วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ครูบ้านนอกไปเที่ยวอังกฤษ Version อมรรัตน์


อ.อมรรัตน์  ผอ.การท่องเที่ยวของเราส่งเรื่องมาให้อ่าน เขียนได้ดีกว่าเจ้าของบล็อคเสียอีก ขออนุญาตนำมาลงในบล็อกไว้เป็น guest star ผู้ทรงเกียรตินะ   เน็ตบ้านเราเสียมาเดือนนึงแล้ว เลยไม่ได้ update บล็อคเลย รออีก 2-3 วัน กำลังขอใช้ hi-speed internet ของ TOT อยู่ มีเรืองเล่าต่ออีกเยอะพร้อมภาพประกอบ

ถ้าใครเข้ามาอ่าน อย่าลืม Happy Birthday พี่แจ๋วนะ วันที่ 13 สิงหาคมจ๊ะ

                             ครูบ้านนอกไปอังกฤษ(ต้นฉบับ)

                   เหตุผลหลักที่ทำให้ครูส่วนมากพยายามสอดส่ายสายตาหาโอกาสสอบชิงทุนไปต่างประเทศก็เพื่อต้องการเปิดโลกทัศน์ของตนในต่างแดน หรือไปฝึกฝนภาษาอังกฤษให้เข็มแข็ง พร้อมการเปิดหูเปิดตา ผ่อนคลายสมอง พักรบกับนักเรียนชั่วคราว  หรือไม่ก็ไปชารต์แบตเตอรี่ในตัวเองเพื่อกลับมาสู้ศึกในโรงเรียนต่อ แต่เชื่อหรือไม่ว่า เหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริงของฉันในการก้าวไปสู่สมรภูมิสอบชิงทุนในการไปต่างประเทศแม้แต่นิดเดียว ถึงแม้จะผ่านร้อนผ่านหนาวกับชีวิตการสอนมาหลายเพลาแล้วก็ตาม ในระยะ เวลา 2-3 ปีที่ผ่านมาทำหน้าที่เป็นวิทยากรแกนนำของเขตพื้นที่การศึกษาอย่างไม่รู้สึกปลอดโปร่งใจนัก เพราะไม่ได้ร่ำเรียนปริญญาโทตามพรรคพวก ยิ่งกว่านั้นการทำผลงานทางวิชาการก็ไม่ทำ (มัวแต่ตรวจผลงานของคนอื่น) แล้วอะไรเล่าที่จะเป็นเสาค้ำยันเมื่อต้องยืนเดี่ยวไมโครโฟนต่อหน้าครูประถม และมัธยมที่นั่งกันพรึบด้วยมาดปริญญาโท และมีวิทยะฐานะผู้เชี่ยวชาญ บอกตรงๆว่าความมั่นใจในตนเองมันหลบลี้หนีหายไปหมด ถึงแม้ทุกคนจะบอกว่าดิฉันเป็นขิงแก่ในวงการสอนภาษาอังกฤษของจังหวัด แต่เราต้องยอมรับความจริงว่าโลกมันเปลี่ยน ค่านิยมของสังคมก็หมุนไปตามโลก ดิฉันต้องเป็นขิงแก่พร้อมดื่มที่มีความทันสมัยของบรรจุภัณฑ์เป็นส่วนประกอบ ดังนั้นการกระโจนลงสู่สมรภูมิสอบชิงทุนไปต่างประเทศจึงเป็นหนทางนำไปสู่ตรารับรองว่า ถ้าสอบข้อเขียนผ่าน การทำหน้าที่เป็นวิทยากรคงก้าวได้อย่างมั่นใจขึ้น แต่จะสอบสัมภาษณ์ผ่านหรือไม่ ไม่ได้อยู่ในสมอง!  เพราะเข็ดขยาดการไปอบรมเมืองนอก (เคยได้ทุน SEAMEO ไปสิงค์โปร์ 2 เดือน ทั้งเรียน ทั้งทำการบ้าน พิมพ์คอมพิวเตอร์ คิดถึงแล้วยังเหนื่อยไม่หาย ในใจคิดว่าการซื้อทัวร์เปิดหูเปิดตาต่างประเทศ สบายใจกว่ากันเยอะ อิสระเสรี)

