเสียงที่เรียบง่ายไม่มีอะไรแฝงเร้นภายใน อยู่มาสามปีกว่าแล้วนี่ เป็นประโยคที่สองที่พูดต่อจากคำตอบแรก และคงต้องอยู่ไปจนกว่า…ต้อยหยุดหาใจนิดนึงแล้วพูดต่อ การที่ทำอะไรก็ได้ที่ชอบและใจรัก ไม่ต้องร่ำรวยอะไรมากมาย ไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร แค่นี้ก็มีความสุขพอแล้ว เป็นประโยคทิ้งท้ายอีกครั้ง

           กว่าแปดปีแล้วที่รู้จักกันมา ต้อยเรียนจบมาทางด้านวิศวกร ด้านอุตสาหกรรมมา และได้มีโอกาสรู้จักกันในบริษัทเดียวกันกับผม ซึ่งผมทำงานอยู่ก่อนแล้ว ทั้งๆที่ไม่เคยพบเจอะเจอกันมาก่อน เพียงคำพูดแนะนำและทักทายกันครั้งแรก ก็พูดคุยกันเหมือนกับว่ารู้จักกันมาตั้งแต่ชาติปางไหนมาก่อน อีกอย่างเป็นคนชอบร้องรำทำเพลงในแนวเพื่อชีวิตด้วยกัน มิตรภาพจึงได้ก่อตัวได้เร็ว 

        หลังจากเลิกลางานจากบริษัทกันแล้วต่างคนก็ต่างเดินทางไปแนวของตัวเอง ด้วยความชอบความเป็นอิสระไม่ได้ยึดติดกับอะไร ผมไปร้องเพลง ส่วนต้อยก็มาเปิดร้านเหล้าเล็กๆ อย่างที่เห็น แต่ก็ยังติดต่อกันอยู่ตลอด เพียงแต่โอกาสจะเจอะเจอกันนั้นมันน้อย   

             ผมลองมานั่งคิดทบทวนดูแล้ว มิตรภาพของคนเราก็มีส่วนคล้ายกับเข็มของนาฬิกาเหมือนกัน มีชั่วโมง มีนาที มีวินาที ชีวิตของคนก็เหมือนกันต่างคนก็ต่างเดิน แต่ก็ต้องมีเวลาเจอะเจอกันเพราะคำว่า มิตรภาพ เหมือนเข็มของนาฬิกาต่างเข็มต่างเดิน แต่ที่สุดแล้วต้องมีเวลาที่เข็มทั้งสามหมุนเวียนมาเจอะเจอกัน เป็นเช่นนี้ตลอดไปจนกว่าชีวิต และนาฬิกาจะ….

โดย กระโศป

 

กลับไปที่ www.oknation.net