วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รวยปัญญา รวยหมู่มิตร และสินทรัพย์ กับ แหลม ยโสธร


 เมื่อครั้งได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็นวิทยากร อบรมเศรษฐกิจพอเพียงให้กับเกษตรกรที่จ.สระแก้ว ผมเคยพูดเกี่ยวกับความรวยความจนไว้ว่า..

ความรวยมีด้วยกัน 3 ชนิด ตามลำดับคุณค่าและความสำคัญดังนี้

1. รวยปัญญา

2. รวยหมู่มิตร

3. รวยทรัพย์สิน

ในบรรดาทั้งสามความร่ำรวยนี้ ผมให้คุณค่าและความสำคัญของการรวยทรัพย์สินเป็นอันดับสุดท้ายครับ.. ทำไมนะหรือ?

เพราะมันเป็นความรวยที่ "ยั่งยืนน้อยที่สุด"  น้อยกว่าน้ำใจของมวลหมู่มิตรที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลในยามยากเข็น  น้อยกว่าปัญญาแห่งการรู้จักตัวพึ่งตน และสร้างตัวเองได้จากความขาดแคลน ดั่งคำพูดที่ว่า "มีปัญญาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน"

ปัญญาในที่นี้มิใช่ปัญญาที่วัดกันที่วุฒิการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่รวมไปถึงปัญญาแห่งการรู้จักตน เข้าใจผู้อื่น เข้าถึงธรรมชาติและชีวิต

มีปัญญาภายนอกคือสรรพวิชาความรู้ติดตัวพึ่งตนเองได้  มีปัญญาภายในคือคุณธรรมประจำใจรู้จักแยกแยะถูกผิดดีชั่ว

ปัญญา และมิตรแท้..จึงเป็นความร่ำรวยที่ยั่งยืนที่สุด แต่ขาดแคลนที่สุด ในสังคมที่แก่งแย่งไขว่คว้าหาทรัพย์สินและวัตถุในปัจจุบันนี้

และการเดินทางครั้งนี้ ผมได้พบเห็นมหาเศรษฐีที่แท้ผู้มีความร่ำรวยพร้อมทั้งสามข้อ ในจังหวัดยโสธรนี่เองครับ..

                                            ........................

เมื่อวันที่ 8-9 สิงหาคมที่ผ่านมานี้ ก่อนที่ผมจะเดินทางกลับไปกราบแม่ที่จ.เพชรบูรณ์ ผมได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมกับจ่าจินต์ และพี่น้องชาวโอเคเนชั่น พี่เสี่ยวไทบ้าน พี่มะอึก พี่มะยง พี่สิริปตี ที่ได้พูดคุยชักชวนกันไปเยี่ยมบ้าน แหลม อรหันต์ชาวนา คนต้นเรื่องคนค้นคน ที่มีวิถีชีวิตในแบบพอเพียงพึ่งตนเอง ซึ่งน่าศึกษาและเรียนรู้

และที่สำคัญโดยส่วนตัวผมเองผมอยากพบเจอ แหลมอรหันต์ชาวนามานานแล้วครับ  เพราะเคยได้รู้จักแนวคิด และวิถีชีวิต จากวีซีดีซึ่งเปิดให้เกษตรกรดูมากกว่าสิบเที่ยว เมื่อครั้งเป็นวิทยากรฝึกอบรมเศรษฐกิจพอเพียง  ซึ่งต้องขอออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้มีความสามารถทางด้านนี้แต่อย่างใด มีเพียงแต่แนวคิด และทฤษฎีเท่านั้น ขาดซึ่งภาคปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม.. จึงเป็นโอกาสอันดีที่ผมจะได้มาสัมผัสตัวตน ความคิด วิถีชีวิต และผลงาน ของบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในต้นแบบของการพึ่งต้นเองในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างแท้จริงครับ..

และแน่นอนครับว่า ในครั้งนี้มิใช่จะมีเพียงแค่แหลม อรหันต์ชาวนาเท่านั้น ผมยังได้พบเจอบุคคนที่มีความเป็นเฉพาะในหลายรูปแบบและสาขา

จ่าจินต์ คนต้นเรื่องคนค้นคน ที่หลายคนรู้จักดีในนามจ่าใจดี ผู้แบกเป้สะพายบุญ ออกเดินทางเกื้อหนุนผู้ตกทุกข์และยากไร้..

