วันที่ จันทร์ สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สตรีต่างชาติในราชวงศ์ไทย ตอน จดหมายถึงแอนนา


            

          เรื่องราวของแหม่มแอนนาต่อจากตอนที่แล้วค่ะ  ข้อมูลจากนิตยสารศิลปวัฒนธรรม

        ดังนั้น เมื่อมีการค้นพบหลักฐานสำคัญในปี พ.ศ. 2546 เป็นหลักฐานที่สามารถใช้อ้างอิงถึงเรื่องราวของแอนนาได้นั้น ยิ่งเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือให้กับงานเขียนของเธอได้มากขึ้น หลักฐานสำคัญชิ้นนั้นคือ สำเนาจดหมาย 8 ฉบับของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีไปถึง My Dear Madam แอนนา เลียวโนเวนส์ โดยสำเนาจดหมายทั้ง 8 ฉบับนี้ไม่เคยตีพิมพ์หรือถูกอ้างอิงถึงมาก่อน ทั้งที่ถูกเก็บรักษาไว้ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากรมาตลอดเวลา 94 ปี ส่วนที่มาของจดหมายแอนนาชุดนี้แจ้งตามหนังสือของศาลาว่าการมหาดไทย ที่ ๓๓๔/๑๓๑๙๔ ลงวันที่ ๑๕ มีนาคม ร.ศ. ๑๒๗ (พ.ศ. ๒๔๕๒) เป็นจดหมายของพระยาศรีสหเทพ มีขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ความว่า

 

“นายหลุยส์ เลียวโนเวนส์ ได้ไปพบมารดา ซึ่งเก็บพระราชหัตถเลขาในพระบาท

สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้หลายฉบับ เดิมทีแอนนาคิดว่าจะพิมพ์ให้แพร่

หลาย แต่ก็ยังไม่ได้จัดการเรียบเรียงประการใด นายหลุยส์จึงได้ทำสำเนาพระราช

หัตถเลขานั้นมามอบให้พระยาศรีสหเทพก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย”

            แม้ก่อนหน้านั้นจะมีการรวบรวมพระราชหัตถเลขาที่เป็นจดหมายใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกันหลายครั้ง รวมทั้งสิ้น 144 ฉบับ แต่ในจำนวนนี้ก็ไม่เคยปรากฎจดหมายที่ทรงมีไปถึงแอนนาเลยแม้แต่ฉบับเดียว นอกจากนั้นจดหมายแอนนาชุดนี้ต้องได้ผ่านพระเนตรของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีมหาดไทยซึ่งเป็นหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ทั้งยังเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในด้านประวัติศาสตร์มากที่สุดพระองค์หนึ่ง)แต่เมื่อหอพระสมุดวชิรญาณ(สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเป็นสภานายก) ได้รวบรวมและจัดพิมพ์พระราชหัตถเลขาถึง 3 ครั้ง (ในปี 2462 , 2464 และ 2465) กลับไม่มีจดหมายแอนนารวมอยู่ด้วยเลย

        หากเราย้อนกลับไปพิจารณา The English Governess at the Siamese Court ในครั้งแรกแอนนาส่งต้นฉบับเป็นตอนๆแบบบทความเพื่อลงในนิตยสาร The Atlantic Montly ก็จะพบว่า เรื่องราวในราชสำนักและเหตุการณ์สำคัญๆของสยามที่แอนนาได้พบเห็น หรือร่วมอยู่ในเหตุการณ์ด้วยนั้น มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับบันทึก(ที่คนไทยเรียกว่าพงศาวดาร) ฉบับอื่นๆที่ผู้เขียนเป็นชาวต่างชาติที่เดินทางมายังสยาม และนิยมเขียนบันทึกถึงสิ่งที่ตนได้พบเจอเก็บไว้ เช่น จดหมายเหตุลาลูแบร์ พงศาวดารฉบับญวน ฯลฯ ซึ่งชนรุ่นหลังสามารถนำมาใช้อ้างอิงได้ ในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แต่บทความของแอนนาไม่เคยได้รับเกียรตินั้นเลย นักวิชาการหลายท่านวิเคราะห์กันว่า บทความชุดนี้คงจะได้รับความนิยมเป็นอันมาก จนแอนนาคิดปรุงแต่งหนังสือเพื่อหารายได้มาเลี้ยงลูก จึงกลายมาเป็นหนังสือ The English Governess at the Siamese Court ในแบบมีสีสันมากขึ้น ส่วนThe Romance of the Harem แม้แอนนาจะมีเจตนาให้เป็นเพียงนิยายเท่านั้น แต่หลักฐานใหม่ที่พบกลับชี้ให้เห็นร่องรอยของความจริงบางอย่างไว้อย่างไม่น่าเชื่อ ขอยกตัวอย่างบางกรณีนะคะ