                เมื่อต้องสอบกับคู่แข่งขันเก่งๆระดับประเทศ เรื่องปล่อยให้เป็นไปตามกรรมเก่าก็ไม่ใช่วิสัยของฉัน เริ่มต้นจากการคิดอย่างเป็นระบบก่อนว่าเราจะเลือกโปรแกรมไหนดีจึงจะพาตนเองไปเฉียดดวงดาวที่วาดหวังไว้ ถ้าเลือกประเทศอังกฤษซึ่งเปรียบเหมือนดอกไม้ที่หอมหวลที่สุดในบรรดาโปรแกรมที่ทางสถาบันภาษาจัด คนสอบต้องเก่งมาก เพราะต้องมีคุณสมบัติของ TKT MODULE II และใช้ผลงานวิทยากรระดับเขตพื้นให้เป็นประโยชน์ตอนสัมภาษณ์  แต่ถ้าเลือกประเทศออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์ ที่ใช้คุณสมบัติวิทยากรศูนย์อีริค หรือค่ายภาษาอังกฤษ  ต้นทุนในการสัมภาษณ์ในผลงานของตนเองก็หมด เพราะทุกคนในศูนย์อีริคต้องทำงานรับใช้ชาติคล้ายๆกัน ฉันทบทวนหลายครั้งในเชิงตรรก และตกลงใจเลือกประเทศอังกฤษ เพื่อนครูคณิตศาสตร์สมทบว่า “ใช่เลย! ……. เธอคิดถูกต้องงงงงง......... ถ้า.......เธอสอบข้อเขียนผ่านนะ...อมรรัตน์ !) ดังนั้นฉันจึงกรอกใบสมัครอังกฤษซึ่งเป็นโครงการที่มีคนเก่งสอบมากที่สุด แต่ถ้าสอบได้ เราก็จะเป็นคนเก่งที่สุด แต่ความจริงก็คือ ความรู้ปัจจุบันในการสอน ม. 2 น้อยนิดเท่าหางอึ่ง คุยกับเพื่อนซี้ออนไลน์ว่าคงสอบไม่ได้แน่ ได้รับคำตอบสวนกลับมาว่า “ถ้ารู้ว่าไม่ได้ แล้วจะไปสอบทำไม” แหมเฉียบขาด แทงใจจริงๆ สัจธรรมเกิดตรงนั้นเอง ตราบใดที่ยังไม่ได้คำตอบสุดท้าย มนุษย์คงตะเกียกตะกายกันต่อไป! ดิฉันจึงเริ่มลุยข้อสอบโดยยืมหนังสือ A-NET มาอ่าน 2 อาทิตย์ อ่านเฉลย พร้อมวิเคระห์ว่าทำไมจึงตอบอย่างนี้ ศึกษาแนวคิดในข้อสอบแต่ละตอน พร้อมฝึกเวลาในการตัดสินใจเลือกคำตอบ 

 

ข้อสอบสมกับเซียนเหยียบเมฆ เนื้อเรื่อง 8 เรื่อง บทสนทนา คำศัพท์ หาข้อผิดรวม 100 ข้อ รวม 18 หน้ากระดาษ เวลา1.30 ชั่วโมง (ประกาศในอินเตอร์เน็ต 3 ชั่วโมง แต่มาเปลี่ยนแปลงเมื่อเห็นผู้สมัคร 450 คน แต่มีทุน 30 ทุน ) ตัวใครตัวมันละค่ะ ก้มหน้าก้มตากา กา กา  (แต่ไม่ลืมตรวจสอบตอนไหนง่ายสุดทำก่อน เพื่อเสริมสร้างกำลังใจกับตนเอง และเป็นฤกษ์งามยามดีว่าทำได้ตั้งแต่ต้น  เหมือนโชคเข้าข้าง เนื้อเรื่องง่ายอยู่ท้ายสุด และเป็นเนื้อเรื่องที่เป็นข้อเท็จจริง .....ไม่ต้องอ่านให้มากความ เลือกกาเลยตามความรู้เดิมที่พอมีอยู่ และตรวจสอบภายหลังกันพลาด ทำให้ย่นเวลาไปมาทีเดียว พอความหวังเริ่มรำไร อุปสรรคก็รบกวน กรรมการแปลกใจว่ายายนี่ทำไมแกทำไว กากะบาทจากท้ายมาหน้า ท่านเลยเผื่อแผ่บุญกุศลด้วยเสียงดังฟังชัดว่า “ว่าเนื้อเรื่องง่ายอาจอยู่ท้ายก็ได้นะ” เราเหลือบตามอง พร้อมกับนึกว่า “ท่านกรรมการ ท่านมีหน้าที่คุมสอบ แต่ไม่มีหน้าที่บอกใบ้อะไรทั้งนั้น ถึงแม้จะเห็นใจผู้เฒ่าผู้แก่ที่ด้นดั้นมาสอบจากเหนือจดใต้ ตะวันออกถึงตะวันตกก็ตาม”  โอกาสที่ไปเหยียบเมืองฝรั่งหากันได้ไม่ง่ายนักสำหรับครูบ้านนอก บรรดาครูที่พอมีคุณสมบัติตามเกณฑ์จึงแห่กันมากันมืดฟ้ามัวดิน แต่พอสอบเสร็จบ่นกันขรมถึงระยะเวลาสอบที่น้อยนิด แต่เนื้อหายากมหาโหด งานนี้ใครดีใครอยู่ สำหรับฉันแอบมีความหวังเล็กน้อย ไม่กล้าบอกใคร ได้แต่รอลุ้นผลสอบ

