วันที่ พุธ สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตามหาอาณาจักรที่สูญหายและบางความหมายใต้รอยหายใจในลพบุรี


ไม่ผิดหรอกถ้าคุณจะรู้จักเมืองลพบุรีว่าเป็นเมืองลิง

เป็นเมืองดอกทานตะวัน

แต่คุณไม่นึกสงสัยบ้างหรือไรกันทำไมลพบุรีถึงมีลิงเยอะ

ทำไมผู้คนต้องทนร้อนแดด

และทนคันยามพาตัวเองไปอยู่กลางวงล้อมทุ่งทานตะวัน

มันจะดีกว่าไหม...ถ้าเราได้รู้จักกันอย่างลึกซึ้ง

ไม่ใช่ฉาบฉวยทำความรู้จักตามกระแสสังคมเท่านั้น!!!

เริ่มต้นการเรียนรู้ครั้งแรกด้วยผัดไทปากบาง

จุดแรกของการตามหาอาณาจักรที่สาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์

อยู่ที่วัดไลย์ อ.ท่าวุ้ง

ชุมชนที่ว่ากันว่าคือต้นแหล่งทะเลสาบชุบศร

ซึ่ง อ.ยงยุทธ  จรรยารักษ์ ได้บอกเล่าอย่างน่าสนใจ

ทั้งด้านตำนานเก่าการสร้างเมืองลพบุรีที่เกี่ยวข้องกับมหากาพย์รามเกียรติ์

และสถาปัตยกรรมอันงดงามอุโบสถ

อย่างที่บอกว่าเมืองนี้คือแหล่งต้นน้ำทะเลสาบ

การสร้างโบสถ์จึงต้องคำนึงถึงการอยู่รอดยามน้ำหลาก

ดังจะเห็นได้จากหลังคาโบสถ์ซึ่งลดหลั่นเป็นชั้น

นี่ยังไม่รวมความงดงามของลวดลายปูนปั้นเกี่ยวกับพุทธชาดก

ที่อาจารย์สันนิษฐานให้ฟังว่าน่าจะสร้างในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ

การเจาะช่องลมแทนหน้าต่างเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาพื้นบ้านที่น่าสนใจใช่น้อย

กระเบื้องโมเสคที่พื้นสามารถบอกได้ทันที่ว่ารัชกาลที่ ๕ ทรงเคยบูรณะวัดแห่งนี้

ฉันจำตอนถ่ายภาพนี้ได้ดี ที่ขณะกดชัตเตอร์อยู่ๆ ก็มีซึกหนึ่งของร่างกายเพื่อนร่วมทริป

ถ้าเป็นแต่ก่อนฉันคงหงุดหงิด และรอถ่ายภาพใหม่

แต่ตอนนี้...ในวันที่ฉันได้เรียนรู้แล้วว่ามนุษย์เราไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ

ฉันจึงปล่อยผ่านและเดินถ่ายภาพอื่นๆ

โบสถ์หลังใหม่ที่จิตรกรรมภายในเข้าขั้นอลังการ

สีสันช่างได้ใจคนที่เพิ่งเดินทางมาจากชายแดนใต้อย่างฉันจริงๆ

ภาพนี้เป็นความชอบส่วนตัว

ฉันชอบถ่ายภาพเด็กเก็บความสดใสน่ารักของเธอไว้ในความทรงจำ

เอ่อ...และขอแก้ข่าวที่ว่าฉันชอบเด็ก

ฉันยังคงชอบผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่กว่า

แต่ในเมื่อเด็กมันมาชอบเอง ฉันก็ไม่รู้จะห้ามยังไง

ที่ทำได้ก็เพียงรักษาระยะห่างไว้เท่านั้นเอง

ภาพแมวก็เป็นความชอบส่วนตัว

และฉันยังไม่เคยถ่ายภาพแมวออกมาได้สวยสักตัวเลยสิน่า!

ผู้ชายเสื้อลายฟ้าคนนี้เป็นคนจัดทริปดีดีครั้งนี้

ภาพเพื่อนร่วทริปที่ส่วนใหญ่ไม่รู้จักกัน

บ้างถูกถ่ายแบบไม่รู้ตัว บ้างกดชัตเตอร์ไปแล้วเจ้าตัวรู้ฉันก็ส่งยิ้มแทนคำขอบคุณ

และมีไม่กี่คนที่รู้ตัวทุกทีว่าโดนแอบถ่ายแล้ว (ฮา)

