วันที่ ศุกร์ สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทำไมนักเศรษฐศาสตร์จึงมักจะพยากรณ์เศรษฐกิจผิดพลาด


คู่มือการอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจ ตอนที่ 2

ทำไมนักเศรษฐศาสตร์จึงมักจะพยากรณ์เศรษฐกิจผิดพลาด

            หลายๆ ท่านคงเคยคิดในใจว่านักเศรษฐศาสตร์ที่ออกมาพยากรณ์เศรษฐกิจมักจะทำนายผิด พยากรณ์พลาด คาดการณ์เศรษฐกิจเหมือนหมอเดามากกว่าหมอดูด้วยซ้ำ เช่น ท่ามกลางวิกฤตการเงินโลกในปัจจุบัน เมื่อปลายปีที่แล้ว (2551) ก็มีนักเศรษฐศาสตร์นักการเงินหลายท่านออกมาบอกว่า เศรษฐกิจโลกถึงจุดตกต่ำที่สุดแล้ว ต่อไปก็จะเริ่มฟื้นตัวขึ้น แต่แล้วเราก็ได้เห็นว่าในปีนี้ (2552) เศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกก็ยังคงฟุบตัวอยู่อย่างต่อเนื่อง  เมื่อ 1 – 2 เดือนที่แล้ว (มิถุนายน – กรกฎาคม 2552) ก็มีนักเศรษฐศาสตร์หลายท่านออกมาวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มแสดงให้เห็นภาวะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแล้ว โดยพิจารณาจากข้อมูลตัวเลขการลงทุนซื้อเครื่องจักรของภาคอุตสาหกรรม ตัวเลขยอดขายบ้านในตลาดมือหนึ่งและมือสองที่ขยายตัว และตัวเลขคำสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรมที่เพิ่มสูงขึ้น แต่พอผ่านเข้ามาถึงเดือนปัจจุบัน (สิงหาคม 2552) เมื่อเห็นตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของผู้บริโภคสหรัฐ และตัวเลขอัตราการว่างงาน ก็กลับเป็นการตอกย้ำว่าวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐยังคงอยู่และยังไม่ผ่านพ้นไปได้ง่ายๆ ผมขออาสามาเล่าให้ฟังครับว่า ทำไมกูรูทางเศรษฐกิจเหล่านี้ถึงวิเคราะห์ข้อมูลทางเศรษฐกิจและพยากรณ์ผิดพลาดได้ขนาดนี้

            ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจาก โดยปกติแล้วนักเศรษฐศาสตร์จะคำนวณ วิเคราะห์ และพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ อยู่บนหลักการของเหตุและผลหรือที่เรียกว่า Rational Expectations ดังนั้นแม้ว่าเราจะไม่สามารถคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตได้อย่างถูกต้องแม่นยำ 100% แต่นักเศรษฐศาสตร์ก็จะทำการคาดการณ์อย่างมีระบบและไม่ลำเอียงไปในทิศใดทิศหนึ่งอย่างมีอคติ โดยอาศัยข้อมูลที่มากที่สุดเท่าที่จะสามารถหาได้ในขณะนั้น (although the future is not fully predictable, agents' expectations are assumed not to be systematically biased and use all relevant information in forming expectations of economic variables.)

            ดังนั้นการพิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้ก็จะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าทำไมนักเศรษฐศาสตร์จึงมักจะพยากรณ์เศรษฐกิจผิดพลาด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าระยะทางจากกรุงเทพถึงเชียงใหม่เท่ากับ 800 กิโลเมตร ถ้านาย ก. ขับรถด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตร/ชั่วโมงบนถนนที่มีคุณภาพดี ทัศนวิสัยเยี่ยม นักเศรษฐศาสตร์หรือใครก็ตามก็สามารถพยากรณ์ได้ว่าในอีก 10 ชั่วโมงข้างหน้านาย ก. จะสามารถขับรถไปถึงเชียงใหม่ได้ ซึ่งการพยากรณ์ลักษณะนี้ต้องถือว่าถูกต้องแม่นยำที่สุดแล้วเท่าที่ข้อมูลจะเอื้อให้สามารถคาดการณ์ได้

