วันที่ เสาร์ สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ใครบอกว่าผู้หญิงเป็นแค่ดอกไม้.....


คัดจากคอลัมน์ “ผู้หญิงเป็นได้กว่าดอกไม้”
วารสารเปลื้อง vol.2
โดย หนุ่ม กาหรง


อีกฟากหนึ่งของหมู่เกาะ

เชื่อไหม - จนถึง พ.ศ.นี้ ยังมีผู้คนต่างภาคต่างถิ่นจำนวนมาก
ยังไม่รู้เลยว่า มีพลเมืองนับแสนๆอาศัยอยู่บนเกาะแก่งต่างๆ
ที่กระจัดกระจายอยู่ในทะเลฝั่งตะวันตกของไทย

นับแต่แถบเกาะเหลา เกาะพยาม จ.ระนอง จนถึงบริเวณเกาะหลีเป๊ะ
จ. สตูล   

กล่าวได้ว่า แค่มีที่ดินและฐานทรัพยากรให้ลงหลักปักฐาน หรือหลบลม
หลบพายุ เกาะไหนๆ ก็ไม่เคยมีแค่ต้นมะพร้าวยืนโด่เด่อยู่กลางทะเล
เหมือนกับเกาะหัวโล้นในหนังสือขายหัวเราะ ขนาดมีผืนดินแค่ไม่กี่ตารางวา
บนเกาะปันหยี จ.พังงาก็ยังมีผู้คนใช้ภูมิปัญญาปลูกบ้าน ร้างเรือนอาศัยอยู่นับ
พันๆคน   

แต่พูดไปก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกในภาคใต้ก็มีผู้คนมากมายเหมือนกัน ที่นึก
ไม่ออกหรอกว่าบนภูเขาสูงสลับซับซ้อนแถบภาคเหนือ ก็มีชีวิตผู้คนชนเผ่า
อาศัยอยู่มากมายมหาศาล    

อัลเบิร์ต ไอน์ สไตน์ เคยบอกว่า ‘จินตนาการสำคัญกว่าความรู้’     

แต่กรณีนี้ ไอน์ ไตน์ท่าจะคิดผิด !    

บรรทัดนี้ ขออนุญาตชวนท่านผู้อ่านหัวเราะอย่างสำนวน ’รงค์ วงษ์สวรรค์
เพื่อรำลึกถึงความยิ่งใหญ่ของพญาอินทรีแห่งสวนทูนอิน - HA HA HA      

หัวเราะกันแล้ว ขอตัดฉากกลับมาที่เรื่องราวของผู้คนในหมู่เกาะที่แง้มไว้
ย่อหน้าแรก โดยขออนุญาตโฟกัสภาพไปที่ ‘เกาะมุก’ ในจังหวัดตรัง ซึ่งเข้าใจ
ว่าผู้คนทั่วไปคงพอจะคุ้นชื่อคุ้นตาอยู่บ้าง ฐานะที่มันเป็นที่ตั้งของ ‘ถ้ำมรกต’ 
สถานที่ท่องเที่ยวอันดับต้นๆของทะเลอันดามัน    

ทว่า วันนี้เราไม่ได้มาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว ! เราแค่อยากพาไปรู้จัก
กับผู้หญิงในชุมชนบนเกาะแห่งนี้

ว่าแล้ว ก็ขอแนะนำ เจ๊ะสิตี หาญทะเล หรือ ‘จ๊ะปุ้ม’ และ ‘จ๊ะศรี’ -
เพ็ญศรี ทะเลลึก         
ผู้หญิงสองคนที่พยายามรวบรวมสมัครพรรคพวก ที่เป็นผู้หญิง
ด้วยกัน ดำเนินบทบาท สตรี ภายใต้ชื่อ ‘กลุ่มสตรีบ้านเกาะมุก’

ตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์สึนามิมาแล้วที่เธอทั้งสองทุ่มแรงกายแรงใจ
พยายามสร้างบทบาทผู้หญิงให้เกิดขึ้นในงานพัฒนาเพื่อความยั่งยืน
ของชุมชนชายฝั่ง โดยวางฐานที่มั่นทางความคิดไว้ที่ ‘(หาก)ฐาน
ทรัพยากรสมบูรณ์ ผู้คน(จะ)พูนสุข’  

