วันที่ พุธ สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คู่มือการอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจ ตอนที่ 1


ช่วงนี้ผมกำลังพยายามโน้มน้าวให้นิสิตที่เรียนกับผมพยายามอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจครับ เพื่อให้พวกเค้าได้เรียนรู้โลกความเป็นจริงมากขึ้นกว่าที่เรียนเฉพาะในหนังสือ แต่ผมเริ่มพบว่าสำหรับคนที่พึ่งจะเริ่มต้นอ่าน หนังสือพิมพ์ธุรกิจก็มีความยุ่งยากในระดับหนึ่งในการทำความเข้าใจ ผมเลยคิดจะเขียนบทความขึ้นมาซักชุดนึงเพื่อที่จะใช้สอนในการทำความเข้าใจข้อมูลข่าวสารเศรษฐกิจรอบๆ ตัวเรา และเพื่อเป็นแนวทางให้ทุกคนที่สนใจสามารถวิเคราะห์เศรษฐกิจด้วยตนเอง ในรูปแบบง่ายๆ ลองติดตามอ่านคู่มือการอ่านหนังสือพิมพ์ใน Blog ของผมต่อไปนะครั

คู่มือการอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจ ตอนที่ 1

เปลี่ยนตัวเองจากนักอ่านข่าวเศรษฐกิจ มาเป็นนักวิเคราะห์เศรษฐกิจด้วยตัวคุณเองดีกว่าครับ

ตั้งแต่ตื่นเช้าจนกระทั่งเข้านอน ชีวิตคนเราต้องเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะเรื่องปากท้อง รายได้ รายจ่าย ชีวิตประจำวันของเราหลายๆ คนต้องทำงาน บางคนรักงานของตัวเอง บางคนเบื่องาน บางคนทำงานอย่างสนุกสนาน ในขณะที่บางคนทำงานแบบซังกะตาย เรื่องทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ หลายคนเรียกมันว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจ

ทำงานหนัก งานล้นมือ ปลายปีได้โบนัสก้อนใหญ่ก็มักเรียกกันว่าเศรษฐกิจดี ลูกค้าไม่เข้าร้าน ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า แล้วไม่ค่อยจะมีเงินก็โทษว่าเพราะเศรษฐกิจมันแย่ ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ออกมามากมายเต็มไปหมด ทั้ง GDP เงินเฟ้อเงินฝืด ดอกเบี้ย เงินกู้ ดาวน์บ้าน ผ่อนรถ นักลงทุน นักเก็งกำไร ราคาหุ้น ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ค่าเงินบาท ราคาน้ำมัน ทองคำราคาจะทะลุ 2 หมื่นอยู่แล้ว ต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่หลายๆ คนเรียกมันว่า “เศรษฐกิจ” แล้วจริงๆ แล้วเศรษฐกิจมันคืออะไรล่ะ

ถ้าเปิดพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 เราก็จะได้ความหมายของคำว่า “เศรษฐกิจ” ดังนี้ เศรษฐกิจ อ่านว่า เสด-ถะ-กิด เป็นคำนาม แปลว่า งานอันเกี่ยวกับการผลิต การจําหน่ายจ่ายแจก และการบริโภคใช้สอยสิ่งต่างๆ ของชุมชน มาจากคำภาษาสันศกฤต 2 คำสมาสกันคือคำว่า เศรษฐ กับคำว่า กิจ โดยคำว่า “เศรษฐ” หรือ “เศรษฐ์” หมายความว่า ดีเลิศ, ดีที่สุด, ยอดเยี่ยม, ประเสริฐ และ “กิจ” หมายความถึง ธุระ หรืองาน ดังนั้นถ้าเราจะแปลตามรากศัพท์เศรษฐกิจ ก็น่าจะแปลได้ว่า งานอันประเสริฐ ธุระที่ดีเลิศ คำถามคือ แล้วทำอย่างไร เราถึงจะทำงานเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การจําหน่ายจ่ายแจก และการบริโภคใช้สอยสิ่งต่างๆ ให้มันประเสริฐ ดีเลิศ ได้ตามที่ท่านราชบัณฑิตได้ให้ความหมายของคำเอาไว้ นั่นคือคำถามที่นักเศรษฐศาสตร์อย่างผมพยายามที่จะตอบให้ได้ (ถ้าอยากรู้ว่า แล้วเศรษฐศาสตร์ล่ะ มันคืออะไรก็ไปหาอ่านได้ในบทความที่ผมเคยเขียนลงไปแล้วใน Webblog เรื่อง “วิชาเศรษฐศาสตร์: เขาเรียนอะไรกันหรือ ?” ตอนที่ 1 และ 2 ได้ที่ http://mblog.manager.co.th/piti31/1-404/)

