วันที่ เสาร์ สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เจ้าพระยาบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี) ยอดขุนพลแก้วแห่งกรุงรัตนโกสินทร์


             พอคิดถึงอยากเขียนเรื่องของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ดูบ้าง   บ๊องบ๊องก็นึกถึงท่านเจ้าคุณสิงห์ขึ้นมาทันที  เนื่องจากบ๊องบ๊องเองก็เป็นลูกบดินทร์คนหนึ่ง  ได้มีโอกาสฟังเรื่องของท่านมาเยอะพอสมควร ทั้งการศึกสงคราม การทำนุบำรุงศาสนา  ตอนนั้นก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง(ตามประสาเด็ก)   ยังซึมซับถึงคุณงามความดีที่ท่านได้ทำให้แก่ชาติบ้านเมืองด้วยใจอันเข้มแข็งและภักดีมาไม่น้อย   ท่านผู้นี้ เป็นดั่งขุนพลผู้เข้มแข็งและเชี่ยวชาญการรบเหนือใคร ปลูกฝังความรักชาติแก่ลูกหลาน  จนต่อมา ตระกูลสิงหเสนีได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทในพระเจ้าอยู่หัวอีกหลายแผ่นดิน สร้างคุณความดีแก่บ้านเมืองต่อมาอีกหลายยุคหลายสมัย  เรามาศึกษาประวัติของท่านกันดีกว่าค่ะ

               เจ้าพระยาบดินทรเดชา เดิมชื่อ สิงห์  เป็นบุตรคนที่ 4  ของเจ้าพระยาอภัยราชา (ปิ่นและ ท่านผู้หญิงฟัก เกิดเมื่อ      พ.ศ. 2320  อันเป็นแผ่นดินของพระเจ้าตากสินมหาราช แห่งกรุงธนบุรี   นายสิงห์เกิดในพระนคร บริเวณหน้ากระทรวงมหาดไทยในปัจจุบัน   ต่อมา เจ้าพระยาอภัยราชา นำตัวนายสิงห์เข้ารับราชการใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร(หรือรัชกาลที่ 2 นั่นเอง)   ด้วยความเพียรในหน้าที่ราชการของท่าน จึงได้รับบรรดาศักดิ์ตอบแทนความดีความชอบเสมอมา ดังนี้ จมื่นเสมอใจราช , พระนายเสมอใจ  , พระยาเกษตร ดูแลกรมนาฝ่ายพระราชวังบวร ในสมัยรัชกาลที่ 2   ด้วยเหตุที่ท่านนั้น มักจะแต่งสำเภาไปเมืองจีนเพื่อค้าขาย อันเป็นกิจการในครอบครัวของท่าน  ประกอบกับหน้าที่หลักของพระยาเกษตรคือ ควบคุมการทำนาหลวง  ท่านจึงไปตั้งค่ายเพื่อควบคุมงานดังกล่าว  แต่กลับถูกหาว่าตั้งค่ายเพื่อก่อการกบฎ  แลละด้วยมีอาชีพค้าขายเหล็ก จึงดูเหมือนสะสมอาวุธเพื่อก่อการ  ท่านจึงต้องโทษและถูกจำไว้ในพระบรมมหาราชวัง  เคราะห์ดีที่กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงช่วยเหลือจากหลักให้เป็นเบา   อมาจึงพ้นโทษและได้รับราชการต่อมา จนได้บรรดาศักดิ์เป็น พระยาราชสุภาวดี  ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3