                ความที่เป็นครูเก่า(ทั้งอายุ และเทคโนโลยี)ไปขอร้องหลานให้ดูผลสอบทางอินเตอร์เน็ตตามเว็บไซด์ที่จดมา เขาบอก “ พี่ไม่มีชื่อพี่ “ ก็แสดงสอบตกซิเรา เรารู้เพียงแค่ผลสอบของเราคนเดียว (แตนึกอยากรู้ผลของเพื่อนร่วมชะตากรรมที่รู้จักกันก่อนสอบ) ไม่เป็นไร....ตกก็แล้วไป สองวันต่อมาประมาณ 16.00ศึกษานิเทศก์โทรศัพท์มาถาม “พี่อมรรัตน์ ไม่ยืนยันการสอบสัมภาษณ์เหรอคะ.... หมดเขตวันนี้นะ” ... เท่านั้นเอง ดิฉันวิ่งเป็นเจ้าเข้า..... ดิฉันสอบผ่านข้อเขียน............อยากเห็นผลสอบที่ประกาศชื่อตนเองในเว็บของสถาบันภาษา.....โห..มีจริงๆด้วย.....มันสะใจจริงๆกับการสอบได้..... แล้วมนุษย์ก็คือมนุษย์ไม่เคยพอในสิ่งที่ตนเองคิดว่าพอ..... รีบวิ่งเเจ้นให้ผู้อำนวยการเซ็นต์อนุญาตในการไปสอบสัมภาษณ์  เราต้องนำแฟ้มสะสมงานครู และผลงานระดับเขตพื้นที่ไปในวันสอบ ดิฉันเลือกวุฒิบัตรการเป็นวิทยากรแกนนำ การเข้ารับการอบรมจากหลายสมรภูมิ และการได้รับการยกย่องว่าเป็นครูดีในดวงใจของอำเภอ สิ่งที่เลือกใส่แฟ้มสะสมงานเน้นเรื่องราวที่เกี่ยวกับต้นทุนไปประเทศอังกฤษเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เตรียมอะไรมากมายเพราะดิฉันทำงานมาตลอดชีวิตรับราชการ ความสำคัญน่าจะอยู่ในการตอบคำถาม แง่คิด และมุมมองในการพัฒนางานของตนเองที่จะส่งผลต่อหน่วยงานในวงกว้าง 

                ดิฉันพบเพื่อนใหม่ในเช้าวันสัมภาษณ์ที่โรงแรมก่อนรายงานตัว “ครูจูลี่” เราคุยกันถูกคอถึงแม้พบกันเป็นเวลาสั้นๆ เธอพูดภาษาอังกฤษคล่องมาก มีผลงานนักเรียนประถมที่เธอเล่าให้ฟังว่าประคบประหงมเด็กส่งเข้าแข่งขันอย่างต่อเนื่อง (เพราะต้องสอนหลายชั้นคนเดียว!) แถมเคยได้ทุนไปอังกฤษมาแล้ว เธอเล่าถึงชีวิตที่พาลูกศิษย์ตัวน้อยตะลอนเที่ยวเมื่อเวลาปิดภาคเรียน ดูเธอมุ่งมั่นในการสอบสัมภาษณ์ สังเกตว่ามีสมุดจดข้อความมากมายทบทวนก่อนสอบ...ส่วนดิฉัน นอนฟังเธอคุย.....ไม่กังวล.... เพราะอย่างที่บอกตั้งแต่ต้น...จะไปอังกฤษหรือไม่ไปไม่ใช่ประเด็น...อยากรู้สึกว่าสอบได้เท่านั้นเอง!

            ระหว่างนั่งรอสัมภาษณ์ บรรดาครูที่รออยู่ดูเคร่งเครียด และหอบเอกสารมากันคนละปึก ตายละหว่า ของเรามีแฟ้มน้อยๆแฟ้มเดียว ครูที่นั่งติดกันดูเครียดมาก เธอแสดงผลงานค.ศ. 2 ที่ส่งให้ดู แถมบอกเป็นติวเตอร์สอบ TOFEL แต่ไม่เข้าใจ Communicative Approach อะอย่างนี่ก็เสร็จเรา ....... ส่วนน้องอีกคนหนึ่งก้มหน้าก้มตาท่องในสมุดจด เงยหน้าถาม “ พี่ complete สะกดอย่างไรนะ” เธอคงตื่นเต้นจนลืม หันซ้ายหันขวา หน้าตาเราดูแก่สุด เลยกระเซ้าเหย้าแหย่ผู้ที่นั่งรอ “น้องๆให้พี่ไปก่อนนะ..... พี่มันรถไฟเที่ยวสุดท้ายแล้ว” (ภายหลังคนที่นั่งแถวเดียวกัน 5 คนได้ขึ้นรถไฟขบวนเดียวกันหมด .....สอบได้ถ้วนหน้า...เขาเรียกว่าตักบาตรด้วยกันมาตั้งแต่เริ่มต้น )