การที่เราจะตัดสินใจทำอะไรให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุดได้นั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ครบถ้วน และสามารถสังเคราะห์วิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นเป็น ในโลกปัจจุบันนี้ที่กระแสโลกานุวัฒน์กำลังดำเนินอยู่อย่างเชี่ยวกราก กระแสของข่าวสารข้อมูลก็มีกระแสที่ไหลรุนแรงรวดเร็วในอัตราที่พอๆ กัน ปัญหาการขาดแคลนข่าวสารข้อมูลยังคงเกิดขึ้นในบางพื้นที่ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วพวกเราที่ติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่องน่าจะอยู่ในภาวะที่สำลักข้อมูลข่าวสารที่ถั่งโถมเข้าใส่ตัวพวกเรากันซะมากกว่า โดยเฉพาะข่าวสารข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจที่ไหลเข้ามาหาตัวเราอย่างต่อเนื่องจากในทุกๆ สื่อ ไม่ว่าจะเป็นรายการข่าวต้นชั่วโมง ข่าวสั้นที่ส่งเข้ามาใน SMS ข่าวหนังสือพิมพ์ที่มักจะมีตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญบางตัวแปะอยู่ในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับเสมอ รายการวิเคราะห์ข่าวก็มักจะรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่ถูกเปิดเผยโดยสำนักต่างๆ อยู่ทุกวัน ไหนจะข่าวสารข้อมูลจากระบบอินเตอร์เน็ตอีก ผมในฐานะที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์มักจะต้องตอบคำถามเหล่านี้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่ว่าน้ำมันจะราคาขึ้นอีกมั้ย เอารถไปติดก๊าซดีรึเปล่า ซื้อทองเก็บได้รึยัง ราคามันจะสูงขึ้นไปอีกมั้ย ปีหน้าเศรษฐกิจจะดีขึ้นรึยัง ของแพงจังเงินเดือนก็น้อยจะอยู่กันยังไงไหวล่ะเนี้ย ปีหน้าจะส่งลูกไปเรียนเมืองนอกซื้อเงินดอลลาร์เก็บไว้เลยดีมั้ย ที่โรงงานมีออร์เดอร์มาจากเมืองนอก แต่อีก 3 เดือนกว่าจะได้เงินควรซื้อเงินล่วงหน้าไว้เลยมั้ย และคำถามทางเศรษฐกิจอื่นๆ อีกจิปาถะ

ดังนั้นผมจึงคิดว่าบทความในตอนนี้และตอนต่อๆ ไปผมจะมาอธิบายให้พวกท่านทราบว่าการวิเคราะห์ข่าวสารข้อมูลทางเศรษฐกิจอย่างง่ายๆ เค้าทำกันอย่างไร แน่นอนในแต่ละศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์นั้นๆ ย่อมมีความลับในวิชาของตนเอง และย่อมมีความหวงวิชาอยู่บ้าง นักมายากลไม่มีวันยอมเปิดเผยเบื้องหลังกลชุดต่างๆ ของตัวเองอย่างไร กูรูทางเศรษฐกิจก็คงไม่ค่อยยอมเปิดเผยเทคนิคของตัวเองอย่างนั้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นเรื่องยากๆ อย่างผลกระทบของการเปิดเสรีการค้าที่จะมีผลต่อวิชาชีพต่างๆ แบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคที่จะทำนายตัวเลขเศรษฐกิจ อัตราผลตอบแทนของการลงทุนในตราสารทางการเงินที่ซับซ้อน หัวข้อเหล่านี้เราปล่อยให้นักเศรษฐศาสตร์ กูรูทางเศรษฐกิจเค้าวิเคราะห์หาคำตอบกันต่อไปก่อน ส่วนเรามานั่งวิแคะข่าวสารข้อมูลทางเศรษฐกิจง่ายๆ แต่มีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตในระบบเศรษฐกิจรอบๆ ตัวเราเสียก่อนดีกว่าครับ