               พระยาราชสุภาวดี ได้ทำความดีความชอบไว้มากมาย  ครั้งสำคัญได้แก่  ในพ.ศ. 2369  เจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์คิดการกบฏต่อสยาม  พระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้กรมพระราชวังบวรเป็นทัพใหญ่ และพระยาราชสุภาวดีเป็นแม่ทัพหน้า  ยกไปปราบปรามบรรดาพวกกบฏ  ในการศึกครั้งนั้น ปรากฎว่าท่านได้รบอย่างกล้าหาญ  เมื่อท่านเดินทัพถึงเมืองสุวรรณภูมิพบกองทัพเจ้าโถง นัดดาพระเจ้าอนุวงศ์ซึ่งตั้งอยู่ ณ ริมเมืองพิมายก็ยกเข้าตีถึงตะลุมบอน ทัพเจ้าโถงรับมือไม่ไหวก็แตกกระจายไปสิ้น  เมื่อได้ชัยชนะแล้วจึงเคลื่อนกองทัพไปตั้งอยู่เมืองขอนแก่น และยกไปตีค่ายเวียงคุกที่เมืองยโสธรแตกอีก จึงหยุดพักพลอยู่ ณ เมืองยโสธร เพื่อสะสมกำลังสำหรับยกไปปราบนครจำปาศักดิ์   ฝ่ายเจ้าราชบุตร เจ้านครจำปาศักดิ์ตั้งค่ายอยู่เมืองศรีสะเกษ ได้ทราบข่าวว่าพระยาราชสุภาวดีจะยกกองทัพตรงไปนครจำปาศักดิ์   ก็รีบยกมาตั้งรับที่เมืองอุบลราชธานี และให้เจ้าปานและเจ้าสุวรรณอนุชาทั้งสอง  ยกทัพมาสมทบเพื่อช่วยต้านทัพของพระยาราชสุภาวดี  แต่ท่านก็ สามารถตีทัพเจ้าปานและเจ้าสุวรรณแตกอย่างง่ายดาย   แล้วจึงตามตีทัพเจ้าราชบุตร  กล่าวถึงทหารในทัพของเจ้าราชบุตรโดยไม่เต็มใจ เมื่อทราบว่ากองทัพพระยาราชสุภาวดียกไปถึง  ก็พร้อมกันก่อกบฎ โดยฆ่าฟันพวกเจ้าราชบุตรล้มตายจนโกลาหลกันไปหมดทั้งกอง   ฝ่ายทัพพระยาราชสุภาวดีก็ตีโอบเข้ามาประชิดทุกด้าน  เจ้าราชบุตรเห็นเหลือ ก็พาพรรคพวกหนีไปนครจำปาศักดิ์  ท่านเจ้าคุณก็รีบยกกองทัพติดตามไปไม่ลดละ  เมื่อหัวเมืองต่างๆรู้ข่าวว่ากองทัพเจ้าราชบุตรเสียที จึงพร้อมใจกันเผาบ้านเรือนในนครจำปาศักดิ์   เจ้าราชบุตรจึงหนีเข้าเมืองไม่ได้และหนีข้ามฟากแม่น้ำโขงไปทางตะวันออก พระยาราชสุภาวดีก็ยกกองทัพเข้าไปตั้งมั่นในนครจำปาศกดิ์  และจัดกองตระเวนออกสืบจับพวกกบฎ  จนได้ตัวเจ้าราชบุตร เจ้าปาน เจ้าสุวรรณ   แล้วจึงเดินทัพมาตั้งอยู่เมืองนครพนม   กรมพระราชวังบวรก็โปรดฯให้พระยาราชสุภาวดี อยู่จัดการบ้านเมืองทางภาคอีสานจนกว่าจะสงบเรียบร้อยดังเดิม   ศึกครั้งนี้ถือเป็นความชอบครั้งใหญ่   เมื่อกรมพระราชวังบวรเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ  ก็กราบทูลความดีความชอบของท่านที่เข้มแข็งในการสงคราม จนสามารถปราบปรามกบฎให้พ่ายแพ้ลงได้โดยเร็ว พระเจ้าอยู่หัวจึงทรงโปรดเกล้าฯ แตงตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าพระยาราชสุภาวดี ว่าที่สมุหนายก  และท่านได้ยกทัพขึ้นไปเวียงจันทร์อีกครั้งเพื่อจับเจ้าอนุวงศ์   จนและในปีพ.ศ. 2372  สามารถปราบกองทัพของเจ้าอนุวงศ์ลงสิ้น  จึงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น เจ้าพระยาบดินทรเดชา ที่สมุหนายก  เป็นราชทินนามพิเศษที่ทรงตั้งให้แก่ท่านเพียงผู้เดียว  ในตอนนั้นเองที่ชื่อเสียงของยอดนักรบท่านนี้ได้ขจรขจายไปทั่ว   จนถือว่าเป็นยอดขุนพลแก้วคู่บัลลังค์รัชกาลที่ 3