เสี่ยวไทบ้าน  คนทำงานการเมืองภาคประชาชน  รักท้องถิ่น กินอยู่สมถะ ชอบพบปะเสี่ยวสะหาย คืออนาคตนักการเมืองรุ่นใหม่ที่น่าจับตา

พี่มะอึก บล็อคเกอร์รุ่นใหญ่ ผู้มีบุคคลิก และมนุษยสัมพันธ์อันโดดเด่น เป็นที่เคารพนับถือและรักใคร่ของน้องๆ และผองเพื่อน ด้วยมีใจสาธารณะ และจิตอาสาเป็นที่ตั้ง

พี่มะยง คู่ชีวิต คู่ทุกข์คู่ยากของพี่มะอึก ผู้มีใจสาธารณะ และจิตอาสาเป็นที่ตั้ง ดุจเดียวกับผู้เป็นสามี

อ.หน่อง(สิริปตี) อาจารย์จากสถาบันการศึกษาผู้ผันตัวเองมาเป็นบล็อกเกอร์แบ่งปันความรู้ทั้งใน และนอกตำรา และแม่ของลูกชายแสนซน.. น้องภีม

 

รอยยิ้มมิตรภาพจากพี่จ่าจินต์.. พร้อมของฝากจากใจให้เอกภาพ.. ขอบคุณครับ 

พี่มะอึก.. กล่องข้าวน้อย.. รักแม่(ยุคใหม่ไม่ฆ่าแล้ว)

เลี้ยงดูปูเสื่อของแท้..

เดินเที่ยวชมทุ่ง ยามฝนพรำ..

พี่มะอึกและจ่า กลางทุ่งนาเขียวขจี..

ผมขอซื้อได้มั่ยจ่าท่านี้.. พี่มะอึกว่า..

   สวรรค์กลางท้องทุ่ง..

   อืมม....

อาศรมอรหันต์ชาวนา..

  วิถีแห่งการหลุดพ้นจากความยากจน..

บ่อปลาข้างนาข้าว..

ทรัพย์ในดิน สินในขอนไม้.. คือรายได้ และค่าใช้จ่ายประจำวันอันหมุนเวียน

  ควาย..

ถึงเวลาสร้างภาพแล้วครับจ่า.. จ่าทำท่าแบบนี้จะถอนกล้าหรือจับกุมผู้ต้องหาครับ

 แช๊ะ!..

เดือดร้อนชาวนาตัวจริงต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่าง พี่แหลมบอกว่าการถอนกล้าเราต้องนั่งลงและใช้สองมีอปะคองอย่างอ่อนน้อม เพื่อเป็นการ "ถ่อมตน" ต่อต้นกล้าและผืนนาที่มีพระคุณ  และถอนทีละน้อย แต่บ่อยและถี่ อันหมายถึง "ความเพียร" ไม่ละโมบ และเวลาถอนให้ดึงออกทางข้างๆ รากจะไม่ขาด และโคลนจะไม่ติด และห้ามใช้ตีนเตะต้นกล้าโดยเด็ดขาด.. บอกแล้วว่าอรหันต์มาทำนาย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้วครับ ใส่ใจ ลึกซึ้ง และเข้าถึงวิถีแห่งธรรมชาติ..

หันหน้ากันคนละทาง.. สร้างดาวกันคนละดวง แต่ไม่ช่วงชิง คิดเพียงแบ่งปัน..

แหงนมองเบิ่งฟ้า.. บาทาแบดิน.. กินอยู่อย่างต่ำ กระทำอย่างสูง

ตามรอยอรหันต์..

หากพระอรหันต์ คือ ผู้บำเพ็ญเพียรจนหลุดพ้นจากกองกิเลส และบ่วงทุกข์

แหลมก็คือชาวนาผู้หลุดพ้นจากบ่วงแห่งความยากจน และพึ่งตนเองได้

พืชพันธุ์ที่ปลูกไว้ เป็นทั้งสมุนไพร และอาหาร

แม้จะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางบ้าง แต่ใบหน้าก็เต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม และอารมณ์ที่ผ่อนคลาย

อีกหนึ่งรายได้ของแหลม ก็คือการเพาะพันธุ์ลูกกบขาย ซึ่งมีลูกค้าสังจองจนจับกันไม่ทันแทบทุกวันในช่วงนี้  จนแหลมเปลยว่า "แค่หมาเห่าก็รู้ว่า.. เงินมาแล้ว" แม้จะมีคนนำเงินมาให้ถึงบ้านก็ตาม แต่แหลมก็ยังคิดว่า ชีวิตนี้ช่างมีเวรมีกรรมเสียจริงๆหนอ.. จะหยุดก็ไม่ได้ ไปไหนก็ไม่คล่อง.. และทุกข์ร้อนใจยามหาให้เขาไม่ทัน..