อ่านถ้อยคำในวงเล็บ ก็คงพอเดาออกว่า ทรัพยากรทางการประมงที่นี้
นับแต่ชายฝั่งของเกาะลากลึกไปถึงก้นทะเล กำลังเสื่ออมโทรมอย่างหนัก

นี่จึงเป็นที่มาของบทบาทของพวกเธอที่ไม่อาจนิ่งทนดูสามี หรือพวกผู้ชาย
แต่ฝ่ายเดียวเท่านั้น ที่พยายามหาหนทางแก้ไข ฟื้นฟูสิ่งที่เกิดขึ้น 

 “ปกติที่นี่เมียเป็นผู้บริหารเงิน ดูแลบ้าน เวลาผัวไปทะเล เมียก็ตอกไซบ้าง
ลอบหมึกบ้าง สำรองเอาไว้ เผื่อผัวกลับมาก็ได้ใช้ต่อ”  จ๊ะปุ้ม เริ่มต้นด้วย
การบอกเล่าถึงบทบาทหลัก ๆของผู้หญิงบนเกาะ “แต่เมื่อพวกผู้ชายมาทำ
เรื่องดูแลทะเล เราก็เข้าไปช่วยเรื่องปลูกป่าชายเลน วางแนวเขตปะการัง
กับพวกเขา ทำมาเรื่อย แต่ก็ไม่ได้ทำกันในนามกลุ่มนะ จนเมื่อเกิดสึนามิ
ความเป็นกลุ่มก็เริ่มชัดเจนขึ้น มีองค์กรต่างๆลงมาสนับสนุน โดยเฉพาะ
เรื่องอาชีพเสริม”    

“ตอนนั้นกลุ่มผู้หญิงต้องแยกออกเป็น 6 กลุ่มย่อยเพื่อดำเนินงานตาม
ความถนัดของแต่ละคน” จ๊ะศรี ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆกล่าวเสริม ก่อนจะไล่เรียง
กลุ่มย่อยต่างๆให้ฟัง ตั้งแต่ กลุ่มดอกไม้ประดิษฐ์ กลุ่มกะลาประดิษฐ์ 
กลุ่มทำปลาหวาน กลุ่มทำขนม กลุ่มทำเปลือกหอยประดิษฐ์ และกลุ่ม
เครื่องแกงตำมือ    

แต่กลุ่มต่างๆ ดำเนินการมาได้สักพัก บางกลุ่มต้อง ล้มเลิกไปเพราะ
ไม่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน ทำแล้วขายไม่ได้บ้าง มีข้อจำกัด
เรื่องวัตถุดิบบ้าง เครื่องอำนวยความสะดวกไม่พร้อมบ้าง สุดท้ายจึง
เหลือแค่เพียงกลุ่มเดียว คือ กลุ่มเครื่องแกงตำมือ      

กลุ่มเครื่องแกงตำมือนั้น ทุกวันนี้ยังคงคึกคักเป็นอย่างยิ่ง ขนาด
นักศึกษาเคยลงมาเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ จนจบปริญญาโท ทั้งนี้
จ๊ะปุ้มเล่าให้ฟังว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะ ไม่ยุ่งยาก และสอดคล้อง
กับความเป็นจริงในชุมชน 

 “กลุ่มเครื่องแกงมันทำง่าย ทั้งคนแก่แม่หม้ายที่อยู่ตัวคนเดียว
สามารถเข้ามาทำฆ่าเวลาแบบเพลินๆได้ อีกอย่างเครื่องแกง
มันขายได้ทุกวัน”  

ขณะที่จ๊ะศรีย้อนไปวิเคราะห์การล้มหายของกลุ่มทำปลาหวาน
ซึ่งเป็น ‘ของกิน’ ที่น่าจะดำเนินการได้รอด เหมือนกับกลุ่มเครื่องแกง 
“ทำปลาหวานคนก็ชอบกันมาก แต่ไม่สามารถทำได้ทุกวัน เพราะต้องร
อฤดูกาลที่มีปลา  ขั้นตอนก็ยุ่งยากลำบาก เสียเวลา ต้องแล่ปลา ถ้าไม่ช่วย
กันหลายๆคนก็เหนื่อย”   

