วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตระ...แผ่นดินเดือด เหนือเทือกบรรทัด (ตอนที่ 2)


กว่าวงคุยจะเลิกรา พระจันทร์ครึ่งซีกคล้อยต่ำลับทิวเขาไปตั้งแต่ยามใดไม่รู้ตัว ระเบียงแคบๆด้านหลังศาลาจึงกลายเป็นห้องนอนแสนวิเศษ ความโล่งโปร่งมองเห็นเงาไม้ตะคุ่มอยู่รอบๆ ชวนฝัน เสียงสายฝนโปรยสายมาบางบาง ชวนให้หาวนอน แต่ทว่าตาฉันยังแข็งค้าง ยากจะหลับลง เพราะในหัวสมองยังอื้ออึงไปด้วยเรื่องราวที่ได้รับรู้มา

“ถัดจากห้วยลาสองชั้นเป็นเขาตู ทวดเล็กจะแสดงร่างเป็นงูบองหลาบ้าง เสือบ้าง ให้เห็นอยู่บ่อยๆในบริเวณนั้น ทวดเล็กศักดิ์สิทธิ์นะ คนบนบานทวดเล็กกัน มีทั้งผู้ใหญ่บ้านทั้งอบต. เขามาแก้บนด้วยแกงแพะ เพราะบนให้ได้รับการเลือกตั้ง”

“คนโบราณที่คนเฒ่าคนแก่นับถือ และเล่าต่อๆกันมา ว่าเป็นผู้ดูแลบ้านเมืองแถบนี้มีอยู่หลายคน เช่น ทวดเล็ก ทวดสีหนังหลี ตาหมอเหลียน พ่อเนื้อเนียนยิ้มแย้ม แหลมหยงตาร์ แม่ท่องให้ผมฟัง  ทุกครั้งต้องเอ่ยชื่อทวดเล็กก่อน ทุกคนเป็นเกลอกัน อย่างทวดสีหนังหลีนี่ มาจากนครฯ มาอยู่ปะเหลียน  เป็นตาผ้าขาว นี่เป็นความเล่ามาแต่โบราณนะ ที่นี่ยังมีหลุมศพทวดเล็ก ส่วนทวดสีหนังหลีหลุมศพ อยู่ควนไม้ดำ.. พ่อเนื้อเนียนยิ้มอแย้ม อยู่ที่แหลมหยงสตาร์ ทุกคนเป็นอิสลาม”

น้าโหยก คนเล่าเรื่องนี้ อายุก็ไม่ใช่น้อย เนื้อหาบางตอนสอดคล้องกับข้อมูลประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่บันทึกไว้

“ต้นตระกูลของทวดเล็กมาจากชวา หนีสงครามแย่งอาณานิคมของฝรั่ง มาขึ้นบกที่หัวเขาแดง ริมทะเลสาบปากอ่าวสงขลา ตาของทวด ชื่อ ดะโต๊ะโมกอล พาสมาชิกมาสร้างบ้านสร้างเมืองทำมาค้าขายกับพวกพ่อค้าทางทะเล และดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ปราบปรามโจรสลัดจนกระทั่ง “สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม”  แห่งกรุงศรีอยุธยา  รับรู้จึงแต่งตั้งให้เป็นข้าหลวงใหญ่ สำเร็จราชการเมืองพัทลุง”   

“เมื่อดะโต๊ะโมกอลถึงแก่กรรม ใน พ.ศ.2163 บุตรชายคนโต คือ“สุลัยมาน”  ได้เป็นเจ้าเมืองแทน และได้ให้ฟารีซี  น้องชายคนรองเป็นปลัดเมือง  และให้ “เล็ก”ซึ่งเป็นหลาน มหาดเล็กคนสนิทของฟารีซา”

“ต่อมาสมัย “สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง” หัวเมืองทางใต้ ทั้งนครศรีธรรมราชและปัตตานีแข็งเมือง สุลัยมานได้ประกาศแข็งเมืองต่อกรุงศรีอยุธยา และไม่ขึ้นต่อนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นเมืองเอก  พร้อมทั้งสถาปนาเมืองสงขลาเป็นรัฐสุลต่าน  ตั้งแต่ พ.ศ.2185  จึงมีพระนามว่า “สุลต่านสุลัยมาน”  หรือ“พระเจ้าเมืองสงขลา”  นับแต่นั้น”

