วันที่ เสาร์ สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วารสาร เปลื้อง เล่มใหม่ออกแล้วจร้า..........(อ่านบทบรรณาธิการ บัดเดี๋ยวนี้!!! อิอิ)


คัดจากคอลัมน์ บทบรรณาธิการ
วารสารเปลื้อง Vol.2

เราไม่อาจเข้าใจตราบใดที่...
โสพล อักษรเนียม


พูดไปก็น่าอาย แต่ สารภาพตามตรง แม้ริอ่านที่จะทำสื่อ
กับเขาด้วยกันคนหนึ่ง แต่ทุกวันนี้ผมแทบไม่ได้บริโภค
ข่าวสารตามหน้าหนังสือพิมพ์รายวันแต่อย่างใดเลยครับ

จะมีอยู่บ้างก็เป็นเพียงนิตยสารรายสัปดาห์หนึ่งฉบับ และ
รายเดือนอีกไม่น่าจะเกินสอง

ข่าวโทรทัศน์นั้นไม่ต้องพูดถึง ให้เวลาสักห้านาทีสิบนาที
ผมก็คงนึกไม่ออกว่านั่งดูบรรดาขาเมาท์เล่าข่าวครั้งสุดท้าย
เมื่อไหร่

กล่าวเช่นนี้ ไม่ได้เอาเท่ตามสมัยนิยมที่ต้องมีวิธีคิดขบถ
กระแสหลักนิดๆ บุคลิกดิบหน่อยๆ จึง(เหมือน) จะดูดีมี
สาระ(และสาวๆชอบ)

แต่มันเป็นปกตินิสัยที่กลายเป็นสันดานไปแล้วตั้งแต่
เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

ผมเองก็ไม่รู้นะครับว่า คุณลักษณะของคนทำสื่อมีอะไรบ้าง
แต่เข้าใจว่านิ สัยเช่นนี้คงไม่ใช่สิ่งที่พึงปรารถนานัก

คงไม่มีนักสื่อสารมวลชนคนไหนในโลกนี้ ที่ผลิตงานดีๆมี
ประโยชน์ออกมา โดยที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ตอนนี้ชาวบ้านร้านช่อง
เขากำลังสนใจเรื่องอะไรกันอยู่ !? 

แต่ก็นั่นแหละครับ โลกในยุค “ข่าวสารท่วมหัว เอาตัวให้รอด”
เช่นทุกวันนี้ แม้เราจะปฏิเสธมันเพียงไหน แต่วันดีคืนดีข่าวสาร
ก็จะมาเยี่ยมเยือนเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่งจนได้

อย่างตัวผมเอง แม้จะมีนิสัยแย่ๆอย่างที่ว่า แต่เดือนสองเดือน
ก่อน ก็มีข่าวชิ้นหนึ่งจากหน้าหนังสือพิมพ์คมชัดลึก แสดงตัว
เข้ามาทักทายแบบที่ผมเองไม่ได้ตั้งใจนัก

แต่พอมันเข้ามาหา  มองกลับก็หมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับข่าวชิ้น
นั้นหลายวันทีเดียว

“...เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ยายทองใช้ชีวิตอย่าง “เสดสา” 
อยู่ในกระต๊อบหลังซอมซ่อ หาเลี้ยงชีวิตตัวคนเดียวด้วยการ
หักไม้หักฟืนวางขายข้างถนน มัดละห้าบาท สิบบาทตามยถา 
ที่น่ารันทดคือ ด้วยวัยเจ็ดสิบกว่าปีดวงตาของยายฝ้าฟางจน
แทบมองอะไรไม่เห็น...”

นี่คือเนื้อหาข่าวอย่างสรุปที่เข้ามาทักทายผมแบบไม่ได้ตั้งใจ
ชิ้นนั้น

ผมไม่แปลกใจนะครับว่าทำไมโครงเรื่องชีวิตที่ไม่ต่างอะไร
กับพล็อตวรรณกรรมเพื่อชีวิตเมื่อสองสามทศวรรษก่อนชิ้นนี้ 
ยังสามารถกระตุกต่อมมนุษยธรรมของใครต่อใคร จนหลังข่าว
ถูกนำเสนอจึงสามารถ ร้างกระแส ให้มืออัน ปรารถนาดี
มากมายยื่นเข้าไปช่วยเหลือ