โอ้ อนิจจา.. "เงิน" คือเวรกรรมของแหลมจริงๆครับ

ฟืนไฟ ควันไม้ และข้าวนึ่ง

ผักสดปลอดสาร..เต็มจาน เต็มใจ

แม่หน่องครับ.. น้องภีมอยากกินกบครับ

แม้ไม่มีเหล้ายา.. แต่ก็มีปลาปิ้ง

  กินเข่านำกันเด้อ.. (ระวังกินเข่าทุกวันฟันจะหักหมดนะครับ)

ตอนนี้พี่แหลมพูดถึงอะไรผมจำไม่ได้.. แต่ดูท่าคล้ายขับรถอีแต๋น

อิ่มแล้วเอน.. โปรดสังเกตตาพี่มะอึก ซาบซึ้งมาก..

เสวนาแลกเปลี่ยนหลังอาหาร อิ่มกาย อิ่มใจ อิ่มปัญญา..

ในยามค่ำคืน ผมชอบบรรยากาศเช่นนี้เสียจริง.. หลังจากเสร็จจากการงาน คือการตกผลึกและผ่อนพักไปพร้อมกัน คือบทสรุปประจำวันที่ได้ผ่านพ้น และค้นพบร่วมกัน

หลังจากนี้ต่างก็ร่ำลาผักผ่อน เข้านอนฟังเสียงหริ่งเรไรระงมพร้อมกบเขียด..

       ..........................................................

ตื่นขึ้นมาแต่เช้า.. แม่หุงข้าวต้มปลา..

หอมกลุ่น อุ่นไอข้าวนึ่ง

ผักพืชสวนครัว.. เลื้อยรั้ว.. เต็มร้าน.. รอเก็บ

แม่มะยง.. สาวสวนครัว รั้วกินได้

ชีวิตแท้จริงนั้นเรียบง่าย.. และมีความสุข

อยู่กับธรรมชาติ แข็งแรง อายุยืน ดูไม่แก่.. ภาพนี้คือแม่ของพี่แหลมครับ ทีแรกผมนึกว่าพี่สาวเสียอีก

พระอภัยมะอึก.. พี่มะอึกเป่าขลุ่ยเพราะมากครับ เอ.. พี่มะอึกเป็นพระอภัยมณี แล้วพี่มะยงจะเป็นอะไรดีหน้อ... แฮ่ะๆ คณะเรานี้ช่างมีสุนทรียภาพในการใช้ชีวิตเสียจริงหนอ

เทคโนโลยีก็ช่วยเพิ่มเติมสีสันในชีวิตในท้องทุ่งนั้นแปลกใหม่ และเร้าใจขึ้นมาบ้าง.. พี่เรณูภรรยาพี่แหลม ก็สนใจใคร่รู้วิถีบล็อกเกอร์ว่ามันเป็นจังได๋..

แหลม และแม่ยก..

เช็นต์สมุดเยี่ยมเป็นที่ระลึกว่า.. ครั้งหนึ่งได้มาเที่ยวทุ่ง กินปลา ดำนา ค้างแรม กับแหลม ยโสธร..

"พี่มะอึกอย่าเอาเรื่องผมไปลงบล็อกเยอะนะ.. เดี่ยวงานเข้า แค่นี้ก็มีเวรมีกำนับเงินไม่ทันแล้ว" แหลมว่า..

เยี่ยมเยียนบ้านพ่อของแหลม ซึ่งเปิดเป็นร้านขายของชำ ที่สร้างด้วยนำพักน้ำแรงเมื่อสมัยยังหนุ่ม

จ่า และพี่มะอึกนำทีมบุกรุก โดยไม่มีหมายค้น.. ด้วยทราบข่าวมาว่ามีการซุกซ่อนสนามฟุตบอลไว้บนบ้าน

ก็จริงดังว่า.. ขาดแต่เพียงลูกฟุตบอลเท่านั้น.. กว้างจริงๆ

ด้วยความเป็นผู้มากอัถยาศัยไมตรี.. พี่มะอึกจึงฉวยโอกาสนี้จับมือสาว..