“สุลต่านสุลัยมานให้ฟารีซี  หรืออีกชื่อหนึ่งที่ชาวบ้านรู้จักคือ “ทวดโหม” คุมกำลังไปสร้างเมืองใหม่ที่เขาไชยบุรี เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่อาณาจักรสุลต่าน อาณาจักรสุลต่านมีความเจริญรุ่งเรืองและเติบโตอย่างรวดเร็ว  เนื่องจากเป็นเมืองท่าการค้าที่สำคัญ  โดยสินค้าหลักคือ  พริกไทย  และรังนก  นอกจากนี้ยังมีสินค้าจำพวกถ้วย  จาน  ชาม  และอื่นๆ  อีกด้วย  เมื่อสุลต่านสุลัยมานสิ้นชีวิต  ใน  พ.ศ.2211 บุตรชายคนโต  คือ “มุสตาฟาร์”  ก็ได้เป็นสุลต่านปกครองเมืองแทน  จนกระทั่ง  พ.ศ.2223  ในช่วงปลายสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช รัฐสุลต่านถูกกรุงศรีอยุธยาเข้ายึดและเผาเมือง”

“เมื่อสิ้นอาณาจักรสุลต่าน  ทวดโหมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองพัทลุง ภายใต้การปกครองของเมืองนครศรีธรรมราชและกรุงศรีอยุธยา  ประมาณ  พ.ศ.2225 ทวดโหมได้คุมทัพไปตีเมืองไทรบุรี  แต่ในระหว่างเดินทัพนั้นทวดโหมได้ล้มป่วยเป็นไข้ป่าอย่างรุนแรงจนถึงแก่กรรมที่บ้านซัด  หรือในพื้นที่ตำบลชะรัต  อำเภอกงหรา  จังหวัดพัทลุงในปัจจุบัน  สุสานทวดโหมยังคงได้รับการเคารพจนกระทั่งปัจจุบัน”

“เมื่อทวดโหมสิ้นชีวิต  ทวดเล็กที่ได้ติดตามทำสงครามร่วมกันตลอดมา ได้มาอาศัยที่บ้านสระ เขตเมืองปะเหลียน  จึงได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าเมืองปะเหลียน  ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของเมืองพัทลุง  ให้เป็น  “หมื่นเสนาะคีรี” มีหน้าที่ดูแลบ้านสระและบ้านหัวช้าง” 

“สุสานของทวดเล็กฝังอยู่ที่บ้านตระ ปัจจุบันผู้คนบ้านตระยังคงบนบานกราบไหว้ทวดเล็กด้วยความเคารพศรัทธา ต่างช่วยกันตกแต่งสถานที่ของทวดเล็ก  และทำบุญในสุสานเป็นประจำทุกปี”

บ้านสระในการดูแลของทวดเล็ก คือบ้านตระนี้เอง  สำเนียงท้องถิ่นยามออกเสียงสองคำนี้จะใกล้เคียงกันมาก

.

.

.

บ้านสระ  เส้นทางการค้าโบราณ

“บ้านสระ  เป็นหมู่บ้านที่อุดมสมบูรณ์และเจริญ  เป็นเส้นทางผ่านระหว่างสองฝั่งทะเล  จึงเป็นเส้นทางการค้าในยุคเรือสำเภา  พ่อค้าแขกเทศที่มาจากฝั่งตะวันออกมักจะผ่านบ้านสระ เพื่อนำเครื่องเทศและผ้าไปขายยังฝั่งตะวันตก  โดยนำเอาศาสนาอิสลามมาเผยแพร่ด้วย  ส่วนพ่อค้าฝั่งตะวันตกมักจะผ่านบ้านสระเพื่อนำเครื่องถ้วยชาม, หม้อข้าว, หม้อแกง  ไปขายยังฝั่งตะวันออก 

ในส่วนขบวนหนังตะลุงและมโนราห์  เมื่อจะไปแสดงที่เมืองเหลียน (ปัจจุบันคืออำเภอปะเหลียน)  ก็ต้องหยุดแสดงที่บ้านสระก่อน  พอเสร็จการแสดงขากลับก็ต้องหยุดแสดงที่บ้านสระอีก  เพราะชาวบ้านสระในสมัยนั้นมีข้าวกินเหลือเฟือและมีเงิน เพราะมีทุ่งนากว้างใหญ่  สามารถปลูกข้าวและเลี้ยงสัตว์ได้มาก  พวกที่เดินทางผ่านบ้านสระไม่ว่าพ่อค้าหรือนักแสดง จะต้องหยุดเคารพสุสานทวดเล็ก มีความเชื่อกันว่าถ้าบุคคลใด คณะใดไม่เคารพกราบไหว้ทวดเล็ก ผู้นั้นต้องเกิดอาเพศอย่างหนึ่งอย่างใด  แม้กระทั่งหนังตะลุงและมโนราห์  ก็ยังแสดงที่สุสานทวดเล็ก”