เมื่อต้องเผชิญกับสภาพการล้มหายของกลุ่มอาชีพไปทีละกลุ่มสองกลุ่ม
จึงมีการสรุปบทเรียนเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้บทบาทของกลุ่มสตรีหายไปจากเกาะ
ไม่นาน ‘กลุ่มออมทรัพย์กลาง’ หรือ ‘กลุ่มออมทรัพย์สตรีบ้านเกาะมุก’
ก็เป็นทางออก       

“เราลงหุ้นเป็นเงินออมกันเองในสมาชิก นอกนั้นก็ถอนทุนจากกลุ่มอาชีพเดิมทั้ง 6
กลุ่มมาลงกันใหม่ ที่เหลือก็มีเงินสมทบนิดๆหน่อยๆจากองค์กรภายนอก  

“พอเรามาตั้งกลุ่มออมทรัพย์กลางนี่ถือว่าเป็นประโยชน์มาก เพราะมีทุนเริ่มต้น
ในการซื้ออุปกรณ์ประมงมา ขายให้สมาชิกในราคาถูก ใครขาดเงินทุนก็มาเอา
อุปกรณ์ก่อน แล้วค่อยไปหาปูหาปลามาผ่อนจ่ายเงินครึ่งหนึ่งในทุกวันที่ 15 ของเดือน
เพื่อเอาเงินไปหมุนเวียนซื้ออุปกรณ์ให้สมาชิกคนอื่นๆ หลังจากนั้นพอครบ 1 เดือน
ก็ต้องผ่อนจ่ายให้ครบ” จะปุ้มเล่า พร้อมอธิบายต่อว่า ตอนนี้มีสมาชิกอยู่เกือบร้อย
ครอบครัว  โดยส่วนมากเป็นผู้หญิงที่มาจากทั้ง 6 กลุ่มเดิม มีตัวแทนจากทุกกลุ่ม
มาเป็นกรรมการ จึงทำให้เกิดความโปร่งใส  และมีการผ่อนจ่ายคืนเงินด้วยดีมาตลอด    

ด้านจ๊ะศรี ซึ่งรับหน้าที่ผู้ตรวจสอบของกลุ่ม เล่าถึงความภาคภูมิใจที่ ‘กลุ่มออมทรัพย์
กลาง’ กลายเป็นที่   พึ่งพิงของผู้คนบนเกาะ ทั้งยังแบ่งกำไรส่วนหนึ่งคืนให้ชุมชน
และเป็นสวัสดิการการศึกษาในโรงเรียน  

“ในยามจำเป็น เช่น เจ็บไข้ได้ป่วย หรือมีคนตาย ทางกลุ่มก็จะช่วยเหลือ
แม้จะเป็นเงินไม่มาก แต่มันก็สร้าง ความสามัคคีให้คนในชุมชน” จ๊ะศรีกล่าวด้วย
รอยยิ้ม  

อย่างไรก็ตาม  สิ่งที่น่าภูมิใจที่สุดของการตั้ง ‘กลุ่มออมทรัพย์กลาง’ ขึ้นมานั้น
ทั้งจ๊ะปุ้มและจ๊ะศรี บอกเล่าอย่างสอดคล้องกันว่ามันสามารถรวมผู้หญิงในชุมชน
แสดงบทบาทได้ โดยเฉพาะบทบาทด้านการดูแลฟื้นฟูทรัพยากร     