          ในกรณีที่วิจารณ์ถึงสถานะของแอนนาที่ว่า "นางสอนหนังสืออยู่ในราชสำนักก็มิได้มีอิทธิพลมากมายถึงขนาดที่พระเจ้าอยู่หัวจะต้องไปใส่พระทัยรับฟัง เป็นไปได้ว่าสิ่งที่นางเขียนออกมานั้น ก็คือเรื่องที่ต้องการถวายความเห็นเป็นการย้อนหลัง เพราะจริงๆ แล้วไม่เคยมีโอกาสได้พูดออกมาเลย" แต่จดหมายแอนนากลับขัดแย้งไปจากข้อวิจารณ์อย่างสิ้นเชิง เช่น

จดหมายเลขที่ 108

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบแอนนาเรื่องทาส

(จดหมายฉบับนี้ชี้ชัดว่าแอนนากับ คิงมงกุฎมีการพูดคุยกันในระดับที่มากไปกว่านายจ้างกับครูภาษาอังกฤษ และชี้ให้เห็นว่า มีการพูดคุยลักษณะนี้หลายครั้งมาแล้ว)

" .....อย่างที่ฉันเคยพูดไว้ ในการคุยเรื่องการเมืองกันในครั้งก่อน"

"แม้จะเป็นพระเจ้าอยู่หัวของชาวสยาม การที่จะให้เสรีแก่ทาสให้พ้นจากข้อพันธะที่จะต้องรับใช้นายตามกฎหมายของพวกเขานั้น จะเป็นการละเมิดกฎหมาย และขนบประเพณีของสยามอย่างแรง หรือการที่จะให้ความสะดวกแก่เธอที่จะซื้อทาสทั้งสอง และปล่อยให้เป็นเสรี โดยปราศจากความยินยอมของคุณแพนายของพวกเขานั้น ก็เป็นการละเมิดอย่างสูงสุดเช่นกัน..."

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องการต่อสู้เพื่อให้อิสระกับทาสของแอนนาปรากฏใน The Romance of the Harem ก็มีน้ำหนักมากขึ้นเช่นกัน

นอกจากนั้น สำเนาพระราชหัตถเลขาอีกส่วนหนึ่ง จำนวน 3 ฉบับ กล่าวถึงเรื่องทั่วไป ปะปนกับเรื่องที่ทรงกล่าวพาดพิงถึงแนวคิดของแอนนา ซึ่งน่าจะมีนัยสำคัญอยู่ น่าเสียดายที่ยังไม่พบจดหมายจากแอนนาถึงคิงมงกุฎ อย่างไรก็ดี จดหมายฉบับก่อนและ 3 ฉบับนี้ได้ชี้ให้เห็นสิ่งสำคัญบางอย่าง คือข้อทักท้วง ติติงในเรื่องการเมืองหรือขนบธรรมเนียมของสยาม มักจะได้รับการปฏิเสธอย่างประนีประนอมจากพระองค์ จดหมายทั้ง 3 ฉบับในคราวนี้ เราได้เห็นว่าการใช้คำขึ้นต้นและลงท้าย รวมไปถึงสำนวนการโต้ตอบของพระองค์นั้นว่าทรงนุ่มนวล และความเปลี่ยนแปลงที่แสดงถึงความเป็นกันเองมากยิ่งขึ้น กล่าวคือ

  • ช่วงแรกทรงขึ้นต้นจดหมายว่าถึง To ลงท้ายว่า I beg to remain your good friend

  • ต่อมาเปลี่ยนมาเป็น My Dear Mam ลงท้ายว่า I beg to remain your true friend


จดหมายฉบับเลขที่ 76

ทรงมีไปถึงแอนนาซึ่งอยู่ที่สิงคโปร์(เพื่อรักษาอาการป่วย)

เนื้อหาในจดหมายไม่มีสาระสำคัญมากนัก เพียงแต่แสดงความห่วงใยตามธรรมเนียม ทิ้งท้ายด้วยความหวังว่าจะกลับมาโดยเร็ว เพราะลูกศิษย์ต่างก็บ่นคิดถึง  (สิ่งที่น่าสังเกตคือเอวิส ลูกสาวของแอนนาซึ่งอยู่ที่อังกฤษ มีจดหมายมาถึงคุณข้าหลวง แสดงให้เห็นว่าชาววังหลวงรู้จัก จนอาจถึงขั้นสนิทสนมกับครอบครัวของแอนนามากกว่าที่เราคิด)