“หลักฐานที่พอจะยืนยันว่าเป็นชุมชนเก่าแก่  เช่น  กุโบร์หรือสุสาน  3  แห่ง สวนสมรมเก่าแก่  ทั้งทุเรียน ยางพารา มะพร้าว หมาก มังคุด ลางสาด  ต้นทุเรียนและต้นยางพาราที่ใหญ่ที่สุดมีขนาด  4-5  คนโอบเลยทีเดียว” 

“มะ...ปะ ของฉันเกิดที่นี่ ตายที่นี่  ฝังอยู่กุโบร์นี้...” ผู้พูดเกิดในชุมชนบ้านสระ มีอายุ 80 กว่าปีแล้ว

 “เมื่อยายจำความได้ก็เห็นสวนยางต้นโตแล้ว” ยายนาง  เพชรพริ้ง  อายุ  93  ปี บอกอย่างนั้น  ยายยังบอกอีกว่า

“ปะของปะได้นำเมล็ดยางมาจากมาเลเซีย  พร้อมกับเมล็ดโหงเทศ(สบู่ดำ) มาปลูก  แต่ไม่มากนัก  แต่พอรุ่นปะของยาย  ต้นยางก็ได้ขยายเป็นสวน  แต่ต้นโหงเทศไม่ได้ขยายเป็นสวนเหมือนต้นยาง  เพราะรุ่นปะ  รุ่นยายได้ใช้แค่น้ำมันยาง  ต้นโหงเทศมีไม่มากเหมือนต้นยาง” 

"ปะของยายเกิดที่นี่  ตายที่นี่  และฝังไว้ที่อุโบร์บ้านตระ  กุโบร์บ้านตระเป็นกุโบร์แห่งที่สองที่ใช้ฝังศพคนรุ่นปะรุ่นมะ  ก่อนรุ่นปะมะไม่ได้ใช้อุโบร์แห่งนี้  แต่ใช้อุโบร์เขานุ้ย - คลองตระ  ซึ่งเป็นกุโบร์ที่สำคัญ  คนที่สำคัญก็ถูกฝังไว้ที่นั่น  ทวดเล็กเองก็อยู่ที่นั่นด้วย”

“ที่กุโบร์เขานุ้ย ยังมีสุเหร่าที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนด้วย” 

บ้านตระ  ในยุครัตนโกสินทร์

การปกครองที่สร้างความลำบากให้ชาวบ้านนั้น  เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่  5  ตั้งแต่  พ.ศ.2435 เป็นต้นมา รัฐเรียกเก็บภาษีรายหัวจากผู้ชายที่มีครอบครัว  เรียกกันว่า  “ภาษี  4  บาท”  การเก็บภาษีดังกล่าวชาวบ้านเดือดร้อนมาก  เพราะในสมัยนั้นชาวไร่ชาวนาไม่ได้สะสมเงินตรา  รายได้ในรูปแบบของเงิน จะได้มาจากการค้าขายเท่านั้น  การเก็บภาษี  4  บาทจึงส่งผลให้เกิดโจรลักวัวควายและปล้นทรัพย์สินจากคนที่มีอันจะกินเพื่อนำไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ยากจน ในยุคนี้จึงมีจอมโจรดังๆ หลายคนในเขตพัทลุง บางคนมาฉุดลูกสาวชาวบ้านตระเป็นเมีย

พ.ศ.2457  มีการกำหนดเขตพื้นที่เป็นจังหวัด  อำเภอ  และตำบล  มีการตั้งฝ่ายปกครองท้องที่  ทั้งกำนันและผู้ใหญ่บ้าน  ในส่วนบ้านตระ  ต้องขึ้นกับเขตการปกครองตำบลทุ่งหว้า  อำเภอทุ่งหว้า  จังหวัดสตูล  ได้มีการแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านคนแรก  ใน  คือ  “นายมูสา  การะนิล”  การปกครองในสมัยนั้นได้นำหลักการของศาสนาอิสลามมาใช้ในการปกครองด้วย 

นายมูสาปกครองชาวบ้านตระประมาณ  100  ครัวเรือน  ซึ่งแบ่งเป็น  3  หย่อมบ้าน  ได้แก่  บ้านตระ บ้านคลองโต๊ะงั่ง  และบ้านน้ำคราม  ในช่วงนั้นมักจะทำกิจกรรมต่างๆ  ที่บ้านตระเป็นหลัก  เพราะเป็นพื้นที่ตรงกลางและเป็นชุมชนหลัก 

