วันที่ เสาร์ สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มาฟังทัศนะของ "พิภพ ธงไชย" กับแผนพัฒนาภาคใต้


คัดจากคอลัมน์ นัยกระแส
วารสารเปลื้อง Vol.2
โดย หนุ่ม กาหรง

แผนพัฒนาภาคใต้ในทัศนะพิภพ ธงไชย

นาทีนี้ พูดถึงพิภพ ธงไชย คงไม่มีใครไม่รู้จัก

นับแต่เข้าร่วมเป็นหนึ่งในแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ชื่อของเขาก็กลายเป็น  “เซเล็บ”  ไปทั่วบ้านทั่วเมือง

ชื่นชมบ้าง นินทาบ้าง กระทั่งแม้แต่เห็นด้วยหรือ ขัดแย้งต่อสิ่งที่เขาคิด
เขาทำบ้าง ก็คงเป็นเรื่องธรรมดา ของบุคคลที่เข้าไปยืนอยู่ในวงสปอร์ตไลท์
ของสังคม

แต่เอาล่ะ อันนั้นไม่ใช่ประเด็น

ขนาด  “หัวมันขี้หนู”  ที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนในภาคใต้ทั่วหน้า ก็ยังมีผู้คน
จำนวนไม่น้อยเลือกที่จะปล่อยให้มันแห้งขอดอยู่กับถ้วยแกงส้ม

เรื่องของเรื่องก็คือ ท่ามกลางการพยายามผลักดันแผนพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้
ให้กลายเป็นแหล่งรองรับอุตสาหกรรมนับหมื่นนับแสนไร่
เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2552 ณ ห้องบรรยาย 3305 คณะทรัพยากรธรรมชาติ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ พิภพ ธงไชย
ได้แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นดังกล่าวเอาไว้ ท่ามกลางผู้ร่วมฟังแน่นขนัดห้อง

“กลุ่มทุนกับนักการเมืองมันร่วมมือกัน แล้วกำหนดทิศทางการพัฒนาให้เป็นทุนนิยม
แบบประเทศตะวันตก ซึ่งเป็นทุนนิยมที่เริ่มต้นอย่างสามานย์ เป็นทุนนิยมที่ไม่สะอาด
เพราะต้องการกำไรอย่างเดียว”

พิภพเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงที่ไปที่มาของแผนพัฒนาที่กำลังจะดำเนินการในภาคใต้
ก่อนจะยกตัวอย่างการพัฒนาลักษณะเดียวกันที่กำลังก่อปัญหาทั่วโลก โดยเฉพาะ
ในประเทศญี่ปุ่นที่ ร้างผลร้ายให้กับผู้คน กระทั่งต้องหาฐานที่ตั้งใหม่

“นักการเมืองญี่ปุ่นมันก็ไม่ได้วิเศษวิโสอะไรเลย ถึงแม้จะเป็นประเทศที่เจริญแล้ว
มันก็ร่วมมือกับกลุ่มทุน กลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อที่จะเอาเปรียบประชาชน พอมีบทเรียน
ที่มินามาตะ ชาวบ้าน นักวิชาการ ต่อสู้หนักเข้า แพ้บ้างชนะบ้าง แต่สุดท้ายก็ขับไล่
อุตสาหกรรมที่ไม่สะอาดออกจากญี่ปุ่นหมด แล้วมันก็ย้ายฝุ่นย้ายโรงงานมาตั้งที่เมืองไทย

“อุตสาหกรรมพวกนี้มันไม่คิดอะไรมาก มันเคลื่อนย้ายไปหาแหล่งที่ถูกที่สุด ที่ถูกที่สุดก็คือ
ไม่ต้องดูแล สิ่งแวดล้อม ไม่ต้องดูแลประชาชน หรือผลักภาระไปให้ตกอยู่กับประเทศอื่น
อย่างตอนนี้บาปกรรมก็มาตกอยู่ที่เรา ต่อไปถ้าเราขับไล่กันแบบนี้ ก็จะไปตกที่เวียดนาม”

พิภพสาธยายเป็นฉากๆ จนทำให้ใครต่อใครที่อยู่ในห้องประชุมคลายข้อสงสัยว่า
ทำไมในการดำเนินศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการต่างๆตามแผนพัฒนาฯ
จึงมักจะมีบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นเป็นโต้โผใหญ่

“ทางญี่ปุ่นนี่เขามีบทเรียนที่รุนแรงกว่าเรา ทั้งง่อยเปลี้ยเสียขา ของพี่น้องเราที่มาบตาพุด
อาการยังอยู่ภายในร่างกาย ยังมองภายนอกไม่ค่อยเห็น

