วันที่ อาทิตย์ มิถุนายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ท่องเที่ยวสุขภาพดีที่ บ้านดงบัง


ท่องเที่ยวสุขภาพดีที่ 'บ้านดงบัง'

ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ รายสัปดาห์ BizWeek เดือนสิงหาคม 2549

ภาพ: นัทพล ทิพย์วาทีอมร

หมู่บ้านดงบัง จังหวัดปราจีนบุรี เป็นแหล่งวัตถุดิบให้กับผลิตภัณฑ์สมุนไพร "อภัยภูเบศร" มานาน วันนี้ ด้วยแรงสนับสนุนรอบด้าน บวกกับภูมิปัญญาดั้งเดิม และการเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการ บ้านดงบังมีแบรนด์สินค้าเป็นของตนเอง และเตรียมงานด้านท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ

ถึงวันนี้ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของ "โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร" เป็นที่รู้จักแพร่หลาย แต่น้อยคนจะรู้ว่า หมู่บ้านดงบัง ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบสำคัญ ที่ป้อนสมุนไพรปลอดสารเคมีให้กับโรงงานของ "อภัยภูเบศร"

หลังจากมีบทบาทเป็นแหล่งวัตถุดิบคุณภาพ ที่ไว้เนื้อเชื่อใจกันมาเกือบสิบปี ปีนี้ "บ้านดงบัง" ออกผลิตภัณฑ์ของตัวเองเป็นครั้งแรก ในรูปแบบสมุนไพรพื้นบ้านดั้งเดิมในบรรจุภัณฑ์ดีไซน์เก๋ และเตรียมจะพัฒนาชุมชนให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวสมุนไพร

"บ้านดงบังมีชื่อด้านสมุนไพร มีการอบแห้งสมุนไพรได้มาตรฐานเพื่อส่งขายเป็นวัตถุดิบมีคุณภาพ ซึ่งสมุนไพรถือเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของท้องถิ่น หมู่บ้านอื่นก็มี แต่ที่นี่พิเศษตรงสามารถพัฒนาเป็นเกษตรอินทรีย์ และมีการจัดการที่ดี"

โอรส วงษ์สิทธิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เห็นความสำคัญ และด้วยเหตุนี้ จึงได้จัดงบประมาณผู้ว่าฯ ซีอีโอ ให้การสนับสนุนด้านการออกแบบดีไซน์ทั้งผลิตภัณฑ์ แบรนด์โลโก้ และสิ่งอำนวยความสะดวก รวมทั้งเส้นทางภายในหมู่บ้าน เพื่อพร้อมเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวสมุนไพร
เกษตรเป็นอาชีพหลัก

หมู่บ้านเกษตรกรรม

"บ้านดงบัง" มีประวัติการก่อตั้งเมื่อราว 80 ปีที่แล้ว โดยคนรุ่นแรกเป็นชาวไทย-ลาว พากันอพยพมาตั้งรกรากในพื้นที่ซึ่งเดิมเป็นป่าหนาทึบ ด้วยการบุกเบิกประกอบอาชีพทำไร่นา และเก็บของป่าขายมาหลายสิบปี

ต่อมาพัฒนาเป็นการทำสวนผลไม้ ราวปี 2517 มีการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกร "กลุ่มเกษตรกรดงขี้เหล็ก" และหันมาปลูกไม้ดอกไม้ประดับเพื่อจำหน่ายอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับพื้นที่ใกล้เคียง แหล่งจำหน่ายสำคัญคือตลาดนัดสวนจตุจักร

ส่วนสมุนไพรนั้น ถือเป็นภูมิรู้พื้นบ้าน ที่คนในท้องถิ่นปลูกและใช้กันมานานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน กระทั่งเมื่อปี 2526 เภสัชกรหญิงสุภาภรณ์ ปิติพร ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นประธานมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ครั้งนั้นมาประจำยังโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โดยมีภารกิจหนึ่งคือการนำสาธารณสุขมูลฐาน เผยแพร่แก่ประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล

เมื่อมาถึงหมู่บ้าน เภสัชกรหญิงสุภาพรณ์ เริ่มสนใจ และตั้งต้นศึกษาเรื่องสมุนไพรอย่างจริงจัง จนสามารถคิดค้นเป็นตัวยา เพื่อใช้ภายในโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กระทั่งต่อมา ทั้งยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพรของโรงพยาบาลได้รับความสนใจขึ้นเป็นลำดับ