                ถ้าใครรู้เทคนิคการสัมภาษณ์ก็จะรู้ดีว่ากรรมการก็ต้องสนทนาในหัวข้อสิ่งที่เราเลือกใส่แฟ้มงาน ผลงานดีเด่น แง่คิดในการทำงาน และโครงการการพัฒนางานในวงกว้างที่แสดงออกถึงความคิดสร้งสรรค์ เช่น ดิฉันเล่าว่าต้องการนำความรู้ที่ได้จากการอบรมต่างประเทศมาดำเนินโครงการพัฒนาครูประถม และมัธยมที่อยู่ในพื้นที่เขตบริการของโรงเรียน เพื่อให้การเรียนการสอนเป็นในแนวเดียวกัน และส่งผลให้นักเรียนมีพื้นฐานภาษาอังกฤษไม่ต่างกันมากนัก ต่อมากรรมการสัมภาษณ์ถามว่า”คุณคิดว่าจะเกิด Culture Shock หรือไม่ถ้าได้รับทุน เพราะคุณไม่เคยไปต่างประเทศมาเป็นเวลา 20 ปี“ ดิฉันยืดอกตอบด้วยความมั่นใจว่า “ Different Places Different People Different Time give me experience. That’s worth living. “ เป็นไง ..เจ๋งไหมคะคำตอบ... สุดท้าย “ถ้านายกรัฐมนตรีเดินเข้ามาในห้องนี้ คุณอยากจะบอกอะไรท่าน) ดิฉันตอบว่า “ วิธีการเลื่อนวิทยฐานะ....... อาชีพครูไม่ใช่งานที่ทำกับกระดาษ ...... อาชีพนี้เหมือนหมอที่เกี่ยวพันกับชีวิต และบางครั้งต้องเยียวยาทันที..... ไม่ต้องรอเอกสาร......” ดิฉันรีบหยุด เพราะนึกได้ว่าเพื่อนออนไลน์เจ้าเก่าแตะเบรคเบาๆว่า “อาจารย์ครับ......เวลาตอบสัมภาษณ์ให้ความเห็นกลางๆนะครับ อย่าใส่ให้มันเอียงมากเดี๋ยวเขาจะว่าเรามีปัญหา” ดิฉันกล้าพูดได้ว่าใช้ภาษาอังกฤษในการตอบสัมภาษณ์ด้วยความคล่องแคล่ว มั่นใจ และพบสัจธรรมว่า เมื่อจิตเราปล่อยวาง ไม่คิดอยากได้อะไร แต่เราจะได้...... การทำงานตอนจิตว่าง ทำให้เราทำงานได้ 100% จริงๆ ณ เวลานั้นดิฉันมั่นใจเลยว่าตนเองสอบสัมภาษณ์ไปอังกฤษได้แน่นอน

                ในที่สุดวลาที่ได้ส่งเสียงเฮก็มาถึง ดิฉันสอบชิงทุนไปอังกฤษได้จริงๆ  ตามประสาครูบ้านนอกที่ไม่เคยมีครูคนใดได้ทุนไปอังกฤษ ดิฉันกลายเป็นดาวดวงเด่นของชุมชนที่ตอบข้อมูลต่างๆถึงที่มาที่ไปของการสอบชิงทุนจากบุคคลทั่ว นักเรียนตื่นเต้นมากที่ครูของพวกเขาจะได้ไปอังกฤษ ดิฉันดีใจมากๆ นึกไม่ถึงว่าผลการสอบได้จะทำให้บรรยากาศในห้องเรียนมันขลังกว่าที่เคยเป็นมา เชื่อไหมคะว่า นักเรียนแต่ละห้องตั้งใจเรียนขึ้นอย่างน่าแปลกใจ “ ครูคือต้นแบบ มันเป็นอย่างนี้เอง” ครูเป็นแรงจูงใจภายในที่ใกล้ตัวนักเรียนที่สุด ทางโรงเรียนแสดงความยินดีในตอนเช้า ดิฉันถือโอกาสบอกเคล็ดลับในการคิด การเลือก การตัดสินใจ รวมทั้งการเตรียมตัวสอบข้อเขียน และสัมภาษณ์เพื่อก้าวสู่ดวงดาวในครั้งนี้ ทั้งหมดได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแนวคิด แนวปฏิบัติมันได้ผลจริง

                นักเรียนประจำชั้นร่วมแสดงความยินดี และเขียนข้อความบนกระดานมากมาย ส่วนใหญ่เขียนชื่นชมความสามารถ  และแสดงความยินดีต่อครูที่รักที่มีโอกาสไปประเทศที่มีทีมฟุตบอลในฝันของพวกเขา รวมทั้งกระซิบว่าอย่าลืมของฝากจากอังกฤษ.....อ้อ....อย่างนี้เองนะอีหนู....ดิฉันหยอกเย้าตอบ ...ข้อความ“ เก่งจริงนะตัวแค่นี้ประโยคสั้นๆบนกระดาน แต่ทำให้ดิฉันไม่เคยคิดเออร์ลี่รีไทร์เลยตลอดเวลาการรับราชการมา 30 ปี .......

