วันที่ อังคาร สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตระ...แผ่นดินเดือด เหนือเทือกบรรทัด ( ตอนที่1 )


.

ราวกับเดินหลงมาทางเจอโลกใหม่ โลกที่ว่างโล่งรายรอบกาย แม้แต่ความแน่นขนัดของแนวป่าทึบที่มองเห็นอยู่ไกลๆ ยังดูคล้ายเป็นเพียงม่านบังตาบางเบา ด้วยเงาแสงจันทร์สะท้อนจับม่านหมอกขาวที่ลอยเรี่ยไปทั่วหุบเขาพรางตาให้ลางเลือน ความเคลื่อนไหวใกล้ตัวคือเรียวใบที่ไหวระริกน้อยๆ ทักทายอยู่ริมลำห้วย ผสานเสียงสายน้ำกระซิบแผ่ว ขณะที่หอยกวักส่งเสียงร้องกวักๆดังลั่นคล้ายหวงป่าอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่ง

เงาสีเงินสะท้อนวับวาวบนผิวน้ำอันเย็นเฉียบ ฉันซ่อนกายอยู่ใต้สายน้ำสะท้านหนาวและตื่นสะทกไปทั่วอณูเนื้อ ความเย็นจัดปลุกความสดชื่นให้ฟื้นคืน พร้อมปลดปล่อยความอ่อนล้าให้หลุดลอยไปกับสายน้ำ

สายน้ำนี้ใช่ไหม ที่รินไหลมาเนิ่นนาน อาบร่างผู้ผ่านทางและคนพื้นถิ่นมานักต่อนัก สายน้ำนี้ใช่ไหมที่หล่อเลี้ยงรากใบต้นดอกของพืชพันธุ์จนออกลูกแตกหน่อรุ่นแล้วรุ่นเล่าอย่างไม่มีวันจบสิ้น

สายน้ำนี้ใช่ไหม แผ่นดินนี้ใช่ไหม ที่มีตำนาน มีเรื่องเล่าซับซ้อนหลากอารมณ์ยิ่งกว่านิยายหลายร้อยหลายพันเท่า ถ้าความจริงสามารถบอกเล่าเรื่องราวของตัวมันเองได้บนฉากแห่งท้องฟ้า ฉันจะนอนแช่น้ำเย็นเฉียบเฝ้าดูอย่างไม่ยอมกระพริบตา เพราะว่าที่ได้รับรู้มา ที่นี่มีอะไรมากมายเหลือเกิน มากเกินกว่าจะขุดค้นมาเล่าขานให้ครบถ้วน ตามหลักฐานที่ยังคงมี

ไม่ว่าจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในนามของทวดเล็ก นักรบนักสร้างอาณาจักรร่วมรุ่นกรุงศรีอยุธยา หรือเส้นทางการค้าสองฝั่งมหาสมุทธ ที่ต้องผ่านทาง ณ จุดนี้ หรือเรื่องราวของจอมโจรนักรัก ผู้ฉุดหญิงงามแห่งบ้านตระไปเป็นเมีย กระทั่งเกิดการผสมผสานสองวัฒนธรรม ระหว่างพุทธกับมุสลิม ในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น

หรือ...สามทศวรรษที่ผ่านมา มีตำนานนักรบป่า นักปฎิวัติจากค่ายคอมมิวนิสต์ ที่เคยมาขอแบ่งพื้นที่ชนเผ่าซาไกอาศัยอยู่ และได้รับคำตอบว่า

“พวกมึงก็อยู่ไปแล่ะ  ดินนั้น ไม่มีใครแบ่งเอาไปไหนได้อยู่แล้ว”

ทั้งรอยเท้าที่เหยียบยืน หยาดเหงื่อที่รดริน ในป่าใหญ่บนเทือกเขาบรรทัด กำลังถูกบิดเบือนความจริง เพียงเพราะว่าที่นี่ยังมีต้นไม้ใหญ่ ที่ชื่อว่าต้นยางพารา ยืนต้นอย่างหนักแน่นคู่เคียงไปกับไม้ป่าธรรมชาติ จนทำให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ผู้มีดวงตาพร่าเบรอไป ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าต้นไหนคือพืชพันธุ์ที่ชาวบ้านปลูกสร้างเอาไว้ ต้นไหนคือต้นไม้ที่เขาถนอมรักษาไม่แตะต้องทำลาย ปล่อยไว้ให้เป็นสมบัติของโลก ตามความเป็นจริงที่พึงเป็น

.