ในช่วงที่นายมูสาเป็นผู้ใหญ่บ้านได้เกิดเหตุการณ์สำคัญคือการระบาดของไข้น้ำ  หรือไข้ห่า  ไข้น้ำทำให้ชาวบ้านตระเสียชีวิตจำนวนมาก  รวมทั้งนายมูสา  ส่งผลให้มีการอพยพชาวบ้านไปอยู่หมู่บ้านใกล้เคียงในช่วงผู้ใหญ่บ้านคนต่อมา 

ต่อมา  ประมาณก่อน  พ.ศ.2500  เล็กน้อย  ไข้น้ำได้ห่างหายไปจากบ้านตระ และทางราชการได้ปราบโจรที่มาปล้นข้าวของชาวบ้าน  ลูกหลานบ้านตระจึงทยอยกลับมาทำกินในที่ดินของบรรพบุรุษอย่างถาวรอีกครั้ง  ทำให้หมู่บ้านกลับมามีชีวิตชีวา 

พ.ศ.2495  ทางราชการมีนโยบายออกเอกสารสิทธิ์ให้ชาวบ้าน  โดยให้ชาวบ้านตระไปจัดทำหนังสือสิทธิการครอบครองที่ดิน  (สค.1) ที่อำเภอละงู  แต่ผู้ใหญ่บ้านไม่ได้อยู่ที่บ้านตระ  จึงไม่ได้ดำเนินการเต็มที่  นอกจากนี้หลายคนไม่ทราบข่าวและเห็นว่าการติดต่อทางราชการนั้นยุ่งยากก็เลยตกสำรวจ  ส่วนคนที่จัดทำ  สค.1  นั้นต่างแจ้งเนื้อที่ที่ดินต่ำกว่าความเป็นจริง  เนื่องจากกลัวว่าจะต้องเสียภาษีมาก

พ.ศ.2514  เกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงระหว่างรัฐกับประชาชน  ส่งผลให้เกิดคอมมิวนิสต์หรือ  กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย  (ท.ป.ท.)  ขึ้น  ท.ป.ท.  ได้ขยายฐานทัพเข้ามาในบริเวณพื้นที่เทือกเขาบรรทัด  โดยเลือกป่าบริเวณบ้านตระเป็นฐานทัพระดับกองพันรัฐบาลปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างหนัก  ส่งผลให้ชาวบ้านตระต้องอพยพออกจากหมู่บ้านอีกครั้งหนึ่ง  และกลับเข้ามาในบ้านตระหลังเหตุการณ์สงบ  เมื่อรัฐบาลดำเนินนโยบาย  66/23 

และปัจจุบัน ชาวบ้านตระ อาจถูกอพยพออกอีกครั้ง  ถ้ากฎหมายป่าไม้และกลไกรัฐคิดว่าชาวบ้านเป็นผู้ทำลายป่า

สิ่งที่ฉันได้ยินมาเมื่อตอนหัวค่ำ จึงยืนยันได้ว่าไม่ใช่อุดมการณ์เลื่อนลอย เพราะพวกเขาได้ร่วมกันดูแลชุมชนและดูแลสิ่งแวดล้อมกันอย่างจริงจัง ด้วยกฎกติกาที่ร่วมกันตั้งขึ้นมา

กฎกติกาของชุมชน มีผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. สารวัตรตำรวจ นายอำเภอ เป็นพยานรับรองทุกครั้ง เช่น

การดูแลรักษาป่า ระยทางสี่สิบเมตรที่ห่างจากพื้นที่สวน ห้ามตัดไม้ทำลายสภาพป่าอย่างเด็ดขาด

การรักษาต้นน้ำลำธาร ให้ทำบ่อพักน้ำทิ้งที่เหลือจากการทำแผ่นยาง ป้องกันการไหลลงลำธาร

ห้ามไม่ให้ช๊อตปลาในคลอง  เพราะปลาที่นี่ยังมีอยู่ชุกชุมหลากหลายชนิด กบภูเขาก็ยังมีมาก ห้ามไม่ให้หาปลาเพื่อขาย ให้หาแค่พอกิน ส่วนการป้องกันคนข้างนอกมาหาปลา ได้ประสานเจ้าหน้าที่ป่าไม้ให้คอยป้องกันคนที่มาหาปลาถ้ามีกล่องน้ำแข็งมาด้วย ห้ามไม่ให้เข้ามาเด็ดขาด เพราะนั่นคือการหาปลาจำนวนมากเกินไป

.