                กำนดการไปอังกฤษช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน แต่สถาบันเลื่อนการเดินทางไปอีก 1 เดือน ตายละซิเรา บิดาจะอยู่กับใคร ในบ้านมีแค่สองคนพ่อลูก และวันรายงานตัวต้องชำระเงินสดสมทบ 470300 บาทพร้อมการกรอกแบบฟอร์มของสถานทูต ตอนแรกลังเลหรือไม่ไปดี แค่นี้ก็สมปรารถนาที่ตั้งไว้แล้ว แต่เหตุผลที่เปล่งรัศมีเบียดบังเหตุผลอื่นหมดก็คือชื่อของมหาวิทยาลัยที่จะไปสัมผัส (สถาบันเพิ่งแจ้งให้ทราบวันรายงานตัว) เดาซิคะ ครูภาษาอังกฤษทั่วโลกอยากไปมหาวิทยาลัยไหน ใช่แล้วคะ มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ แค่รู้ว่าตนเองมีโอกาสเป็นศิษย์เก่าแคมบริดจ์แม้เพียงแค่ช่วงสั้นๆ ความภาคภูมิใจในเกียรติยศที่จะได้รับของตนเองก็พร่างพรูเต็มหัวใจแล้วคะ   โอโฮ....มันตื่นเต้น..รู้สึกไม่น่าเชื่อว่าบุญหล่นทับอย่างนี้ ไม่มีใครรู้มาก่อนเลยว่าประเทศอังกฤษ หมายถึงมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ ดิฉันมาไกลเกินความคาดหวังแล้วค่ะ...มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ หรือออกฟอร์ดเป็นสิ่งที่อยู่ในใจของคนไทยที่เรียนภาษาอังกฤษทุกคนตั้งแต่ยังเด็ก เป็นที่รู้ดีว่าทั้งสองมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงก้องโลกด้านการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ แต่เชื่อไหมคะกราฟความดีใจตกวูบเมื่อได้รับฟังว่า “อย่าดีใจนะว่าจะได้ไปเที่ยว ถือเป็นภาระอย่างใหญ่หลวงที่ต้องไปตักตวงความรู้กลับมาให้ชาติมากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะรัฐบาลลงทุนไปมากที่สุดตั้งแต่เคยให้ทุนมา” ....ขอบคุณนะค้า...................นึกในใจว่าถ้าคาดหวังขนาดนี้ พวกเราควรได้ทุนฟรีไม่ต้องจ่ายเงินสมทบส่วนตัวเหมือนกับสถาบันอื่นเขาทำกัน แต่อย่างไรต้องขอบคุณสถาบันภาษาที่ทุ่มเททั้งกาย และใจในการพัฒนาครูภาษาอังกฤษตลอดระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา ขอบคุณอีกครั้งคะ

            ถึงเวลาที่ครูบ้านนอกต้องเตรียมตัว เตรียมสัมภาระเป็นสาวเมืองอังกฤษแล้วคะ การศึกษาข้อมูลเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำ ดิฉันซื้อหนังสือคู่มือท่องเที่ยวอังกฤษเป็นอันดับแรก (ไม่รู้เที่ยวหรือเรียน) เพราะทำให้เราท่องโลกกว้างอย่างมั่นใจ ดีกว่าไปตายเอาดาบหน้า “ แม่นาง Perfectionist” สมญานี้ตรงกับตัวตนของดิฉันจริงๆ ดิฉันคุ้นเคยกับการพาเพื่อนๆไปเที่ยวทั่วประเทศไทย หาข้อมูล มุมถ่ายรูปสวยๆจากโปสเตอร์     (พอถึงสถานที่จริงก็ไปยืนแอ็คตรงนั้น ยังไงก็สวย) อาหารอร่อย สถานที่เที่ยวสวย สิ่งเหล่านี้จะถูกบรรจุในสมองก่อนเดินทางเสมอ ดังนั้นภาพที่พบเห็นทุกคราที่ไปเที่ยวคือ เพื่อนร่วมก๊วนหลับไหลตลอดการเดินทางในขณะที่ตนเอาลืมตาตื่น ตาสอดส่ายศึกษาเส้นทาง ปากคุยกับคนขับรถตั้งแต่ออกจากบ้านถึงกลับบ้าน ด้วยนิสัยเช่นนี้เอง ”ตะลอนเที่ยวไม่ง้อทัวร์ของ J Blue corner” ที่อุตส่าห์เลือกเฟ้นจากแผงหนังสือจึงเป็นคัมภีร์ในการใช้ชีวิตต่างแดนตลอด 30 วันของดิฉัน ประกอบกับบุคลิกนักเที่ยว และท่าทางมีความรู้เรื่องเมืองอังกฤษทำให้คณะครู 30 ชีวิตตกลงปลงใจเป็นเอกฉันท์ให้ดิฉันเป็นหัวหน้า Social Program ตั้งแต่วันแรกที่เหยียบแผ่นดินอังกฤษ!