บรรดากาชาดจังหวัดเอย หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเอย
ต่างก็นั่งไม่ได้นอนไม่หลับกันจ้าละหวั่น

พูดอย่างไม่เสแสร้ง ผมชื่นชม จิตใจ ของมืออันปรารถนาดี
เหล่านั้นไม่น้อยที่แลเห็นความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์

แต่โดยส่วนตัว พูดอย่างไม่กลัวจะถูกกล่าวหาว่าแล้งน้ำใจ
ไร้มนุษยธรรม หรือกลัวเสียบุคคลิกภาพอะไร  สารภาพตาม
ตรงว่าเนื้อหาข่าวลักษณะนี้กระตุกผมได้เพียง เล็กน้อย
เท่านั้นครับ

ทว่าสิ่งที่ทำให้ให้ผม  “สะอึ”  เอามากๆกลับมาจาก เหตุผล
เล็กๆที่สืบเนื่องมาจากการช่วยเหลือของมืออันปรารถนาดี
เหล่านั้น

เรื่องของเรื่องก็คือ หลังข่าวยายทองถูกนำเสนอ บรรดามือ
อันปรารถนาดีเหล่านี้ก็นำ(“จับ”)ยายทองไปอยู่บ้านพักคนชรา
และทำการรักษาดวงตาที่ฝ้าฟาง

ฟังเผินๆอาจจะเป็นวิธีการที่ดูดีนะครับ ถ้าหลังจากนั้น สองสามวัน
ยายทองไม่ร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจ บ่นอยากกลับบ้าน...อยากกลับบ้าน
(กระต๊อบ)แม้จะมีใครทัดทานและพยายามหว่านล้อมว่าจะไปห่วง
ทำไมกับสิ่งที่ไม่มีค่า

เหตุผลของยายที่อยากกลับบ้านไม่มีอะไรมาก  แต่ทำให้ให้ผม
ขนลุกซู่ทีเดียว

ยายเป็นห่วงฟืน...กลัวฟืนของยายจะเปียกฝน

ครับ “ฟืน”  มัดละห้าบาทในกระต๊อบหลังซอมซ่อซึ่งไม่มีค่าอันใด
กับมืออันปรารถนาดีเหล่านั้นเลย

ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าทำไมแค่ฟืนไม่กี่มัด จึง
สามารถสร้างความผูกพันกับวิถีชีวิต จนทำให้คนแก่คนหนึ่งจึง
สามารถร่ำไห้ออกมาโดยไม่อายเด็กๆได้ถึงเพียงนั้น

ถ้าจะให้คาดเดาก็คงพอจะคาดเดาออกแหละครับว่าทำไมจึงเป็น
เช่นนั้น แต่ตราบใดที่เราไม่กลายเป็นตัวละครอย่างยายทอง ผมว่า
ยังไงๆเราก็ไม่มีวันรู้สึก ไม่มีวันเข้าใจได้อย่างจริงๆ 

พูดไปก็คงเหมือนกับเราไม่มีวันรู้สึกหรือเข้าใจจริงๆหรอกครับว่า
ทำไมในปัจจุบันจึงมีผู้คนลุกขึ้นมาต่อสู้กับโครงการพัฒนาขนาดยักษ์
ของรัฐ(+เอกชน)จำนวนมากมาย  โดยยืนกรานเหตุผลนอกจากเรื่อง
ผลดี-ผลเสียแล้ว ยังมีหลักใหญ่ใจความอยู่ที่การปกป้องแผ่นดินถิ่นเกิด
ของตัวเองอีกด้วย

ใช่ครับ - บรรดามือที่อ้างว่าปรารถนาดีทั้งหลายไม่เคยเข้าใจ ไม่ว่า
จะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ นายทุน ฯลฯ ตราบใดที่...
(ขออนุญาตใช้คำแรงๆนะครับ)

...ตราบใดที่หลุมฝังศพพ่อของพวกคุณ ไม่ถูกนำไป ร้างหลุมส้วมเสียบ้าง !

บท บ.ก. เปลื้องฉบับนี้ขออนุญาตขึ้นต้นแบบหัวมังกุดจบด้วยท้ายมังกร
แบบนี้แหละครับ
 

โดย ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้

 

กลับไปที่ www.oknation.net