จดหมายฉบับที่ 2 ไม่ปรากฏเลขที่

ไม่สามารถเดาเนื้อความในจดหมายได้ สันนิษฐานได้เพียงว่า ทรงอธิบายเรื่องที่แอนนาท้วงติงเกี่ยวกับสวัสดิภาพของคนรับใช้ ซึ่งทรงรับว่าจะสอบสวนเรื่องนี้ด้วยพระองค์เอง และยังทิ้งท้ายว่า

"ฉันจะให้ความสนใจต่อคำตำหนิของเธอเป็นพิเศษ"

(ทำให้เห็นความหมายของคำว่า แมมเนวละเวนครูสอนหนังสือเจ้านายในนี้ เดี๋ยวนี้ซุกซนเอานีซนนั่น เอานั่นซนนี่ แล้วก็กล้านัก ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นคำปรารภของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นมาก)

จดหมายฉบับที่ 3 เลขที่ 80

ทรงมีมาจากเมืองสวรรคโลก ลงวันที่ 18 มีนาคม 2408   ขึ้นต้นด้วยการบอกเล่าสารทุกข์สุกดิบตามธรรมเนียม จุดสนใจนั้นอยู่ตอนกลางของจดหมาย คือ

"ฉันจะคุยกับเธอเรื่องที่เราเคยคุยกันในตอนที่เรากลับไปยังบางกอก แต่อย่างเป็นความลับ"

(ทรงคุยอะไรกันค้างไว้ เหตุใดต้องคุยเป็นการลับ เราไม่มีทางรู้ได้ แต่สิ่งนี้สามารถไขข้อข้องใจในเรื่องบทบาทของแอนนาว่าคงไม่ใช่เพียงแค่ครูฝรั่งวังหลวง หรือเลขานุการคอยแก้ไวยากรณ์ในจดหมายภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่ย่อมมีบทบาทในการเสนอแนะ ติติง อยู่บ้างในบางโอกาส)

ประเด็นที่สำคัญที่สุดของจดหมายฉบับนี้คือ ประโยคสุดท้ายของจดหมาย

"ป.ล. 2 ฉันขอแจ้งให้เธอทราบว่าฉันได้ให้อภัยโทษแก่คุณกลิ่น นักเรียนของเธอ ตามคำขอร้องของสมเด็จเจ้าพระยาแล้ว”


(เรื่องนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือของแอนนาเรื่อง The English Governess at the Siamese Court บทที่ 12 Shadows and Whispers of the Harem เป็นเรื่องราวของเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่นถูกลงพระราชอาญาให้จำขัง เพราะให้ลูกชาย คือ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหารถวายฎีกาเพื่อให้ทรงแต่งตั้งพี่ชายของเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่นเป็นเจ้าเมืองแทนพระยาเกียรติ์ที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยที่ไม่รู้ว่าทรงแต่งตั้งบุคคลอื่นไปแล้ว ทำให้เจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่นถูกข้อหาบ่อนทำลายพระราชอำนาจ เนื่องจากเป็นเชื้อสายมอญ แอนนาได้ไปขอร้องสมเด็จเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ช่วยกราบทูลขออภัยโทษให้กับเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น หลักฐานคือ แอนนากับเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่นมีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษ)

            แม้ความจริงในเรื่องนี้จะยังไม่กระจ่างชัด แต่คงทำให้ทัศนคติที่เรามีต่อแหม่มแอนนาเปลี่ยนแปลงไปได้บ้าง แม้ในพงศาวดารอื่นๆที่ถูกบันทึกโดยชาวต่างชาติ ที่ล้วนไม่เข้าใจในขนบประเพณีของเรามากนัก ก็จะมีเหตุการณ์ที่ดูผิดแผกไปจากความเป็นไปได้อยู่เสมอ แอนนาเองก็คงจะบกพร่องในเรื่องนี้เช่นกัน เมื่อเห็นว่าเรื่องของตนขายดีมีคนนิยมมาก ก็เน้นแต่จะปรุงแต่งให้พิสดารมากขึ้นซึ่งเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่มีให้เห็นเสมอ จนเธอเองคงลืมคิดถึงผลกระทบที่จะตามมา ต่อภาพพจน์ของสยามและทัศนคติที่ต่างชาติจะมองกลับมาที่ประเทศเล็กๆประเทศหนึ่ง ซึ่งเธอเคยได้มาอาศัยเป็นที่ทำมาหาเลี้ยงชีพ ความผิดพลาดของแอนนาจึงเป็นรอยด่างเพียงเล็กน้อยของประวัติศาสตร์ที่เราสามารถมองข้ามและให้อภัยได้ และกาลเวลาที่พ้นไปจะทำให้รอยด่างนี้เลือนหายไปเอง

อ้างอิง: ศิลปวัฒนธรรม 

โดย บ๊องบ๊อง

 

กลับไปที่ www.oknation.net