            หลายคนคงอยากรู้เรื่องการจัดกระเป๋าเสื้อผ้า คนเรายิ่งแก่ ความกังวลเริ่มขึ้น กังวลไปหมด เพราะกิตติศัพท์ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพที่แพงมหาโหด (53 บาทต่อ 1 ปอนด์) ผสมกับความกลัวหนาว คำแนะนำของเพื่อนๆ ญาติว่า ผู้ดีอังกฤษต้องแต่งตัวดีอย่าให้เขาดูถูก โทนขาวดำนะที่โน่นนิยม พูดต้องเสียงค่อย ชุดไทยอย่าลืม ของฝากแบบไทยด้วย ยาอย่าลืม  ส่วนใหญ่สายการบินจะยอมให้นำกระเป๋าถือ หรือสะพายติดตัว 1 ใบ ส่วนกระเป๋าเสื้อผ้าชั้นประหยัด (Economy Class) ประมาณ 20 กก. ดิฉันเตรียมเสื้อผ้าคือเปลี่ยนแค่ตัวใน เสื้อตัวนอกคงเดิม แต่เพื่อนไทยบอก “อุบาทว์..... ทำให้ดูดีอย่าเสียสถาบันครูไทย......” เชื่อไหมคะ ใช้เวลาการจัดกระเป๋านานที่สุดตั้งแต่เคยเที่ยวมา  แต่สรุปแล้วคือ เครื่องกันหนาวเป็นของญาติพี่น้องที่ขนมาให้ด้วยความห่วงใยทั้งนั้น รวมทั้งกระเป๋าเดินทางใบเล็ก ใบใหญ่ สมบัติดิฉันมีแค่เสื้อขนเป็ดตัวเดียว!

บ้านนอกชื่อก็บอกว่าไกลจากสนามบินสุวรรณภูมิ คนขับรถตู้บอกราคาไปกลับ 4 เที่ยว 7000 บาท ลมแทบจับค่ะ ซื้อทัวร์ไปฮ่องกงยังถูกกว่าเสียอีก คิดหลายตลบ หลายคนแนะนำให้ขึ้นรถไฟ หรือไม่โดยสารรถตู้ และต่อแท็กซี่ไปสุวรรณภูมิ ถ้าสัมภาระไม่ใช่กระเป๋าขนาดใหญ่สุดก็คงตกลงไปแล้ว นึกในใจคนแก่อย่างดิฉันคงเป็นลมกับการแบกสัมภาระก่อนขึ้นเครื่องบินเสียแน่ ความเป็นครูบ้านนอกไปอังกฤษทุกอย่างเลยดูงุ่มง่ามไปหมด ผลสุดท้ายเพื่อนจอมโวยวายแนะว่า “เธอ(มึง)ไปราชการต่างประเทศ ต้องเธอ (มึง) ต้องมีสิทธิใช้รถโรงเรียนได้ซิ”  ด้วยความกรุณาบวกกับความดีที่สั่งสมให้โรงเรียน ผู้อำนวยการให้ความกรุณาขับรถส่วนตัวไปส่งถึงสนามบิน (คนขับรถโรงเรียนไม่ว่าง) ที่สนามบินเพื่อนครูโรงเรียนอื่นอิจฉากันใหญ่ แน่นอนค่ะ ความสำนึกในบุญคุณเต็มหัวใจ เตือนตนเองว่ากลับมาต้องรับใช้โรงเรียนให้สมราคา เพราะรู้สึกว่าขึ้นเครื่องบินมาอังกฤษด้วยหัวใจเกินร้อย

            “นาวี” หนุ่มน้อยรูปหล่อหน้าตาคล้ายนายกอภิสิทธิ์ ส่วนสูง 180 ยืนยิ้มเพล่รอที่สนามบิน เราอยู่ในกลุ่มเดียวกันวันรายรายตัว “ เด็กๆอย่างทิ้งคนแก่นะ “ ดิฉันเอื้อนเอ่ยขอคำมั่นสัญญากับน้องร่วมชะตากรรมในวันรายงานตัว เพราะสังเกตว่าตนเองดูจะแก่สุดในกลุ่มนักเรียนทุน ดิฉันยื่นบัตรชื่อ พร้อมสายการบินให้นาวีติดกระเป๋าเดินทางให้ เขาไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศเลย ดิฉันทำตัวเป็นพี่ใหญ่บอกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยหลายครั้งตามประสบการณ์ได้รับ ดูเขาซาบซึ้งกับน้ำใจที่หยิบยื่นให้ นาวีจึงรับหน้าที่เป็นองครักษ์พิทักษ์ผู้เฒ่าตลอดระยะเวลาในต่างแดน นาวีมีพี่สนิทโรงเรียนเดียวกันชื่อ “ปุ้ย” น่าตาเธอน่ารัก บ้องแบ้ว ใส่แว่นตาแวววาว รสนิยมไฮโซ (ดิฉันได้เรียนรู้สินค้าแบรนด์เนมจากเธอหลายเรื่อง รวมทั้งกระเป๋ายี่ห้อบูลเบอร์รี่) พวกเรา 3 คน มีรสนิยมในการท่องเที่ยว จับจ่ายซื้อของ กินอาหาร คล้ายกัน  เรื่องราวต่างๆในหนังสือเล่มนี้จึงยาวเหยียดอาศัยการปะติดปะต่อจากรูปถ่ายกล้อง“ลาวไปนอก” ของน้องนาวีนี่เอง