.

โดยไม่เฉลียวใจว่า ในวันหนึ่ง คำว่า “ป่า” ได้สร้างปัญหาให้กับวิถีทำกินของพวกเขาเข้าให้แล้ว

.

.

เสร็จจากอาบน้ำใสไหลเย็นในลำห้วยตระ ท่ามกลางแสงจันทร์อันอ่อนโยนแต่เพียงลำพัง จนสดชื่นดีพอ ฉันส่องทางด้วยไฟฉาย ปีนตลิ่ง เดินกลับมาที่ศาลาประชุม มีอาหารพร้อมพรั่กไว้รอท่า มีพี่น้องมากมายหลายสิบชีวิตกำลังอร่อยล่วงหน้าไปก่อนแล้ว พวกเขากินไป คุยไป หัวเราะไป มีชีวิตชีวานัก

สิ่งที่สัมผัสได้ในยามนี้ เกลาความเหน็ดเหนื่อยออกไปจากร่างได้มากโข ทั้งความยิ้มแย้มแจ่มใส ทั้งความตั้งใจทำงานของพวกเขา

ตอนก่อนค่ำ คนที่ปรุงอาหารก็ทำหน้าที่ของตัวเองไป คนอื่นๆจับกลุ่มกันร่างแผนที่ชุมชนแบบลูกทุ่งๆ ในอัตราส่วนที่ไร้มาตรฐาน แต่สามารถเชื่อมต่อให้มองเห็นเป็นภาพกว้างๆของพื้นที่บ้านตระนี้ได้เป็นอย่างดี

เอาลำห้วยสายน้อยใหญ่เป็นเกณฑ์ ก่อนที่จะลากเส้นถนน ซึ่งที่จริงคือทางเดินเท้า ที่มีแต่เพียงรถสองล้อเท่านั้นที่แล่นได้ จากนั้นจึงเติมแต้มหลังคาบ้านลงไป บอกหมายว่านี่คือบ้านของใคร สวนของใคร และอยู่ในโซนใด ซึ่งทั้งหมดแบ่งเป็น 9 โซน กลุ่มบ้านน้อยใหญ่ไม่เท่ากัน ระยะห่างทั้งสิ้นจากหัวบ้านท้ายบ้าน พวกเขาบอกว่าประมาณๆ 10 กิโลเมตร ในพื้นที่ทำกินทั้งหมดประมาณ 1,000 กว่าไร่

.

.

ตั้งอยู่ในหุบเขาเทือกบรรทัด ในเขตตำบลปะเหลียน อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ตรงรอยต่อสามจังหวัด ตรัง พัทลุงและสตูล

.

.

“ที่นี่เราอยู่กันแบบพึ่งพาอาศัยตัวเองมาตลอด ไม่มีรัฐมาดูแลตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว พอปี 2530 กว่าๆ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็เข้ามารบกวนเรา” น้าโหยก ประธานชุมชน เริ่มต้นเล่าเรื่อง

แน่ล่ะ...เพราะที่นี่คือที่ราบบนภูเขาสูง ที่ฉันต้องใช้เวลาเกาะแน่นอยู่บนเบาะรถมอเตอร์ไซด์ ราวๆเกือบชั่วโมง อย่างหวาดเสียวปั่นป่วนในท้องไส้ ยิ่งกว่าความหวาดเสียวใดๆที่เคยเจอในการสัญจรทางรถ

.

.

.
เพียงแปดกิโลเมตรจากน้ำตกโตนตก ที่คนพื้นที่ขับรถขึ้นลงในความเร็วราวๆ
10 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไม่เกินไปกว่านั้น ต้องเลาะเลียบไปตามขอบห้วย บนทางซีเมนต์เล็กๆ ที่สึกกร่อนเป็นระยะ  บางลูกควนต้องคอยระวังการสวนทาง เพราะความแคบและชันทำให้ไม่สามารถสวนทางกันได้อย่างแน่นอน เพราะถ้าพลาดเพียงนิด จุดหมายคือเหวลึก แต่พวกเขาก็อยู่ที่นี่กันมาเนิ่นนาน บรรทุกสิ่งของออกมาขายอย่างชำนาญ แม้กระทั่งเด็กในวัยมัธยม ต้องดูแลตัวเองด้วยการขับรถขึ้นลงวันละสองเวลา เพื่อมาโรงเรียนที่อยู่ข้างล่าง ส่วนการติดต่อสื่อสารไม่พักต้องพูดถึง ถ้ามีเหตุด่วนต้องโทรศัพท์ การบึ่งรถลงมาหาสัญญาณที่ข้างล่างเท่านั้นจึงจะสำเร็จ

.