"มือแม่ใหญ่นิ้มนิ่ม.. ทาขมิ้นด้วย จับแล้วนึกถึงมือแม่เลย" นี่คือความรู้สึกของพี่มะอึก 

หลังจากนั้นก็เดินตามพี่จ่าจินต์.. ในวิถีแบกเป้สะพายบุญ อันพันธกิจช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ซึ่งได้รับการแนะนำจากแหลม ว่าในหมู่บ้านนี้มีผู้ป่วยพิการที่ขาดการเหลียวแลอยู่ครอบครัวหนึ่งที่รอคอยผู้ใจบุญไปช่วยเหลือ..

ท่านมหามะอึกก็เปลือยเท้าก้าวตามเช่นกัน..

อ. หน่องบอกว่าทำไมวันนี้ฟ้ามืดจังพี่มะอึก สงสัยฝนจะตกอีกแน่.. 

แล้วก็เดินทางมาถึงยังกระท่อมไม้ผุพังหลังหนึ่ง พร้อมกับร่างอันผอมซูบน่าเวทนายิ่ง..

 ลุงสมกิจ แสงพล นอนป่วยเป็นโรคอัมพาต มายาวนานนับสิบปี ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ลุงสมกิจบวชเรียนมาตั้งแต่เป็นสามเณรจนเป็นเจ้าอาวาสวัด แต่ได้มาล้มป่วยลง..จึงลาสิกขาออกมา.. ผู้เป็นพ่อและแม่ก็มาตายจากไปไม่กี่ปี..ภาระต่างๆจึงตกอยู่ที่นางล้อมผู้เป็นน้องสาว...

จ่าได้สอบถามข้อมูล และพูดคุยให้กำลังใจแก่ลุงสมกิจ..

ชีวิตที่โรยแรงสิ้นหวัง ยังพอชุ่มชื่นขึ้นมาบ้าง หากได้รับความเมตตาและเหลียวแล..

เงินสองพันบาทที่จ่าพับใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงลุงสมกิจ อาจจะน้อยหรือมากค่าในบางเวลาและบางที.. แต่ ณ ตอนนี้มันมีคุณค่าและความหมายเหลือประมาณ..

นี่คือข้อความที่ลุงสมกิจ วานให้หลานเขียนให้เพื่อเตือนใจเตือนสติ ทั้งตนและเพื่อนมนุษย์..

น้องสาวลุงสมกิจ..

ติดตามข้อมูลโดยละเอียดได้ที่ http://www.oknation.net/blog/jawee/2009/08/11/entry-1

หากท่านใดมีใจเมตตาและถึงพร้อมด้วยปัจจัย สามารถให้ความช่วยเหลือลุงสมกิจ.แสนพล ได้ตามที่อยู่เลยด้านล่างเลยนะครับ ลุงสมกิจและน้องสาวไม่มีหมายเลขบัญชีธนาคาร ส่งไปรษณีย์ตามที่อยู่ได้เลยครับ...


กรุณาส่ง...
นางบุญล้อม....ไชยรักษ์
28 หมู่ 2 บ้านกะย่า
ต.โนนเปือย
อ.กุดชุม
จ.ยโสธร...
35140

หลังจากนั้นทุกคนก็เดินทางกลับมาที่บ้านแหลมอีกครับ เพื่อเก็นสัมภาระ เตรียมตัวเดินทางกลับ

เพื่อเป็นสินน้ำใจ แหลมได้มอบข้าวเหนียวสองสีพันธุ์ดี กินแล้วดั้งไม่ยุบหนึ่งถุง และยังบอกอีกว่าหากคราวหน้ามา จะได้กินข้าวสามสี ซึ่งเป็นความภูมิใจจากการทดลองพัฒนาพันธุ์ของแหลมเองครับ

สองวันหนึ่งคืน.. กับความประทับใจที่กินได้ และนอนอิ่ม คือเรื่องราวแห่งมิตรภาพแรกพบอันน่าประทับใจ.. คือวิถีอันเรียบง่ายและพอเพียง..

ขอบคุณพี่จ่าจินต์ที่ได้นึกถึงและชักชวนผม ให้มีโอกาสได้ร่วมสะพานบุญในครั้งนี้

ขอบคุณพี่น้องโอเค ท่านเสี่ยวไทบ้าน พี่มะอึก พี่มะยง อ.หน่อง สำหรับมิตรไมตรี และความเป็นกันเอง.. ประทับใจมากครับ

และที่สำคัญขอบคุณพี่แหลม ผู้มีความร่ำรวยพร้อมทั้งสาม และครอบครับ ที่ต้อนรับขับสู้เสมือนหนึ่งญาติมิตร                                               

                                              ...ขอบคุณครับ... 

                                           

โดย เอกภาพ

 

กลับไปที่ www.oknation.net