ปี 2543 หมู่บ้านดงบัง จึงก่อตั้ง "กลุ่มสมุนไพรบ้านดงบัง" เพื่อปลูกสมุนไพรในแนวทางเกษตรอินทรีย์เพื่อป้อนเป็นวัตถุดิบแก่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
สมุนไพรไร้สารป้อน "อภัยภูเบศร"

และเมื่อกระแสตอบรับแพทย์แผนไทยและสมุนไพรเพิ่มสูงขึ้นทุกที ผู้ประกอบการต่างลุกขึ้นมาผลิตสินค้า เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ปัญหาหนึ่งที่ตามมา คือการใช้สารเคมี เพื่อเพิ่มผลผลิต

นายแพทย์วิชาญ เกิดวิชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า สมุนไพรแม้จะมีปลูกกันทั่วไป แต่เมื่อทางโรงพยาบาลต้องการวัตถุดิบที่มีคุณภาพ อีกทั้งต้องปลอดสารเคมี ทางโรงพยาลจึงต้องทำงานร่วมกับชาวบ้านดงบัง เพื่อให้ผลิตสมุนไพรที่มีคุณสมบัติตามต้องการ

"พืชสมุนไพรส่วนใหญ่ที่ปลูกกันใช้สารเคมีเยอะ ตอนนี้ถ้าเป็นสมุนไพรสำคัญๆ อย่างเช่น ฟ้าทลายโจร ชุมเห็ดเทศ หญ้าปักกิ่ง เราซื้อจากบ้านดงบังทั้งหมด ส่วนอื่นๆ ซื้อจากที่อื่น แต่ต้องตามไปตรวจสอบคุณภาพ โดยเฉพาะดูว่าปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ที่ไม่ใช้สารเคมีถูกต้องครบถ้วนหรือไม่"

สมุนไพรของกลุ่มสมุนไพรบ้านดงบัง ได้รับการรับรองจาก "สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรี, มกท." (International Federation Organic Agriculture Movement, IFOAM)

บริหาร-จัดการกลุ่มสมุนไพร

โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในนาม "มูลนิธิ" ไม่เพียงรับซื้อสมุนไพรจากหมู่บ้านดงบัง ในฐานะผู้ผลิตสินค้าสุขภาพ แต่ยังทำงานพัฒนาชุมชนไปพร้อมกัน เพราะสมุนไพรที่ซื้อจากหมู่บ้านดงบังนั้น ทางมูลนิธิฯ ยังส่งเจ้าหน้าที่ไปให้ความรู้ คำแนะนำ เพื่อช่วยเสริมภูมิปัญญาโบราณที่มีอยู่แต่ดั้งเดิมของชาวบ้าน

ส่วนด้านราคานั้น จะเป็นการตกลงร่วมกันของสองฝ่าย โดยพิจารณาจากต้นทุนรายจ่าย และรายได้ที่เหมาะสมสำหรับชาวบ้านดงบัง ซึ่งมูลนิธิฯ ยืนยันว่า เป็นระดับราคาที่ไม่ขึ้นลงตามท้องตลาด และเป็นราคาซึ่งสูงกว่าที่เอกชนรายอื่นจะยอมจ่าย

ทิพากร พุ่มฤทธิ์ ประธานกลุ่มสมุนไพรบ้านดงบัง บอกว่า เธอมีสมาชิกในกลุ่มอยู่ 30 ครัวเรือน พื้นที่ทำการเกษตรอินทรีย์รวม 101 ไร่ 3 งาน รับปลูกสมุนไพรให้กับทางมูลนิธิฯ เป็นหลัก ที่เหลือส่งขายที่อื่นบ้าง แต่ไม่มาก โดยทางมูลนิธิฯ แจ้งจำนวนรับซื้อสมุนไพรทั้ง 13 ชนิดเข้ามาเป็นประจำทุกเดือน จากนั้นจะแบ่งโควตาให้สมาชิกแต่ละรายไปจัดหาวัตถุดิบ

วัตถุดิบสมุนไพรที่ได้มา จะนำมาผ่านกรรมวิธีตาก และอบแห้งร่วมกัน ในโรงตากสมุนไพรพลังแสงอาทิตย์ ก่อนจะนำเข้าโรงบด และกรรมวิธีอื่นๆ ที่ใช้อุปกรณ์ร่วมกัน โดยเป็นงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจของหมู่บ้าน