“เราไม่มีพื้นที่ทำไร่ข้าว เราจึงต้องรวมกลุ่มกันทำกองทุนข้าวสารไว้กิน เริ่มทำทางเส้นเล็กๆ จากที่เคยเดินในลำห้วย ราวๆปี 2531 กว่าๆ ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็เข้ามา ทหารก็เข้ามา คิดว่าเราเป็นสหายเก่า เขาเข้ามาคุ้ยมาค้นหาอาวุธ จนไปพบศพผู้หญิงคนหนึ่ง จึงเอามาทำบุญที่นี่ เพราะที่นี่มีพระสงฆ์ธุดงค์มา เราจึงนิมนต์ท่านให้อยู่กับเราหนึ่งรูป  เมื่อทหารรู้แล้วว่าที่นี่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ จึงบอกว่าต้องพัฒนาเส้นทาง เราจึงร่วมมือกับทหารช่วยกันทำทางเดิน เป็นการตัดทางในพื้นที่หมู่บ้านให้ตรง ผมนี่แหละที่ไปช่วยทำทาง ไปขุดทางผ่านกุโบร์ ทีแรกไม่รู้ว่าที่นั่นเป็นที่ฝังศพเอาหิน(ตาน่า)ที่ฝังไว้ที่หลุมศพโยนออกไปด้วยซ้ำ”  ทิน ชายหนุ่มวัยสามสิบกว่าๆ บอกเล่าอย่างนั้น

.

.

ผืนป่าที่สมบูรณ์ เพราะประวัติศาสตร์ชุมชนที่สำคัญในการปกป้องป่า จากยุคสมัยทำลายล้างป่าของฝ่ายรัฐ คือการที่มีพรรคคอมมิวนิสต์มาตั้งฐานปฎิบัติใหญ่อยู่ที่นี่ ในระหว่างปี พ.ศ. 2516 – 2526 จนยากแก่การเข้ามาหาผลประโยชน์ของฝ่ายทุน สำหรับชาวบ้านในท้องถิ่น ความหวาดกลัวในสงครามจนต้องอพยพย้ายลงมา ปล่อยให้สวนยางกลายเป็นของคอมมิวนิสต์ไปชั่วคราว มีเรื่องเล่าที่ขบขันจากสหายเก่าบางคนที่เคยอยู่ที่นี่ ยังเอ่ยถามถึงต้นยางพาราใหญ่ที่ตัวเองเคยกรีดเอาน้ำยางมาขายว่า ยังมีชีวิตดีอยู่หรือเปล่า

.

.

.

“ทหารเขาบอกว่าให้เราทำมาหากินอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ทั้งยังช่วยสร้างสำนักสงฆ์เล็กๆไว้ให้เราด้วย แล้วทหารก็ออกไป ในราวๆ ปี 2532”

.

.

.

หมดหน้าที่ทหารชุดนั้น เจ้าหน้าที่ชุดต่อมา ก็เข้ามาพร้อมกับปัญหาอันหนักหน่วง

“ปี 2533 ทหารพรานกับป่าไม้เข้ามา แล้วนิมนต์พระสงฆ์ของเราออกไป รื้อสำนักสงฆ์ออกด้วย เอาวัสดุมุงหลังคาไปสร้างเป็นสำนักงานป่าไม้” 

“ทั้งที่ตอนนั้นป่าไม้เข้ามา เราก็ช่วยป่าไม้สร้างสำนักงาน เพราะไม่ได้ระแวงว่าเขาจะมาไล่เราออกจากป่า เขาเริ่มรบกวนเรา จากการนิมนต์พระของเราให้ออกไปจากป่า ท่านก็ไปนะ ท่านแอบไปเงียบๆเพราะว่าไม่อยากให้ชาวบ้านรู้เรื่อง ท่านบอกว่าในเมื่อทหารนิมนต์แล้ว ฉันก็ต้องไป ถ้าท่านไม่ยอมไปชาวบ้านต้องปะทะกับป่าไม้แน่ๆ เพราะชาวบ้านรักพระรูปนี้มาก ป่าไม้เที่ยวป่าวประกาศว่าพระเป็นคอมมิวนิสต์ มีอาวุธสงครามในครอบครอง”