            โบอิ้ง 777 ของสายการบินเอมิเรสต์บริการได้เยี่ยมยอด เวลา 6 ชั่วโมงบนเครื่องบินไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด ดิฉันเรียนรู้ตั้งแต่การหาที่นั่งตามบอร์ดดิ้งพาส การบริการด้านเอ็นเตอร์เทนเมนท์ยอดเยี่ยม ดิฉันเพลิดเพลินกับการสาละวนทดลองกดปุ่มเลือกหาภาพยนต์ เพลง และดูเส้นทางการบิน  แทบไม่น่าเชื่อที่เมื่อนึกภาพตนเองอยู่ในเจ้านกยักษ์ บินผ่านปุยเมฆลิบๆเบื้องล่าง เคลื่อนผ่านมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ผ่านประเทศที่ผู้คนเบื้องล่างที่รบกันไม่หยุด ตกอยู่ในภวังค์ไม่นาน กลิ่นอาหารโชยมาแตะจมูก ปลา ผักต้ม สลัด ขนมปัง เนย แยม ของหวาน น้ำผลไม้ น้ำดื่ม ชา กาแฟ ไวน์ พร้อมอุปกรณ์ช้อน ส้อม มีดปาดเนย ไม้จิ้มฟัน ผ้าเช็ดปาก ครบสูตรไม่ขาดตกบกพร่อง เพียงไม่นานอาหารทุกชนิดทุกอย่างถูกลำเลียงเข้ากะเพาะถึงแม้ว่าเป็นเวลา 22.00 แต่บางส่วนที่เหลือเช่น เนย เนยแข็ง ถูกเก็บใส่กระเป๋าเผื่อเหลือเผื่อขาดในอนาคต แต่ดิฉันไม่ลืมบันทึกภาพมาให้ลูกศิษย์ได้เรียนรู้

                เมื่อเปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ พวกเราต้องดูหมายเลขประตูทางเข้าเครื่องบินลำใหม่เอง ดูไบเปรียบเหมือนสวรรค์น้อยๆของนักช๊อป       สินค้าปลอดภาษีแบรนด์เนมตามร้านต่างๆดึงดูดสายตา และเงินนักท่องเที่ยว โอโฮ.......ทองรูปพรรณเหลืองอร่ามหมือนยกเยาวราชมาตั้งไว้ รถยนต์ออดี้ หรือรถแข่งฟอร์มูร่าวันตั้งอวดรูปทรงทันสมัยยั่วยวนสายตา คริสตันของสวาคอฟกี้แวววาวจนน้ำลายแทบหก ได้แต่กลืนลงคอพร้อมกัดฟันบอกกันเองว่ามาเรียน ดังนั้นครูบ้านนอกกระเป๋าเบาทั้งหมดจึงทำได้แค่เพลินกับการถ่ายรูป และซื้อของด้วยสายตา ส่วนมือกอดกระเป๋าแน่น เพราะกลัวเงินปอนด์โบยบินก่อนเวลาอันควร

                จากดูไบไปอังกฤษสายการบินเอมิเรสต์ยังมีการบริการที่คงเส้นคงวา ไม่ผิดหวัง แต่คราวนี้ดิฉันได้ที่นั่งชิดหน้าต่างติดกับครูที่มาจากนครศรีธรรมราช เธอชื่อ “ครูลักษณ์” ซึ่งต่อมาได้รับการยอมรับว่าเธอเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ดีกว่าสายการบินเอมิเรสต์ เธอทำให้พวกเราระเบิดเสียงหัวเราะทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน จนไม่แน่ใจว่ามาอบรมภาษาอังกฤษ หรืออ่านหนังสือขายหัวเราะ  คงเป็นเพราะฟันเขี้ยวเก น้ำเสียงเน่อ และมุมมองที่ขบขันทุกเรื่องทำให้เสียงหัวเราะมีไม่ขาดตอนตลอดเวลา 1 เดือนในเคมบริดจ์ ขณะนั่งคุยดิฉันนึกในใจว่าคงรุ่นเดียวกัน เพราะหน้าตา (แก่)พอกัน แต่เธอรีบตัดบทว่า “หนูอ่อนกว่าพี่ 5 ปี แต่หน้าตาหนูแก่กว่าอายุ” มุขนี้เอง ทำให้เราคุ้นเคยกันตั้งแต่นั้นมา แถมเราสองคนยังงกเก็บอาหารของสายการบินจากชายหนุ่มข้างเคียงที่ไม่ยอมตื่นนอนเลยตั้งแต่เครื่องบินออกจากสุวรรณภูมิ ภายหลังทราบว่ามาจากศรีษะเกษชื่อว่า “นุ”     เจ้าตัวเฉลยคำตอบว่า “ พี่...ผมซดเบียร์ตั้งแต่ก่อนขึ้นเครื่องบิน เมาเละเลยพี่” นึกในใจว่า น้องเอย ขอบคุณ พี่เลยเก็บอาหารของน้องไว้กินกันตายในแดนอังกฤษเพียบเลย (ภายหลังทิ้งหมด เพราะชีวิตที่อังกฤษ เขาเลี้ยงดูปูเสื่อบรรดาครูทุกชีวิตเป็นอย่างดี ยกเว้นประเภทต้องกินส้มตำปูปลาร้าวันเว้นวันเหมือนน้องนาวีรูปหล่อ ก็ต้องควักตังค์จ่ายเอง! น่าจะสอบชิงทุนไปลาวนะน้อง  จะได้ไม่เสียเงิน!)