“เขตทะเลที่เกาะมุกมีอาณาเขตติดกับอีก 3 หมู่บ้านบนฝั่ง เรารู้ว่าหากดูแล
อยู่บ้านเดียวมันไปไม่รอด จึงกำหนดเป็น ‘เขตเลเสบ้าน’(เส ภาษาใต้ หมายถึง สี่)
ขึ้น เพื่อช่วยกันดูแลกันทุกหมู่บ้าน ทั้งผู้ชายผู้หญิงก็จะแบ่งบทบาทกันทำ
คือทั้งผัวทั้งเมียก็จะช่วยงานเพื่อชุมชนกันหมด” จ๊ะปุ้มเล่า ก่อนยกเหตุการณ์
จริงขึ้นประกอบ “ครั้งหนึ่ง มีคนนอกหมู่บ้านมาหากินแถวนี้ 4-5 ลำ มาถึงก็ใช้ถังลม
ดำจับปลิงขึ้นเป็นลำเรือ แต่ในเขตทะเลแถวนี้เรามีกฎห้ามใช้ถังลม เพราะปลิงมันจะหมด
ทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ พวกผู้หญิงเราก็รับหน้าเสื่อไปคุยกับพวกนั้น เพราะรู้ว่าเราใจเย็นกว่า
ไปถึงเราก็พูดกับเขาดี ๆ อธิบายให้เขาฟัง เขาก็กลับไป ไม่กล้ามาทำแบบนั้นอีกเลย    

“คนเกาะมุกถ้าจะจับปลิงทะเล ก็จะจับตัวใหญ่ ๆ กินกันในครอบครัวเท่านั้น ที่จับขาย
อย่างเดียว ตามใบสั่งของพวกนายทุนไม่มี เพราะเรารู้ว่านอกจากเป็นอาหารแล้ว
ปลิงทะเลยังช่วยฟอกอากาศให้น้ำทะเลใส  ช่วยดูดของเสียที่ปะปนอยู่ในน้ำ
ให้อ่าวหน้าบ้านของเราสะอาดขึ้น” จ๊ะศรีกล่าวเสริมอย่างกระตือรือร้น
เพราะเหตุการณ์ครั้งนั้น เธอเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้หญิงที่เข้าไปพูดคุยกับคน
ต่างถิ่นด้วย  

ทุกวันนี้ นอกจากเข้าร่วมประชุมในเวทีต่างๆ กับกลุ่มผู้ชายอยู่สม่ำเสมอแล้ว
ทั้งจ๊ะปุ้มและจ๊ะศรียังต้องคอยต้อนรับแขกเหรื่อที่ลงไปในเกาะแทบมิเว้นวัน
เพราะดอกผลจากการเสียสละของพวกเธอเป็นที่รับรู้ของใครต่อใครไปทั่ว  

ก่อนจบ จ๊ะปุ้มในฐานะผู้ประสานกลุ่มสตรีบ้านเกาะมุก กล่าวทิ้งท้ายว่า
“เป็นแกนนำนั้น เราต้องโปร่งใสและเสียสละให้คนอื่น ต้องเอาหลังเพื่อน
ไม่อย่างนั้นความเชื่อถือจะไม่มี แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนที่
ไม่เข้าใจยังไง เราต้องอดทน เราต้องรู้ว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิด บางที
พวกผู้ชายชอบข่มเหงเราด้านความคิด เราต้องสร้างความเป็นธรรม
ทางความคิดให้เกิดขึ้น”    

ขณะที่จ๊ะศรีใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาสรุปว่า  “การทำงานกลุ่มเราต้อง
กล้าแสดงออก ต้องลงมือจริงๆ แม้จะเหนื่อย แต่มันก็จะทำให้เราภาคภูมิใจ
ในสิ่งที่ทำ และได้เห็นคุณค่าในสิทธิของผู้หญิง”  

เล่ามาเสียยืดยาว เห็นหรือยังว่าบนเกาะ ไม่ได้มีแค่ต้นมะพร้าวยืนโด่เด่
อยู่กลางทะเล เหมือนกับเกาะหัวโล้น ในหนังสือขายหัวเราะ     

แม้จะบอกเล่าแค่เรื่องราวของผู้หญิงสองคน แต่บทบาทของพวกเธอก็คง
พอจะบอกเล่าให้รับรู้ได้บ้างว่าเกาะกลางทะเลไม่ได้มีแค่เรื่อง ‘การท่องเที่ยว’
หรือเพียงรอคอยใครสักคนลอยคอมาติด แล้วสักพักก็มีขวดสักใบพร้อมกระดาษ
เขียนข้อความแปลกๆตลกๆบรรจุไว้ภายใน  

แต่มันยังดำรงอยู่ด้วยชีวิตและเลือดเนื้อของผู้คนจริงๆ    

โดย ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้

 

กลับไปที่ www.oknation.net