“จากนั้นป่าไม้ก็เริ่มจับกุมชาวบ้าน เจอที่บ้านก็จับที่บ้าน ไปตัดยางก็ถูกจับที่สวนยาง  มีวันหนึ่ง ป่าไม้มาเรียกชาวบ้านว่าให้ไปร่วมไปประชุมฟังคำชี้แจง ผมเดินมาเห็นคนรวมกันอยู่ตรงนั้นถูกจับมัดมือติดกันเหมือนมัดเป็ด ผมจึงหลบเข้าป่า ตอนนั้นชาวป่าคนหนึ่งโดนจับไปด้วย เมียแกไปแช่งที่หน้าห้องขังขอให้ฟ้าผ่า วันนั้นฟ้าผ่าจริงๆด้วย แต่มีบางคนที่มีคนรู้จักกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ รู้จักกับทหารพรานบ้างเขาก็ปล่อยไป แต่คนที่ถูกจับคราวนั้นศาลยกฟ้องทั้งหมด”

“เราจึงไม่กล้านอนบ้านอีกเลย ต้องไปนอนในป่ากันหมด ที่บ้านมีแต่เด็กกับผู้หญิง ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านได้มีการเฝ้าระวัง ถ้าเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้ามาในหมู่บ้านจะมีคนวิ่งบอกข่าวไปทั่ว”

ฉันนึกเห็นภาพ การหลบซ่อนตัวของชาวบ้าน ช่างน่าหดหู่ใจเสียจริง

“สวนของมะมีอยู่แล้ว สมัยปู่ย่าตายายโน่น เขาขึ้นมาทำไว้มะก็มาทำต่อ ในปี 2529  ตอนนั้นใช้ม้าบรรทุกของเข้ามา ม้าเดินเข้ามาเป็นแถว เราเลี้ยงม้ากันทุกคน ต่อมาพวกเราขายม้าไปเมื่อราวๆ ปี 2546 เพราะทางดีขึ้น เทปูนซีเมนต์ ใช้มอเตอร์ไซด์ ได้” มะคือแม่ ฉันเรียกเธอว่าอย่างนั้น เพราะเธอเรียกฉันว่าลูกทุกครั้งไป หญิงมุสลิมวัยเฉียด 70 คนนี้ มีที่ดินอยู่ที่นี่ราวๆสิบกว่าไร่ หลักฐานชัดเจนว่าเป็นที่ดินทำกินเดิม คือต้นมะพร้าวเก่าแก่ สูงหลายสิบเมตรหลายต้น ไม่นับต้นไม้พันธ์อื่นๆอีกหลายชนิด

“แต่ก่อนฉันเอารถมอเตอร์ไซด์มาใช้ต้องแบกรถขึ้นมา เพื่อใช้บรรทุกยางในหมู่บ้าน ป่าไม้เขาห้าม เขาว่าส่งเสียงดังรบกวนสัตว์ แต่เราก็แอบหามเอาขึ้นมาใช้จนได้” น้าสาวอีกคนหนึ่ง เล่ามา

“คนที่ริเริ่มใช้ม้าคนแรกเป็นคนขาด้วน ตอนนั้นป่าไม้ก็ยังไม่ยอมอยู่ดี ต้องต่อรองจนกระทั่งป่าไม้ยินยอม ตอนนั้นแหละที่เรารู้จักการจัดระเบียบของชุมชน เพราะเลี้ยงม้ากันมาก มันไปกินต้นยาง เราตั้งกติกาเอาไว้ว่าม้ากินยางคนอื่น ให้เจ้าของม้าเสียค่าปรับเป็นปุ๋ยใส่ยาง ต่อมาเปลี่ยนเป็นปรับเงิน เงินที่ได้ก็เอาทำทาง เพิ่มเติมจากที่ระดมทุนและกำลังระดมญาติพี่น้องมาช่วยกันทำทาง”

.

.

