วันที่ อาทิตย์ สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องเล่า พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร(เมื่อทรงพระเยาว์)


        

          ด้วยความบังเอิญ วันหนึ่ง บ๊องบ๊องมีโอกาสเข้าไปนั่งอ่านหนังสือในหอสมุดมหาวิทยาลัยรามคำแหง ระหว่างเดินสำรวจชั้น ก็พบกับพระนิพนธ์ ความทรงจำ เล่มนี้เข้า เมื่อได้ลองอ่านดู เห็นว่าเป็นเรื่องราวส่วนพระองค์ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และมีผู้สนใจในพระนิพนธ์นี้มาก และเรื่องที่ท่านทรงเล่านั้น ยังสื่อให้เห็นบริบททางสังคมในแต่ละยุคสมัยด้วย บ๊องบ๊องจึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อในตอนนี้ค่ะ โดยตัดมาเป็นตอนสั้นๆเพื่อง่ายต่อการอ่านและทำความเข้าใจค่ะ

          

           ฉันเ

มื่อปีจอ วันเสาร์ ที่ ๒๑ มิถุนายน พ.. ๒๔๐๕ ประเพณีในราชสกุลสมัยนั้นเมื่อพระเจ้าลูกเธอประสูติ ถ้าเป็นพระองค์ชายได้พระราชทานพระขรรค์เล่ม ๑ กับปืนพกกระบอก ๑ ถ้าเป็นพระองค์หญิง ได้พระราชทานพระภูษาแพรคลุมพระองค์ผืน ๑เป็นของเฉลิมขวัญ ให้วางไว้ในกระด้งที่รองพระองค์ เมื่อประสูติแล้วได้ ๓ วัน มีการพิธีเวียนเทียนสมโภชตำหนักที่ประสูติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จลงประทับเป็นประธาน ทรงรดน้ำพระมหาสังข์และเจิมพระราชทาน ฉันได้เฝ้า ทูลกระหม่อม สมเด็จพระบรมชนกนาถของฉันเป็นครั้งแรกในวันนั้น ต่อนั้นมาเมื่อประสูติแล้วได้เดือน ๑มีการพิธีสมโภชอีกครั้ง ๑ เรียกว่าสมโภชคืน เป็นการใหญ่กว่าสมโภช๓ วัน ต้องหาฤกษ์ทำในวันดี บางทีเกินวันครบเดือนไปหลายๆวัน พิธีนั้นเริ่มด้วยพระสงฆ์เจริญพระปริตตอนบ่ายเมื่อก่อนวันฤกษ์ ครั้นถึงวันฤกษ์ เวลาเข้าเลี้ยงพระและสงฆ์อำนวยพรก่อน แล้วจึงทำพิธีพราหมณ์ คือโกนผมไฟไว้จุก แล้วพระครูพราหมณ์เอาลงอาบน้ำในขันสาคร ครั้นถึงเวลาบ่ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จลงประทับเป็นประธานในการพิธีเวียนเทียนสมโภช และทรงรดน้ำพระมหาสังข์ทรงเจิมเหมือนดังก่อน สมโภชแล้วพระครูพราหมณ์อุ้มเอาขึ้นวางในพระอู่ไกว ร่ายมนต์กล่อม ๓ ลา เป็นเสร็จการพิธี ในวันพิธีสมโภชเดือนนี้ ทูลกระหม่อมพระราชทานของขวัญ คือทองคำสำหรับให้ทำเครื่องแต่งตัวกับเงินร้อยชั่ง (,๐๐๐ บาท) สำหรับเป็นทุน และพระราชทานชื่อด้วย ฉันได้พระราชทานชื่อว่า พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร คนทั้งหลายเรียกกันว่า พระองค์ดิศ มาจนได้รับกรมในรัชกาลที่ ๕ นาม ดิศ ที่พระราชทานเป็นชื่อของฉันนั้น ในทางพระศาสนาถือว่ามีศิริมงคลด้วยเป็นพระนามพระพุทธเจ้าก็มี เป็นพระนามพระเจ้าแผ่นดินซึ่งทรงพระเกียรติในการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาก็มี แต่ตามคำของท่านผู้ใหญ่ในวงศ์ญาติซึ่งรับราชการอยู่ใกล้ชิดพระองค์สมัยนั้น ท่านว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เอานามของคุณตา(ท่านชื่อ ดิศ เป็นพระยาบำเรอภักดีอยู่ในเวลานั้น) มาพระราชทาน ด้วยทรงพระราชดำริว่าเป็นคนซื่อตรง เรื่องประวัติของคุณตานั้น ปู่ของท่านชื่อ บุญเรืองเดิมเป็นที่หลวงคลังเมืองสวรรคโลก ได้เป็นข้าหลวงเดิมของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีความชอบมาแต่ครั้งรบพม่าที่เมืองเหนือ ครั้นเสด็จผ่านพิภพจึงทรงตั้งให้เป็นที่ พระจันทราทิตย์ ใน กรมสนมพลเรือน ต่อมาเลื่อนขึ้นเป็นพระยาในรัชการที่ ๑ นั้น บุตรของพระยาจันทราทิตย์คน ๓ ชื่อ เลี้ยง ไม่ปรากฎว่าได้ทำราชการตำแหน่งใดมีบุตรคือคุณตา เกิดในรัชการที่ ๑ ถึงรัชการที่ ๒ เมื่องานพระราชพิธี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวลงสรง คุณตาอายุได้ ๗ ขวบ พระยาจันทราทิตย์ผู้ปู่นำถวายสมโภช จึงได้เป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมอยู่กับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแต่ยังทรงพระเยาว์มา ครั้นถึงรัชกาลที่ ๓ เมื่อกรมหมื่นศักดิพลเสพได้เป็นพระมหาอุปราช ทรงคุ้นเคยกับนายเลี้ยงบิดาของท่านมาแต่ก่อน จึงโปรดตั้งให้เป็นที่จมื่นอินทรประพาส ในกรมวังวังหน้า เวลานั้นพระยาจันทราทิตย์ถึงอนิจกรรมแล้ว จมื่นอินทรประพาส จะเอาคุณตาไปถวายตัวทำราชการให้มียศศักดิ์ในวังหน้า คุณตาไม่ยอมไปว่า ไม่ขอเป็นข้าสองเจ้า ถึงจะเป็นอะไรก็จะอยู่เป็นข้าแต่ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียว แล้วอยู่สนองพระเดชพระคุณมาจนตลอดรัชการที่ ๓ จึงทรงยกย่อมความซื่อตรง ของท่านเล่ากันมาอย่างนี้ และมีความปรากฎในหนังสือพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่ง ๑ ทรงบริภาษพวกข้าหลวงเดิมว่า

