วันที่ จันทร์ สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รสแท้ รสแม่ทำ (จบ)


รสแท้  รสแม่ทำ (จบ)

 

รสแท้  รสแม่ทำ,  วันก่อน  กลับไปเยี่ยมบ้านเกิด  ของฝากที่แม่บอกน้องสาวจัดให้  ก็คือ  ข้าวหอมมะลิ  ผลผลิตของทางบ้าน  และปลาสด  ที่เพิ่งหาได้จากลำน้ำหลังหมู่บ้าน

                พี่ข้าว  น้องปลา  เป็นพี่เป็นน้องกันมาแต่ไหนแต่ไร  ข้าวจากท้องนา  ปลาจากท้องน้ำ  เดินทางไกลไปพร้อมกับคนจากท้องถิ่น  คนพลัดถิ่นนั้น  ถึงอย่างไรยังคงถวิลหาพี่ข้าวกับน้องปลา  เช่นเดียวกัน  พี่ข้าวกับน้องปลาเอง  ก็คงห่วงใยอาลัยอาวรณ์คนพลัดถิ่นอยู่ไม่น้อย

                การกลับบ้าน  ยังได้กลับไปสู่บรรยากาศของอดีต  วันนั้น  ทางบ้านเขาจัดให้ “กินข้าวป่า”  ยกเครื่องครัวนัวแซบเข้าไปในป่าติดลำน้ำ  พวกผู้ชายลงจับปลา “เยาะ”  (กิ่งไม้ใบหนาที่ตัดนำไปแช่ทิ้งไว้ในน้ำ  ให้ปลาเข้าอาศัย  ก่อนนำข่ายล้อมไว้  ยกกิ่งไม้ออก  แล้วช่วยกันจับปลา)  พวกผู้หญิงก่อไฟ  ปิ้งปลา  ลาบปลา  ต้มปลา  พวกเด็กๆ วิ่งเล่นกันเจี๊ยวจ๊าวในดงต้นหูลิงบ้าง  กระโดดโลดว่ายในลำน้ำจนตัวเขียวเหมือนพระอินทร์บ้าง   

                ทั้งสนุก  ทั้งอร่อย  พี่น้องที่พาไปบอกว่า  กินแบบนี้แหละอร่อยที่สุด  วิเศษและใช้จ่ายน้อยกว่าร้านอาหารตั้งเยอะ  เป็นวิธีการกินแบบ “รสชาติ  แกล้ม  บรรยากาศลูกทุ่ง” ที่หลายคนในยุคนี้มักโหยหา  เคยมีข้าราชการในเมือง (ที่อดีตอาจเคยเป็นเด็กบ้านนอก)  ไปเที่ยวเป็นหมู่คณะ  มีโอกาสเข้าป่ากินข้าวแบบที่ว่านี้  แล้วต่าง “ระลึกชาติได้” กันถ้วนหน้า

          ผมได้กินข้าวกลางป่ากับญาติพี่น้อง  เพื่อนบ้าน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแม่...

                คำว่าแม่  ยังคงผูกพันกับอาหารการกิน  ผมมีเพื่อนหลายคนที่มีแม่เป็นคนทำกับข้าวอร่อย  ชนิดไปเยี่ยมทีไรติดใจทีนั้น  แม่ของเพื่อนนั้น  พอรู้เพื่อนของลูกมา  ก็รีบหาของกินดีๆ มาเข้าครัว  เหมือนกับเราเป็นลูกด้วยคนหนึ่ง               

                คำว่าแม่  ยังปรากฏตามชื่อร้านอาหาร  แม่นั้น  แม่นี้  (หรือ ป้านี้  ป้านั้น)  กระทั่งตามยี่ห้อน้ำพริกมักมีชื่อ  แม่นี้  แม่โน้น

                คำว่าแม่  ยังถักทอเยื่อใยอยู่ในหลายสัดส่วนของสังคม  ยังเชื่อมโยงถึงคำว่าเมีย  หรือแม่บ้าน  คำสอน “ดูวัวให้ดูหาง  ดูนางให้ดูแม่”  ดูจะเป็นที่กล่าวขานกันอยู่ไม่น้อย  (แม้ในยุคที่กามเทพติดจรวด  ผู้คนแทบไม่รู้หัวรู้หางกันแล้ว)