“ครั้งแรกที่ทำทาง มากันจากหมู่บ้านข้างล่างราว 300กว่า คน ทำทางเลาะริมลำห้วย ไปตั้งค่ายที่ “ลาสองชั้น” ป่าไม้ก็ขึ้นมาดู มาบอกว่าให้หยุดทำทางไม่อย่างนั้นจะจับชาวบ้านทั้งหมด เราก็ต้องหยุดทำทาง” 

“การทำทางต้องขุดภูเขา  อีกครั้งหนึ่ง...เราออกไปขุดทางกันอีก ป่าไม้ก็มาจับอีก บางคนถูกจับบางคนวิ่งหนีทัน คนหนุ่มๆเราให้ทำงานอยู่ข้างหน้า คนแก่ๆให้อยู่ข้างหลัง ป่าไม้มาบอกว่าให้ไปคุยกันที่สำนักงาน เราก็เดินตามหลังป่าไม้ไปที่สำนักงานน้ำตกโตนเต๊ะ พอลงไปถึงมีรถมารอรับพวกเราแล้ว เขาพาไปโรงพัก คนเป็นร้อยๆ เต็มห้องขัง เต็มโรงพัก ห้องน้ำก็ไม่สะดวก เราก็จัดเวรกันขัดห้องน้ำ ตอนนั้นมีผู้หญิงถูกจับไปด้วยสามคน มีเด็กสองขวบด้วยที่ต้องตามแม่ไปอยู่ในคุก พวกเราทุกคนสูบบุหรี่ใบจากกันทั้งนั้น ควันบุหรี่โขมงราวกับเผาโรงพัก” ถึงตอนนี้คนเล่าหัวเราะ คนฟังก็เฮฮา

“ตอนนั้นนักข่าวเข้ามาทำข่าวกันมาก เราบอกว่ามีการโค่นไม้ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านกันมาก นักข่าวจะไปทำข่าวแต่ป่าไม้กับผู้ว่าราชการไม่อยากให้เป็นข่าวเพราะว่าเขาเสียเครดิต จึงรีบๆปล่อยพวกเราไม่ได้ส่งฟ้องศาล นักข่าวก็ไม่ได้ไปทำข่าวเรื่องตัดไม้ในป่า ตอนนั้นเรามีนักการเมืองท้องถิ่นมาคอยช่วยเรา ต่อสายให้กับนักข่าวมาทำข่าว”

“ปี 2534  เราเคยเสนอโครงการขอให้ที่นี่เป็นบ้านเล็กในป่าใหญ่ นายชวน หลีกภัย สมัยที่เป็นส.ส. ก็เคยเข้ามานอนค้างในบ้านนี้ ตอนที่มาไม่ได้พูดว่าจะให้ชาวบ้านออก เราทำเรื่องขอให้หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านเล็กในป่าใหญ่ ไปถวายหนังสือที่สวนจิตรฯ แต่นายชวนเป็นคนบอกว่าไม่เหมาะสมที่จะทำ เราจึงไม่ได้โครงการ” 

“จากนั้นทหารชายแดน ขึ้นมาอยู่ที่เขานุ้ย ตอนที่นายผ่อง เล้งอี้เป็นอธิบดีป่าไม้ เขาส่งเจ้าหน้าที่มาเจรจาขอให้เราออกไปจากป่านี้โดยจะจัดที่ใหม่ให้ มีบางคนที่ยอมรับเงื่อนไขยินดีออกไป”

“ระหว่าง พ.ศ.2535 จนถึงปี 2537 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ขึ้นมาสำรวจจำนวนชาวบ้านและอาสิน เพื่อเตรียมอพยพ  โดยจะจ่ายค่าชดเชยอาสินและจัดหาที่อยู่ให้ใหม่  มีการกำหนดค่าชดเชย  2  กลุ่ม  คือ กลุ่มที่1 ที่ทำกินและอาศัยในพื้นที่  จะจ่ายค่าชดเชยไร่ละ  30,000  บาท  กลุ่มที่ 2 ที่ทำกินในบ้านตระ แต่อาศัยนอกพื้นที่ จะจ่ายค่าชดเชยไร่ละ  5,000  บาท” 

“คนที่อยากไปมีมากกว่า เขาพาเราไปดูที่ดินแต่ไม่ใช่ที่ว่างเปล่า  เพราะเป็นสวนยางหมดแล้ว เราก็เลยบอกว่าไม่เอาหรอก เจ้าของที่ดินจะได้ฆ่าเราตาย และที่อำเภอควนกาหลงเป็นที่ชัน ขนาดแหงนคอมองผ้าคลุมผมยังหล่นจากหัว เราจึงรวมกลุ่มประชุมกัน ราวๆ 600 กว่าคน ที่น้ำตกโตนเต๊ะ มีมติว่าไม่ย้ายออก ถ้าไม่ได้ที่ดินที่เราพอใจ” 