แต่หลังจากพยากรณ์ออกไปแล้ว ถ้าปัจจัยภายในเปลี่ยนไป เช่น นาย ก. ขับรถเร็วขึ้นเป็น 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง นาย ก. ก็เลยไปถึงเชียงใหม่ได้ภายใน 8 ชั่วโมง หรือถ้านาย ก. ใจร้อนอยากไปถึงเชียงใหม่ภายใน 4 ชั่วโมง เขาเลยกดคันเร่งไปที่ 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง แล้วแหกโค้ง เลยไม่เคยไปถึงเชียงใหม่เลยก็เป็นไปได้ หรือในทางตรงกันข้าม มีปัจจัยภายนอกมากระทบ เช่น เกิดฝนตกหนัก ทัศนวิสัยไม่ดี รถติด ขับรถที่ความเร็ว 80 กิโลเมตร/ชั่วโมงไม่ได้ ต้องขับที่ความเร็วเฉลี่ย 50 กิโลเมตร/ชั่วโมงและไปถึงเชียงใหม่ในอีก 16 ชั่วโมงต่อมา ดังนั้นเมื่อปัจจัยทั้งภายในและภายนอกของสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์พยากรณ์ไว้เปลี่ยนแปลงไป ความผิดพลาดของการคาดการณ์ย่อมเกิดขึ้นได้

ในระบบเศรษฐกิจ การคาดการณ์ยิ่งเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การคาดการณ์อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศโดยคาดการณ์อัตราการเปลี่ยนแปลงของ GDP (Gross Domestic Product มูลค่าผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ) ว่าปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะโตขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่คาดการณ์ยากขึ้นไปอีก เพราะปัจจัยภายในคือมูลค่าการทำงานของคนในประเทศไทยทั้งประเทศ (ที่มีประชากร 66.32 ล้านคน และมีกำลังแรงงาน 37.7 ล้านคน) เป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดและยังขึ้นกับจำนวนคนอีกมากมายในระบบเศรษฐกิจ และยังต้องคำนึงถึงปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า เศรษฐกิจและนโยบายการลงทุนของประเทศผู้ลงทุน ฯลฯ ดังนั้นการคาดการณ์ในหัวข้อเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่มีพลวัตร (Dynamic) มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และทำให้การวิเคราะห์ คาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์เกิดความผิดพลาดได้เสมอ

นอกจากนั้นแล้ว ในบางครั้งเมื่อนักเศรษฐศาสตร์พยากรณ์และเตือนถึงปัญหาทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น แล้วทำให้เกิดการปรับตัว ไหวตัวทัน รีบแก้ต้นตอของปัญหาก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น เพื่อลดปัจจัยที่จะทำให้เกิดปัญหานั้นลง ถ้าเป็นเช่นนี้ ปัญหาทางเศรษฐกิจที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ก็อาจจะไม่เคยเกิดขึ้นเลยก็เป็นไปได้ และในทางตรงกันข้าม การคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจก็อาจจะไม่เคยเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน เมื่อปัจจัยต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป

แต่แน่นอน นักวิเคราะห์ หรือนักพยากรณ์เศรษฐกิจที่เก่งๆ ย่อมต้องคาดการณ์ถึงตัวแปรต่างๆ หรือปัจจัยต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปนี้อย่างรอบคอบและบรรจุสถานการณ์เหล่านี้เข้าไปไว้ในการวิเคราะห์หรือในการทำแบบจำลองทางเศรษฐกิจอย่างระมัดระวังเพื่อให้ผลการวิเคราะห์ของเขาถูกต้องใกล้เคียงโลกความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การคาดการณ์ถึงปัจจัยแวดล้อมที่ต่างกัน ก็ย่อมทำให้นักเศรษฐศาสตร์แต่ละท่านหรือแต่ละสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจได้ผลออกมาแตกต่างกัน และตรงนี้คือจุดแตกต่างระหว่างนักเศรษฐศาสตร์ที่สามารถพยากรณ์เศรษฐกิจได้ย่างแม่นยำกับนักเศรษฐศาสตร์ทั่วๆ ไปที่อาจจะพยากรณ์โดยไม่คำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมอย่างรอบด้าน

แต่อย่างไรก็ตามข้อสรุปที่สำคัญที่สุดก็คือ การเลือกใช้ข่าวสารข้อมูลที่มีอยู่ เลือกใช้ให้ถูกตัว วิเคราะห์ให้ถูกต้อง จึงน่าจะเป็นหลักการที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เราสามารถวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำมากที่สุด

โดย piti31

 

กลับไปที่ www.oknation.net