ทางกลุ่มมีการแบ่งโครงสร้างการบริหารกลุ่ม ประกอบด้วย ฝ่ายเพาะปลูก ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายแปรรูป ฝ่ายควบคุมการผลิต และฝ่ายขาย โดยรายได้ที่สมาชิกแต่ละรายได้รับ จะหัก 5 เปอร์เซนต์ เป็นค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ปัจจุบันรายได้เฉลี่ยของสมาชิกอยู่ที่ราว 15,000 บาทต่อเดือน


สินค้าสุขภาพแบรนด์ "ดงบัง"

ล่าสุด กลุ่มสมุนไพรบ้านดงบัง โดยการสนับสนุนจากมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ยังเพิ่มมูลค่าสมุนไพร โดยการผลิตอาหารและยา อาทิ น้ำมันเหลือง ลูกประคบ วัตถุดิบสำหรับอบตัว น้ำพริกหญ้าปักกิ่ง ซึ่งทุกผลิตภัณฑ์เป็นสูตรที่ชาวบ้านคิดค้นและใช้กันเองมาแต่ดั้งเดิม แต่รับคำแนะนำเพิ่มเติมจากทางมูลนิธิฯ เพื่อสามารถนำบรรจุเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐาน

นายแพทย์วิชาญ เกิดวิชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยาอภัยภูเบศร บอกว่า ผลิตภัณฑ์ของบ้านดงบังจะเป็นของที่ชาวบ้านผลิตเองได้ ไม่ต้องใช้กรรมวิธีการผลิตที่ซับซ้อน

"ตอนนี้วางในร้านค้าของหมู่บ้านไว้จำหน่ายให้กับคนที่เข้ามาศึกษาดูงานในหมู่บ้าน ในอนาคตคงต้องมีการรับรองมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ แต่ที่จริงชาวบ้านผลิตตามการแนะนำของเรา ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานทั่วไปอยู่แล้ว"

นายแพทย์วิชาญบอกว่า ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ซึ่งจะจัดขึ้นที่ อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม ถึง 3 กันยายน นี้ ทาง "อภัยภูเบศร" จะนำสินค้าเพื่อสุขภาพไปออกงาน ก็จะพ่วงผลิตภัณฑ์แบรนด์ "ดงบัง" ไปวางจำหน่ายเปิดตัวในงานเป็นครั้งแรกด้วย
ชูท่องเที่ยวเสริมรายได้

ในส่วนงานด้านการท่องเที่ยว  ทิพากร พุ่มฤทธิ์ ประธานกลุ่มสมุนไพรบ้านดงบัง บอกว่า ที่ผ่านมา หมู่บ้านดงบังกลายเป็นพื้นที่ดูงาน ทั้งด้านสมุนไพร เกษตรอินทรีย์ หมู่บ้านสำหรับดูงานการบริหารจัดการชุมชน ที่ผ่านมาจึงมีการกำหนดวันสำหรับดูงาน จันทร์-พุธ-ศุกร์ และงดรับแขกในช่วงเข้าพรรษา

"เราวางแผนและกำหนดค่าใช้จ่ายสำหรับการดูงาน ที่มีผู้เข้าร่วม 1-50 คน และ 50 คนขึ้นไป โดยคิดค่าศึกษาดูงานรายคน ค่าอาหาร และค่าวิทยากร รวมทั้งค่าที่พัก"

ที่ผ่านมา ทิพากรบอกว่า ชาวบ้านทำกันเองแบบไม่ค่อยเป็นกิจจะลักษณะ แต่กระนั้น ยังได้รับคัดเลือกเป็น "หมู่บ้าน OTOP ต้นแบบ" รวมทั้งเตรียมพัฒนาเป็น "หมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP" ของจังหวัดปราจีนบุรี และขณะนี้ ได้ออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวภายในหมู่บ้าน และจัดสร้างห้องนวดไว้คอยบริการ รวมทั้งกำลังเตรียมทำบ้านพักเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น

เป็นอีกพัฒนาการจากฐานด้านเกษตรกรรม ผ่านการเตรียมความพร้อมด้านการบริการจัดการ ก่อนจะก้าวสู่การผลิตสินค้าสุขภาพและการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นการตอบรับต่อกระแสแห่งยุคสมัยได้เป็นอย่างดี


โดย rachada

 

กลับไปที่ www.oknation.net