.

ให้เว้นป่า และปลูกป่าริมคลอง ระยะห่างจากพื้นที่สวน  20 เมตร

การสร้างบ้านให้ใช้ไม้ล้มหมอนนอนไพร แต่ถ้ามีความจำเป็นที่จะตัด ต้องเสนอที่ประชุมของกรรมการชุมชนให้พิจารณาอนุมัติ

ห้ามล่าสัตว์ป่าขนาดใหญ่

ห้ามไม่ให้ชักชวนคนข้างนอกเข้ามาอยู่อีก เพราะเขาอาจต้องตัดไม้ทำลายป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่ทำกิน คนที่อยู่เดิมจะต้องช่วยกันควบคุม

.

.

ดังนั้น การแบ่งชุมชนออกเป็นเขตการปกครอง 9 โซน ตามลักษณะพื้นที่ เพื่อให้มีการกระจายการดูแลสมาชิกของชุมชนและดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างทั่วถึงจริงๆ

.

.

นอกจากนั้น ชุมชนยังมีกองทุนเพื่อการพึ่งตนเอง  เช่น

ปี 2546 ได้ตั้งกองทุนข้าวสาร จนกระทั่งข้าวสารเหลือ จึงเปลี่ยนมาเป็นกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ แบ่งกลุ่มตามหย่อมบ้าน เพราะพื้นที่อยู่ไกลกัน มีการออมเงินทุกเดือน เพื่อให้เกิดการพบปะพูดคุยกันเป็นประจำ เงินที่สะสมนี้ ส่วนหนึ่งมาเป็นสวัสดิการสมาชิก ในเวลาเจ็บป่วยต้องนอนโรงพยาบาล และให้กู้ในอัตตราดอกเบี้ยต่ำ

กองทุนพิเศษ ที่เป็นการจัดเก็บเงิน 30 บาท/เดือน/ครอบครัว เพื่อการพัฒนาชุมชน เช่นการทำถนน การทำสำนักงานชุมชน สมทบให้กับโรงเรียนที่ลูกหลานเรียนอยู่ข้างล่าง ปีละ 500 บาท

จ่ายให้สำนักงานกลางของเครือข่ายรักเทือกเขาบรรทัดที่ตั้งอยู่ที่เมืองทับเที่ยง  เดือนละ 600 บาท

.

.

มีสหกรณ์ร้านค้า ที่สมาชิกแบ่งปันกำไรได้ทุกสิ้นปี

รวมจำนวนเงินที่ออมในกองทุนต่างๆของชุมชนประมาณ 900.000 กว่าบาท

ส่วนการเป็นสมาชิกองค์กรชุมชน ไม่ได้บังคับให้ต้องมาเป็นสมาชิก เพราะบางคนที่ไม่ชอบกฏระเบียบ หรือมีบ้านอยู่ข้างล่าง ไม่สามารถมาร่วมประชุมได้ทุกครั้ง แต่กฏระเบียบที่เราตั้งเอาไว้ เขาต้องรับรู้เพราะเป็นกฏบังคับใช้ ที่ทางอบต.ต้องร่วมดำเนินการ

.

.

ปัจจุบันชุมชนบ้านตระ มีสมาชิกองค์กรชุมชนบ้านตระ จำนวน 125 ครัวเรือน ที่ไม่เป็นสมาชิกราวๆ 40 กว่าครอบครัว ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาต่อการจัดการชุมชนแต่อย่างใด เพราะล้วนแต่เป็นญาติมิตรใกล้ชิด สามารถทำความเข้าใจกันได้

.

.

เพียงขอให้ “โฉนดชุมชน” ได้รับการยอมรับอย่างถูกต้องตามกฏหมาย

เมื่อนั้น ปัญหาทั้งหลายคงจบสิ้นลง หรือ จบลงบ้างในบางเรื่องก็ยังดี

คืนนี้ ฉันขออธิษฐานต่อทวดเล็ก

ขอให้ความดีงาม จงมีชัย...!!! 

""""""""

หมายเหตุ... “โฉนดชุมชน” เป็นรูปแบบการบริหารจัดการ  การใช้สิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา 66 แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นสิทธิรวมหมู่ของชุมชนในการจัดการครอบครองที่ดินและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ดิน  เพื่อสร้างความมั่นคงในการถือครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินของชุมชน และเป็นการรักษาพื้นที่เกษตรในการผลิตพืชอาหารในการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร โดยเลือกรูปแบบการผลิตที่สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น และระบบนิเวศน์ รวมทั้งการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สมดุล” 

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net