“ตอนนั้น ป่าไม้ห้ามสร้างบ้านเพิ่ม แต่ละหลังต้องอยู่กันเป็นสิบๆคน ครอบครัวพี่ครอบครัวน้องมาอยู่ร่วมกัน ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีที่จะนอน เราต้องทำการเจรจาแลกเปลี่ยนกับป่าไม้ว่า ถ้าให้เราสร้างบ้านได้ เราจะช่วยป่าไม้สร้างสำนักงาน ตอนนั้นเราช่วยสร้างสำนักงาน เสร็จแล้วมีคนใหญ่คนโตของป่าไม้มาเปิดงาน มีการแกงวัวเลี้ยงฉลองกันใหญ่โต เราก็อยู่ร่วมงาน เราตกลงกับหัวหน้าป่าไม้ ว่าให้เราอยู่ทำกินเพื่อช่วยรักษาป่า ให้ทำทางเข้าป่าได้ หัวหน้าคนนี้มาจากทางภาคเหนือ แกบอกว่าทางภาคเหนือพื้นที่ชันกว่านี้ เขายังอยู่ได้เลย เขาอนุญาตให้เราอยู่”

“วันที่ 5 ธันวาคม 2544 เราทำทางด้วยการเทปูนทางครั้งแรก ที่ไม่ถูกจับ ระดมทุนได้ปูนคนละสอบ เอาปูนใส่ม้ามา เอาทรายจากลำห้วยลาสองชั้น ส่วนด้านล่างที่ปากทาง ซื้อทรายมากองไว้ คนมาช่วยกันมาก ทำงานกันครั้งละสองวันสองคืน หัวหน้าเขตที่ชื่อสุเชาว์ จำนามสกุลไม่ได้คนนั้นถูกย้ายยี่สิบสี่ชั่วโมงมาจากสาละวิน เขาคงมีประสบการณ์มาแล้วจึงอะลุมอะหล่วยให้เรา”


“ปี 2541 เรามีโรงเรียนด้วย ครูต้องเดินมาจากข้างล่าง  สอนได้ราวๆปีกว่า ครูเป็นแม่ม่ายมีลูกอ่อนต้องอุ้มลูกมาด้วย เดินไปเดินมาได้สามีใหม่ เลิกสอน กลับไปอยู่บ้าน โรงเรียนต้องเลิกไป ทั้งที่ตอนนั้นเด็กๆที่ต้องไปเรียนอยู่ข้างล่างกำลังทยอยกลับมาเรียนที่นี่  เรียนบนนี้แต่ไปสอบที่โรงเรียนควนไม้ดำ ตอนนั้นเรายังไม่มีเลขที่บ้าน หมู่บ้านเป็นทางการก็ยังไม่มี”

.

.

“ไปขอบ้านเลขที่ ทางผู้ใหญ่ไม่ออกให้ ต้องตั้งหมู่บ้านกันเอง ออกเลขที่บ้านกันเอง ราวๆปี 2544-2545 มีราวๆ 200 กว่าหลัง แต่เป็นหลังเล็กๆ แบบขนำ ผู้นำแบบทางการที่ผู้ใหญ่บ้านข้างล่างยอมรับก็ยังไม่มี การทำบ้านเลขที่เรียงลำดับไปจากปากทาง แต่ตอนนี้มีร้อยกว่าหลัง เพราะบางคนมีบ้านอยู่ข้างล่างเขาย้ายลงไป เมื่อมีทางเทซีเมนต์ เดินทางสะดวกมากขึ้น ก็แค่ขึ้นมาดูแลสวนเป็นระยะเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจากบ้านควนไม้ดำ”

“กลุ่มของเรา มีน้องชายผู้ใหญ่บ้านมาเป็นประธานอยู่หลายปี จนกระทั่งสมัครผู้ใหญ่บ้านได้รับเลือกเพราะพวกเรา แกทำโครงการโซล่าเซลลให้เราด้วย บอกว่าเราต้องเอานะ เพราะขอให้แล้ว ถ้ามีปัญหากับป่าไม้ก็ให้ป่าไม้ไปคุยกับการไฟฟ้าเอาเอง”

“เราก็คิดว่าถ้าอย่างนั้น เราก็น่าจะเอาโซล่าเซลมาใช้ได้  ใช้รถมอเตอร์ไซด์ราวๆร้อยกว่าคัน ไปช่วยกันขน โซล่าเซล 30 ชุด ป่าไม้กั้นไม้ปิดทาง คนของเราบางคน ไปปลดไม้กั้นออก...ทุกคนขับรถพุ่งขึ้นภูเขา หัวหน้าป่าไม้แกโกรธเรามาก วิ่งมาปิดไม้อีกแต่ไม่ทันการเสียแล้ว เขาจึงอาฆาตพวกเรา จนกระทั่งทุกวันนี้”