“ที่เป็นแบบนี้ก็อย่างที่พูดในตอนแรก คือนักการเมืองกับกลุ่มทุนมันร่วมมือกัน ผมเคยไป
อภิปรายที่เวทีจะนะ ทางสภาพัฒน์ฯก็มา ทาง ปตท.ก็มา ตอนนั้นตัวแทนปตท.บอกว่า
มีทางเลือกที่จะสร้างโรงแยกแก๊สนอกจากจะนะอยู่ 5-6 ทาง ถ้าจะนะไม่เอา ปัตตานี
ยะลา ก็จะเอา ไม่มีปัญหาอะไร แต่สุดท้ายก็กดดันจะเอาที่จะนะจนได้ ไม่มีทางเปลี่ยน
เพราะนักการเมือง ทหาร ข้าราชการ ไปกว้านซื้อที่ดินไว้ก่อนแล้ว ยิ่งตอนนี้กลุ่มทุน
กับนักการเมืองมันเล่นกันหนักเกิน เล่นกันตลอดฝั่งอ่าวไทย”

จากญี่ปุ่น พิภพโยงประเด็นมาถึงจะนะ เพื่อฉายภาพให้เห็นเป็นกรณีตัวอย่างของ
แผนพัฒนา ที่มีนักการเมืองและกลุ่มทุนพยายามผลักดันอยู่เบื้องหลัง ก่อนจะเสนอ
ทางแก้

“แม้บางพื้นที่พี่น้องของเราจะยันโครงการต่างๆเอาไว้ได้  แต่ยังไงๆสุดท้าย มันก็ต้อง
ไปแก้ที่การเมืองอยู่ดี เราต้องทำให้การเมืองสะอาด

“ถึงแม้พี่น้องจะรักนายหัวชวนมาก รักประชาธิปัตย์มาก แต่ที่ผ่านมาเราก็เห็นว่าคนที่
เซ็นสัญญาโรงแยกแก๊สก็นายหัวชวน ผมจำได้ ตอนคุณทักษิณ ก็มาหลอกลวงพวกเรา
ที่ลานหอยเสียบว่าจะมีอะไรใหม่ ซึ่งมันก็พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่าการเมืองแบบนี้ไม่ใช่
ทางเดินที่เราต้องการ  เราต้องทำ ให้เกิดการเมืองใหม่”

แม้จะไม่ได้ลงลึกว่า การเมืองใหม่ที่จะแก้ไขปัญหานักการเมืองร่วมมือกับกลุ่มทุน
กำหนดแนวทางการพัฒนามาตลอดมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง แต่พิภพก็ยกวาทะ
ของท่านพุทธทา ขึ้นกล่าวอ้าง เสมือนหนึ่งเป็นวิสัยทัศน์รวบยอดของแนวทางดังกล่าว

“ผมไปอิหร่านมา จึงนึกถึงสัจธรรมที่ท่านพุทธทาสพูดว่า การเมืองกับธรรมะต้องอยู่
เป็นเรื่องเดียวกัน ที่อิหร่านนี่พวกอิหม่ามต่างๆที่ศึกษาธรรมะเป็นนักการเมือง
แล้วออกกฎหมายที่สอดคล้องกับหลักศาสนา

“เราต้องทำกฎหมายกับธรรมะให้เป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้นักการเมือง ปฏิบัติธรรม
เป็นเรื่องเดียวกัน ที่ประเทศอิหร่าน ผมถามว่า มีคนขัดข้องอะไรไหมเพราะต้อง
อยู่ภายใต้กฎข้อบังคับของศาสนาที่เคร่งครัด แต่ไปๆมาๆที่อิหร่านคนหนีออก
นอกประเทศไม่ถึง 1 % ด้วยซ้ำ”

พิภพยกตัวอย่าง ก่อนจะสรุปในประเด็นนี้ “แม้สถานการณ์โลกจะเปลี่ยน
แม้ประเทศไทยอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์ที่เราต้องเปิดประเทศ แต่เราก็ต้องเปิดประเทศ
อย่างสะอาด ระบบทุนของเราต้องสะอาด ระบบเศรษฐกิจต้องไม่มีระบบเดียวที่สามานย์
ต้องมีระบบเศรษฐกิจที่แตกต่างด้วย เช่น ปฎิบัติตามหลักศาสนา มรรค 8  อริยสัจ 4
หรือสรุปก็คือต้องประกาศพื้นที่พัฒนาตามหลักศาสนา”

โดย ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้

 

กลับไปที่ www.oknation.net