ข่าวและข้อมูลเศรษฐกิจรอบๆ ตัวเรา พอจะจำแนกออกมาได้เป็น 2 ประเภทครับ คือ ข่าวสารข้อมูลในระดับมหภาค (Macroeconomics Indicators) และข้อมูลในระดับจุลภาค (Microeconomics Indicators) โดยข้อมูลแบบ Macro ก็จะเป็นข้อมูลเศรษฐกิจระดับประเทศ ระดับอุตสาหกรรม เป็นตัวแปรทางเศรษฐกิจภายนอกที่จะเข้ามากระทบกับการดำเนินธุรกิจหรือการดำเนินชีวิตของพวกเรา ตัวแปรเหล่านี้ยังอาจจำแนกออกไปเป็น 2 กลุ่มครับ คือ ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่รายงานในข้อเท็จจริงหรือสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว เช่น ตัวเลข GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศซึ่งบอกมูลค่าของผลผลิตที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้ในปีก่อนๆ หรือในไตรมาสก่อนๆ หน้านี้ ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ ตัวเลขอัตราการว่างงานของเดือนที่ผ่านมา ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เราสามารถนำมาประกอบการตัดสินใจเพื่อพิจารณาภาพรวมของระบบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นไปแล้วในอดีต ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจแบบ Macro อีกกลุ่ม คือ ข้อมูลที่ใช้ในการพยากรณ์เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตัวแปรเหล่านี้ถ้าเราเข้าใจมัน และสามารถวิเคราะห์ ถอดรหัสถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ เราก็สามารถที่จะคาดการณ์ภาวการณ์ทางเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างแม่นยำ แน่นอนว่าแม่นยำกว่าคนที่ไม่มีข้อมูล หรือมีข้อมูลแต่วิเคราะห์ไม่เป็นอย่างแน่นอนครับ

ตัวแปรอีกกลุ่มหนึ่ง คือตัวแปรระดับ Microeconomics ครับ ข่าวเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นและกระทบพวกเราอยู่ทุกๆ วัน เช่น ราคาทองคำ ราคาน้ำมัน อัตราเงินเฟ้อ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หลายๆ คนอาจได้ยิน แต่แปลความหมายที่ซ่อนอยู่ในนั้นไม่ได้ เช่น ได้ยินว่า น้ำมันดิบราคาเพิ่มขึ้น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แล้วไงเหรอ บาร์เรลนึงนี่มันใหญ่ขนาดไหนนะ ไม่เป็นไรหรอกเราเติมโซฮอล์ 91 ราคาคงไม่ขึ้นมั้ง เค้าบอกน้ำมันดิบนี่น่า แต่สำหรับคนที่พอจะแปลสัญญาณนี้ได้อย่างน้อยก็ประหยัดเงินได้บ้างจากการไปเตอมน้ำมันไว้ก่อนล่วงหน้าครับ รถยนต์คันนึงเติมเต็มถัง 60 ลิตร ถ้าประหยัดได้ลิตรละ 30 สตางค์ก็ประหยัดได้เกือบ 20 บาทนะครับ อย่างน้อยก็ซื้อขนมให้ลูกทานได้เพิ่มขึ้นนะครับ ดังนั้นข่าวสารข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ล่ะครับที่ผมจะเอามาค่อยๆ อธิบายให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจในตอนต่อๆ ไปเพื่อประกอบการตัดสินใจของท่านให้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นเรามาเปลี่ยนตัวเองจากนักอ่านข่าวเศรษฐกิจ มาเป็นนักวิเคราะห์เศรษฐกิจด้วยตัวคุณเองดีกว่าครับ

โดย piti31

 

กลับไปที่ www.oknation.net