“นายคม ชัยภักดี ได้เป็นหัวหน้าเขต ประกาศว่าจะมาปราบพวกเราโดยเฉพาะ”

“เคยมีการเจรจากับเขา เราบอกว่าเราอยู่ที่นี่จะช่วยดูแลป่า แกบอกว่า ไม่ใช่หน้าที่สู การดูแลป่าเป็นของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทีนี้เมื่อเราเห็นคนตัดไม้ในป่าเราก็ไม่พูด ไม่บอกแล้วนะ เพราะว่าไม่ใช่หน้าที่เรา”

“ต้นปีนี้ วันที่ 11 มีนาคม แกส่งเจ้าหน้าที่มาคุย เราบอกว่าเราอยากคุยด้วยตั้งนานแล้วนะ แต่เขาไม่คุยกับเราเอง เราน่ะดูแลป่าไม้ ไม่ตัดไม้อยู่แล้ว แม้จะไม่ดีที่สุดเพราะมีคนข้างนอกมาตัดเราห้ามไม่ได้ เพราะเขาตัดอยู่เขตรอบนอกชุมชน แต่เราก็บอกข่าวได้ ถ้ามีข้อตกลงว่าให้เราทำมาหากินต่อไปตามปกติ”

“ที่เขามาขอคุยกับเรา เพราะเห็นว่าป่ารอบๆมีการตัดออกไปมาก รอบๆเทือกบรรทัดทุกด้านเลย”

 “แต่พอวันที่ 26 มีนาคม นายคม มาเอง พาลูกน้องมาเป็นร้อยคน พวกเราเห็น เมื่อเขามาถึงที่สหกรณ์แล้ว  เราก็จุดพลุบอกเหตุ ต่อหน้าเขานั่นแหละ ตอนนั้นเขาก็ตกใจ และโกรธด้วย เขากระจายกันออกไปตามพื้นที่ต่างๆ ในสวนของเรา คืนก่อนนั้นพวกเราประชุมกันตลอดคืน เพื่อเตรียมการรับมือกับป่าไม้ ไม่มีใครได้นอนสักคน พอเจ้าหน้าที่เข้ามาตอนเช้า แล้วกระจายไปตามสวนของเราอย่างนั้น เราให้ผู้หญิงทำหน้าที่ติดตามดูว่าเขาไปทำอะไรในสวนของเราหรือเปล่า สายหนึ่งมีป้านีตามไป  ไปถึงที่สวนเจ้าหน้าที่ป่าไม้หุงข้าวกิน คนเฝ้าตามดูเผลอหลับ หิวข้าวด้วย ตื่นมาเจ้าหน้าที่ฟันยางไปแล้ว เราจึงถอยออกมาประชุมวางแผนกัน ตอนนั้นพวกเราบางเริ่มโกรธแค้นมากบอกว่าจะไม่ฟังผู้นำชุมชนแล้วนะ จะลุยแล้วนะ เราจึงตกลงว่าจะไปปิดล้อมสำนักงานที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้กำลังพักผ่อนอยู่ โดยส่งผู้หญิงเป็นแนวหน้าคอยร้องทำเพลงกดดันปิดล้อมสำนักงาน ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเจ้าหน้าที่ป่าไม้เตรียมการจะปิดล้อมพวกเราทั้งหมู่บ้าน แต่เราปิดล้อมเขาเสียก่อน”