                ถึงกระนั้น ท่านเจ้าคุณยังคงต้องเกี่ยวพันกับราชการด้านศึกสงครามต่อไป  ในปี พ.ศ. 2376  ญวนนั้นได้เข้าไปแทรกแซงการเมืองภายในเขมร เพราะต้องการดินแดนเขมร ซึ่งเป็นของสยาม พระเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯ ให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา ยกทัพขึ้นไปสู้รบกับญวนอีก  ศึกครั้งนี้กินเวลานานถึง 15 ปี  ท่านเจ้าคุณใช้เวลาอยู่กับการศึกษสงครามและบริหารราชการในจำปาศักดิ์   และได้จัดการราชาภิเษกนักองค์ด้วงขึ้นเป็นเป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชา ตามพระราชโองการ  ตลอดจนเหตุการณ์ในกัมพูชากลับเป็นปกติและญวนยอมเจริญไมตรีกับสยามแล้ว   เจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงเดินทางกลับมาประเทศสยาม  ในปี พ.ศ. 2391   ในระหว่างนั้นเกิดจีนตั้วเหี่ยก่อการกำเริบขึ้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงแวะทัพลงมาช่วยทำราชการปราบปรามจนเสร็จสิ้น  จึงเดินทางเข้าพระนคร  ในอายุ 71 ปี  แต่ท่านเจ้าคุณยังคงเข้ารับราชการต่ออย่างเข้มแข็ง จนกระทั่งปีต่อมา เจ้าพระยาบดินทรเดชาได้ถึงแก่อสัญกรรม ด้วยโรคอหิวาในขณะ รวมอายุได้ 72 ปี

                 แม้ในชีวิตของท่าน ส่วนใหญ่จะหมดไปกับการทำศึก  แต่ก็ปรากฎว่าท่านมีส่วนทำนุบำรุงแก่ศาสนาหลายแห่ง ได้แก่  ปฏิสังขรณ์วัดจักรวรรดิราชาวาสวรวิหาร , วัดพรหมสุรินทร์(ต่อมาเป็นวัดปรินายก) , วัดช่างทอง  ที่พระนครศรีอยุธยา  และยังได้จัดสร้างวัดขึ้นหลายแห่ง ได้แก่  วัดที่เมืองพัตบอง และเมืองอุดงมีชัย กัมพูชา , วัดชัยชนะสงคราม , วัดเทพลีลา , วัดพระยาทำ , วัดแจ้ง , วัดโรงเกวียน,  วัดตราพระยา และวัดหลวงบดินทร 

                 ในประเทศไทย ด้วยผลงานที่เป็นคุณงามความดีของท่าน อนุชนรุ่นหลังได้สร้างอนุสรณ์ เพื่อระลึกถึงท่านหลายแห่งด้วยกัน  เช่น  ในเมืองอุดงมีชัย มีการสร้างอนุสาวรีย์ของเจ้าพระยาบดินทรเดชาขึ้น ตามพระบัญชาของนักองค์ด้วง กษัตริย์เขมรที่ทรงระลึกถึงบุญคุญที่ท่านเจ้าคุณช่วยรบกับศัตรูหลายต่อหลายครั้ง  ชาวเขมรเรียกอนุสาวรีย์นี้ว่า  รูปองบดินทร จวบจนทุกวันนี้  ในประเทศไทยนั้น อนุสรณ์ของท่านที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคงไม่พ้น โรงเรียนบดินทรเดชาทั้ง 4 ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้แก่เยาวชนหลายร้อยชีวิต  ให้เดินออกจากรั้วไปด้วยใจภาคภูมิในความเป็นลูกบดินทร  บ๊องบ๊องเชื่อว่าพวกเราจะประพฤติตนให้สมกับการสลักชื่อบดินทรเดชาไว้กับตัว  และจะไม่ทำให้ชื่อเสียงอันดีงามของท่านต้องด่างพร้อยและอย่างแน่นอนค่ะ  และสุดท้าย  เราทุกคนจะจดจำเกียรติคุณของท่านที่มีต่อแผ่นดินสยามที่ท่านรักไปอีกนาน

ลูกบดินทรเป็นผู้ประพฤติดีและมีความรู้  

เพิ่มเติม

ปัจจุบัน มีโรงเรียนที่ใช้ชื่อบดินทรเดชาอยู่หลายแห่งด้วยกัน

แต่มักจะเป็นการเปลี่ยนจากชื่อเดิมมากกว่าดังนั้น

บ๊องบ๊องขอยึดที่ 4 แห่ง ซึ่งตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์

แก่ท่านอย่างแท้จริง   ซึ่งประกอบด้วย

โรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนีย์)

โรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนีย์)2

โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา (บดินทร 3) และ

โรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนีย์)4  

อ้างอิง: Wikipedia.org  ,  พิพิธภัณฑ์เจ้าพระยาบดินทรเดชา , หนังสืออนุสรณ์ นวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา 2542 - 2543

 

 

 

 

โดย บ๊องบ๊อง

 

กลับไปที่ www.oknation.net