                ผมกับเพื่อนกลุ่มหนึ่ง  นอกจากชอบเที่ยววัดวาอาราม  ยังชอบเสาะหาอาหารการกินจากร้านรวงขึ้นชื่อ  บางร้านใช้ชื่อแม่นั้น  แม่นี้  บางร้านใช้ชื่อพ่อนี้  พ่อโน้น  บางร้านใช้ชื่อจ่านี้  จ่านั้น 

          เวลาพบร้านอร่อย  จะจดจำไว้บอกต่อกัน  หลายครั้งในหลายจังหวัด  เรามักพบร้านถูกปากถูกใจอยู่ใกล้สถานีรถไฟ  (ถือเป็นการกินรสชาติแกล้มบรรยากาศอีกแบบ)

                ร้านอาหารอร่อยนั้น  แม้ผ่านหลายครั้งห่างหลายปี  เรามักพบพ่อครัวคนเก่า  หรือแม่ครัวคนเดิม  เหมือนกับว่า – เขาและเธอยังยืนอยู่ตรงหน้าเครื่องครัวอย่างมั่นคงในภารกิจที่ได้รับจากสวรรค์  บางร้านพอเปลี่ยนพ่อครัวหรือแม่ครัว  รสชาติก็พลอยเปลี่ยนไปด้วย (อย่างน่าเสียดาย)

                อร่อยของผมกับเพื่อน  อาจเป็นมาตรฐานหนึ่ง (พวกนิยมรสจัด)  เราเคยเห็นบางร้านในเมืองหลวงที่คนแน่นทุกวัน  ชนิดหาที่จอดรถแทบไม่ได้  ความสงสัยทำให้อยากลอง  พอลองแล้วไม่คิดจะเข้าไปสงสัยอีก  รสชาติของเขาไม่ถูกปากเราเลย  แม้เป็นอาหารอีสาน  ก็เป็นรสชาติกลางๆ สำหรับคนทั่วไปในเมืองที่รสนิยมประมาณนั้น  พอเข้าใจและเห็นใจอยู่  หลายครอบครัวกินพริกไม่ได้  กินผักไม่เป็น  ร้านอาหารอีสานหลายร้านมีผักแค่  ถั่วฝักยาว  กะหล่ำ  โหระพา

                หลายปีก่อน  ในกรุงเทพฯ มีร้านอาหารอีสานหลายร้านที่ห้อยท้ายคำ “คลาสสิค” หรือ “อินเตอร์”  เพียงไม่นานกลับหายไป  ไม่รู้เพราะสาเหตุใด  แต่เท่าที่เคยลองสงสัยไปชิมดูแล้ว  ไม่ถูกปากเอาเสียเลย  จึงไม่มีการแวะไปสงสัยรอบสอง

                ขณะที่หลายร้าน  แม้เจอครั้งแรกโดยบังเอิญ  ยังติดใจให้ไปเยือนอีกครั้งแล้วครั้งเล่า  บางร้านนานนับหลายปี  แนะเพื่อนนำฝูงไปกินคนแล้วคนเล่า  จนเจ้าของร้านนับถือว่าเป็นผู้เรียกคนเข้าร้านได้ดีแท้ (เขามักให้เหล้าเป็นของขวัญวันเกิดหรือปีใหม่แก่ผม) โดยที่ไม่เคยได้ตั้งใจเลย  ผมไม่ใช่นักชิมอาหารทางโทรทัศน์หรืออะไร  ไม่คิดใช้ความเป็นนักเขียนไปหลอกกินของใคร  เป็นแค่คนชอบกินเอง  ชอบบอกเพื่อน  ชอบให้เพื่อนได้ดื่มกินของดีๆ อร่อยๆ  อะไรประมาณนี้

                รสแท้  รสแม่ทำ,  เหมือนง่ายคล้ายยากอยู่เหมือนกัน  แหละในยามที่เด็กๆ แม้แต่ในชนบท  เรียกร้องกินแต่น้ำหวานหรือขนมขบเคี้ยวต่างข้าว  รสอะไรที่มันแท้  มันดี  มันงาม  ก็ดูจะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเสียแล้ว – แม่เอ๋ย  แม่จ๋า!    

               

                    

๑๘    พฤษภาคม  ๒๕๔๙

จุดประกาย  กรุงเทพธุรกิจ

โดย ไพวรินทร์

 

กลับไปที่ www.oknation.net