            การคุยถูกคอกับใครสักคนทำให้เวลาผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว แสงทองของแสงอาทิตย์ที่สะท้อนผิวน้ำส่องประกายนุ่มนวลเหนือเกาะอังกฤษ กล้องถ่ายรูปทำหน้าที่อย่างเคย มุมมองจากเครื่องบินที่กำลังลดระดับอย่างช้าๆทำให้สัมผัสได้ถึงความหลากหลาย ระคนสงสัยกับลักษณะของทัศนียภาพเบื้องล่าง ช่างสมกับเป็นแผ่นดินสีเขียวเสียจริง มองมุมไหนก็เขียว เป็นระเบียบ พื้นที่เบื้องล่างราวกับสนามกอล์ฟ นวลเนียนสายตา พื้นที่ไม่ได้แบ่งซอยเป็นแปลงเล็กๆเหมือนเมืองไทย ความเป็บระเบียบของชุมชนเห็นได้อย่างชัดเจน อาจเป็นเพราะเคมบริดจ์เป็นเมืองเล็กๆ และฤดูนี้ตรงกับฤดูใบไม้ผลิ แต่พื้นบางแห่งเป็นสีเหลือง เหมือนสนามกอล์ฟที่มีสีเหลือง ดิฉันครุ่นคิดหาคำตอบอยู่ในใจ คงไม่ใช่ทานตะวันดอกไม้เมืองร้อนเบ่งบานในอังกฤษนะ! เพี้ยนแน่

                สมกับเป็นสายการบินระดับ 5 ดาวจริงๆ เครื่องบินแตะรันเวย์ของสนามบิน Gatwick Airport ตรงกำหนดเวลาไม่คลาดเคลื่อน  พวกเราเดินเรียงเดี่ยวแถวผ่านด่านศุลกากรได้ผ่านฉลุยด้วย Student Visa  ครูบ้านนอกได้กระเป๋าครบถ้วน ไม่มีอุบัติเหตุกระเป๋าโบยบินจากเจ้าของเหมือนสายการบินอื่น มองรอบๆภายในสนามบินแห่งนี้แล้วนึกถึงสุวรรณภูมิ (ถึงอย่างไรต้องขอบคุณอดีตนายกทักษิน รู้สึกภูมิใจทุกครั้งเมื่อเปรียบเทียบสนามบินต่างชาติที่เคยพบมากับของไทย ) เดินออกมาด้านนอกพบป้าย “Thai Ministry Delegates” ชูหราในมือของสาวน้อยหน้าใสยี่ห้ออังกฤษขนานแท้ เธอชื่อ “Anna” เป็นเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ น้องนาวีทำหน้าที่ของหนุ่มไทยช่วยแอนนาถือป้ายด้วยความเอื้อเฟื้อ น้องแกว่า “ เขาจะได้รู้ว่าคนไทยมีน้ำใจงามไงพี่ “  แหมสาวน้อยเมืองอังกฤษหน้าตาไม่จิ้มลิ้ม น้ำใจพี่ไทยคงเหือดหายเหมือนกันละน่า พวกเราชักชวนถ่ายรูปหมู่อย่างไม่รอช้า เพื่อเป็นเรื่องยืนยันว่าหมู่เฮาได้มาเหยียบเมืองผู้ดีแล้ว กล้องถ่ายรูปของทุกคนปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่ใครยอมใคร 30 กล้องในทุกที่ที่ไป ถึงแม้ว่าจะเป็นภาพเดียวกันก็ตาม! ทุกคนฉีกยิ้มจนเป็ปซี่หมดไปหลายขวด

                รถบัสใหม่เอี่ยมพร้อมคนขับแต่งกายแสนสุภาพทักทายพวกเรา พร้อมแนะนำตนเองตามธรรมเนียมอังกฤษอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง ขึ้นรถปุ๊ป “Belt, please”.  เราบ่ายหน้าสู่เมืองเคมบริดจ์  แอนนาเริ่มเช็คชื่อนักเรียนตามที่ได้รับมอบหมาย นึกก็แล้วกันว่าฝรั่งอ่านออกเสียงชื่อคนไทยภาษามันจะเพี้ยนขนาดไหน เสียงฮาจึงมีมาเป็นระยะ ผู้ประสานงานเมืองขอนแก่น “พี่ต้อง” รับหน้าที่ผู้ช่วย พร้อมแจกเอกสาร ดิฉันใช้เวลาศึกษาเอกสารอย่างสั้นๆ น่าชื่นชมระบบการทำงานของสถาบันการศึกษาของอังกฤษจริงๆ สัมผัสแค่เอกสารก็ประจักษ์ถึงความเป็นมืออาชีพของเขา การเตรียมงานทุกอย่างละเอียด ชัดเจน วางแผนงานล่วงหน้าอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง กะเหรี่ยงอย่างฉันมั่นใจ 30 วันในอังกฤษคุณภาพสมองของฉันพัฒนาขึ้นเป็นแน่  ถึงแม้พัฒนาทางกายเริ่มเสื่อมถอย!

 

โดย Alian

 

กลับไปที่ www.oknation.net