นี่ไงใบหน้าหล่อๆ ของอาจารย์ยงยุทธ

ผู้ที่ทำให้การท่องเที่ยวไปชมซากปรักหักพังของกองหินเป็นเรื่องสนุกสุดหรรษา

ยืนฟังอาจารย์ยงยุทธเล่าประวัติศาสตร์ใต้ต้นปีปที่ดอกหล่นร่วงเป็นระยะ

การหล่นร่วงของดอกปีปคงไม่อาจสร้างความรู้สึกงดงามในใจได้

ถ้าดวงใจของผู้คนยังคงบอดใบ้และไม่เปิดใจเรียนรู้ในสิ่งใด...หรือไม่ใช่

แล้วก็ถึงเวลาสะสมพลังรอบใหม่กับอาหารจานไทพวน

ฉันเป็นคนที่มีความสุขกับการกิน

และฉันเชื่อว่าตัวอาหารเองก็บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เราฟังได้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

แกงคั่วเห็ดเผาะ เพื่อนร่วมโต๊ะบางคนไม่เคยกินเห็ดเผาะมาก่อนจึงติดใจนัก

อนุสาวรีย์จอมพล ป. พิบูลสงคราม

อีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่สร้างเมืองลพบุรีสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

ด้วยการสร้างเมืองลพบุรีเป็นเมืองกำลังพลทหาร

นอกจากสถาปัตยกรรมของอาคารที่เป็นแบบนีโอคลาสสิค

เหมือนกับสถาปัตยกรรมของอาคารที่ถนนราชดำเนินกลาง

ลพบุรียังมีทุกอย่างที่กรุงเทพฯ มีในสมัยนั้น

นี่ไงอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ความรุ่งเรืองของลพบุรีที่ซ้อนทับเป็นหนึ่งเดียวกับปัจจุบัน

เคย(แอบ)ถ่ายภาพใครแล้วพบว่าจังหวะบันทึกภาพเป็นจังหวะเดียวกับที่เธอหลับตาไหมคะ

เป็นคุณจะทำยังไงกับภาพแบบนี้ ลบทิ้งแล้วถ่ายใหม่อีกครั้งหรือเปล่า

ทำไมเราจะยอมรับกันได้เฉพาะด้านที่สวยงามเท่านั้นหรือ

เจ้าพืชน่าตาคล้ายกล้วยนี่ที่เชียงใหม่เรียก "บอนแบ้ว"

และฉันก็เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าบอนแบ้วก็คืออุตพิดนั่นแล

กลับจากการไปเที่ยวลพบุรี เพื่อนนักข่าวขอดูภาพจากกล้อง

พักใหญ่เขาหัวเราะแล้วถามว่าฉันจะเขียนสารคดีท่องเที่ยวส่งเขาได้อย่างไร

ในเมื่อภาพที่ถ่ายมานั้นอุดมไปด้วยผู้คนหาใช่สถานที่ท่องเที่ยว

ฉันบอกอย่างมั่นใจ "เขียนได้ละกันน่า เดี๋ยวตอนเขียนฉันกะจะจิบเบียร์ไปด้วย

เพราะอีตอนถ่ายรูปนั่นถึงไม่ได้จิบ แต่อาการเมาค้างก็สร้างแรงสะเทือนให้ร่างกายไม่น้อย"

มันเป็นความผิดฉันใช่ไหมที่ไปเที่ยวแล้วไม่ถ่ายภาพเกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยว

ฉันก็แค่ชอบผู้คนและความสัมพันธ์ระหว่างคน

ก็คนไม่ใช่หรือคือจุดเริ่มต้นทั้งความรุ่งเรืองและล่มสลายของอาณาจักรโบราณแห่งนี้

ภาพหมดกล้องแล้ว...และมาถึงช่วงท้ายแล้ว

คุณคงนึกสงสัยคำโปรยต้นเอนทรี่ของฉัน

เพราะมาถึงตรงนี้ฉันก็ยังไม่ได้บอกเล่าอะไรเกี่ยวกับความเป็นเมืองลิง

หรือพาไปรู้จักแง่มุมอื่นของทุ่งทานตะวัน

ถ้าเป็นคำตอบแบบสวยๆ คือ

ฉันอยากให้คุณเปิดใจตัวเองและไปเรียนรู้ด้วยตนเอง

แต่ถ้าเป็นคำตอบแบบจริงๆ คือ

ฉันขี้เกียจเล่าด้วยตัวหนังสือเพราะเล่าไปก็ต้องเขียนเป็นเรื่องส่งงานอีกอยู่ดี

ไม่อยากเขียนซ้ำซ้อนน่ะค่ะ

อีกอย่างคือ...หนนี้ฉันไปเป็นสาวเชียงใหม่หลายวันเกินไปในความคิดของปู่

กลับมางานจึงเพียบ ทั้งงานที่รับผิดชอบในหน้าที่ตน

และงานที่สะสางต่อจากที่คนอื่นทำทิ้งไว้ไม่เรียบร้อยก่อนสะบัดใจจากไป

สังเกตไหมว่าทำไมคนเราทุกวันนี้มักมีคำตอบสองทางไว้ให้เลือก

คำตอบสวยๆ กับคำแก้ตัวมันต่างกันตรงไหน?

โดย เพลงฝน

 

กลับไปที่ www.oknation.net