“เราส่งสายให้ไปส่งข่าวให้พี่น้องเครือข่ายรักเทือกเขาบรรทัดจากที่อื่นๆมาช่วยปิดล้อมอยู่ทางด้านล่าง ตรงน้ำตกโตนตก  ตอนนั้นกดดันเพื่อเจรจา กำนันมาเป็นคนกลาง ถามเราว่าจะเอายังไงกัน เราบอกว่าขอเจรจากับผู้ที่มีอำนาจเท่านั้น แต่ตอนนี้เนื่องจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้มีอาวุธปืน เราก็จะระดมอาวุธปืนของเราเหมือนกัน กำนันเข้าไปบอกหัวหน้าป่าไม้ตามนี้ ทั้งที่จริงๆแล้วเราไม่มีปืนผาหน้าไม้อะไรหรอก พอตกค่ำ เราแกล้งประกาศดังๆว่าจะออกไปหากบ แกล้งผลัดกันไปเพื่อให้เห็นแสงไฟฉายว่ามีจำนวนคนมาก วุ่นวายไปหมด ทั้งที่พวกเรามีคนนิดเดียว ล้อมเขาไม่ได้หรอก จึงเร่งกดดันโดยให้ผู้หญิงเข้าไปประชิดตัว เข้าไปร้องรำทำเพลงที่หน้าประตูสำนักงาน ที่พวกเขาถูกล้อมเอาไว้ เราหุงข้าวกินกัน ร้องรำกันทั้งคืน รอให้เครือข่ายที่อยู่ข้างล่างเจรจากับผู้ที่มีอำนาจ เพราะเรารู้ว่าตอนนั้นพี่น้องเครือข่ายมากันเยอะ จากหลายพื้นที่ ชุมนุมที่ปากทางข้างล่าง เพื่อเจรจากับป่าไม้”

“ผ่านไปค่อนคืน เราตกลงกันว่า ตอนที่ตี สี่ ให้ผู้หญิงยึดสำนักงาน จุดพลุลูกสุดท้ายแล้วขนหมอข้าวหม้อแกงเข้าไปในสำนักงานเลย พอพลุดัง เจ้าหน้าที่ป่าไม้บางคนตกใจหล่นจากเปลก็มี”

“มีอยู่คนหนึ่งคิดจะหนีจากวงล้อม เดินมาทางที่พวกเราซุ่มอยู่ บังเอิญคนที่ล้อมกำลังนั่งถ่ายอยู่ เขาตกใจร้องตะโกนว่า อย่าเข้ามานะ อย่าเข้ามานะ เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ตกใจวิ่งกลับเข้าไปในสำนักงาน คิดว่าเราขู่จะทำร้ายเขา” ทินเล่ามาถึงตอนนี้ เรียกเสียงหัวเราะลั่นจากทุกคน อันที่จริงเขาสรุปตบท้ายไว้เฉียบขาดกว่านี้ แต่ฉันไม่สามารถบอกต่อ

ผลการเจรจาจากการปิดล้อมครั้งนั้น มีข้อตกลงว่าให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ทำตามมติครม. ที่ให้ชะลอการจับกุม ให้ชาวบ้านทำกินในพื้นที่ได้ตามปกติ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอื่นใดในการพิจารณาเพิ่มเติมเรื่องโฉนดชุมชน และกองทุนที่ดิน

 “ตอนนี้ ถ้าเจ้าหน้าที่เข้ามาในชุมชน ต้องแจ้งให้เราทราบด้วย ถ้าเข้ามาตรวจป่าทั่วๆไป เราก็ให้เข้า แต่ถ้าเข้ามาทำอะไรกับสวนของเราเราจะไม่ยอม”

แค้มป์ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ห้วยลาสองชั้น  ก่อนที่จะถึงเขาตู (ประตูภูเขา) คือการประชิดชุมชนที่สุดแล้ว

.......

แค้มป์ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้

หมายเหตุ.....ชาวบ้านตระถูกจับกุมดำเนินคดีมาโดยตลอด  ตั้งแต่การจับกุมขณะพัฒนาเส้นทางเข้าหมู่บ้าน (พ.ศ.2534), ปลูกบ้าน (ตั้งแต่ พ.ศ.2540 จนปัจจุบัน)  มีการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุเผาบ้านแม่ม่ายคนหนึ่ง (พ.ศ.2548), ติดตั้งโซลาเซลล์ (พ.ศ.2549), ทำสวน  โดยเฉพาะเมื่อโค่นยางเก่าเพื่อปลูกยางใหม่ จะมองว่าเป็นการทำลายป่า (ตั้งแต่ พ.ศ.2531 จนปัจจุบัน)  ปัจจุบันมีผู้ถูกดำเนินคดีอาญาจำนวน 9 ราย  อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน 6 ราย  ชั้นอัยการ 3 ราย เมื่อมีการดำเนินคดีอาญาแล้ว  จะมีการเรียกค่าเสียหายทางแพ่งด้วย  โดยชาวบ้านที่ถูกเรียกค่าเสียหายทางแพ่งมีจำนวน  5  รายประมาณ  11  ล้านบาท  

หมายเหตุที่สอง....ยังมีต่อค่ะ

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net