‘

นั้นก็แต่ อ้ายเฒ่าดิศ

เล่า ให้เห็นว่าเป็นความจริง

เห็นผู้อื่นมีบุญก็มักเอาใจออกหาก เคยเห็นใจมาเสียแล้ว จะไม่เป็นเช่น(กับใครอีก ๒ คน) พระราชดำรัสนี้ดูประกอบที่’ลักษณะที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระนามพระเจ้าลูกเธอนั้น ทรงเขียนลายพระหัตถ์เป็น ๒ ฉบับ ฉบับ ๑เป็นอักษรและภาษาไทยพระราชทานพระนาม อีกฉบับ ๑ เป็นอักษรอริยกะและภาษามคธ ทรงพระราชนิพนธ์เป็นคาถาพระราชทานพร คาถาที่พระราชทานพรฉันว่า

สุขี อยํ โหตุ สทา กุมาโร

นาเมน โสว ติสฺสวโร กุมาโร

อายุญฺจ วณฺณญฺจ สุขพฺพลญฺจ

ติกฺขญฺจ ปฺญญฺจ ปฏิภาณภูตํ

ลทฺธา ยสสฺสี สุชตํ มหิทฺธี

ปโหตุ สพฺพตฺถ จิรํ สุชีวี

กุลญฺจ รกฺเขถ สมาจรญฺจ

สุขี ทีฆายุโก โหตุ

กุมาโร ชุมปุตฺโตยํ

พุทฺโธ ธมฺโมจ สง์โฆ

ตสฺสาปิ สรณํ โหตุ

สพฺเพหิ สตฺตูหิ ชยํ ลเภถ ปุตฺโต ติสฺสวรวฺหโย อิทฺธิมา โหตุ สพฺพทา จฺ อิจฺเจตํ ตรนตฺตยํสมฺมา รกฺขตุ นํ สทาฯ

คำ สมเด็จพระพุทโฆษาจารย์ วัดเทพศิรินทร์ แปลคาถา

‘

นามนิยม ขอดิศวกุมารนี้ จงได้ซึ่งชนมายุยืนยง ดำรงอยู่ตลอดกาลนาน ขอจง

ได้ซึ่งวรรณผิวกายอันผ่องใส และจงได้วรรณะคุณความสรรเสริญเป็นนิรันดร ขอ

จงได้ซึ่งสุขกายสุขใจเป็นนิจกาล จงได้ซึ่งกำลังกายอันแกล้วกล้า ทั้งให้มีกำลัง

ปัญญารู้รอบคอบในกิจการทั้งปวง และให้ฉลาดในปฏิภานโวหารกล่าวคำโต้ตอบ

ในที่ประชุมชน ขอให้ดิศวรกุมารมีอิสสริยยศ บริวารยศ ปรากฎด้วยมหิทธิศักดา

เดชานุภาพมาก ขอให้มีชนมชีพยืนนานพอเพียงควรแก่การ

ขอกุมารนี้จงมีความสุขในกาลทุกเมื่อ กุมารนี้จงมีนามว่าดิศวรกุมาร โดย

รักษาไว้ซึ่งจรรยา คือ ความประพฤติชอบธรรมสุจริต พึงได้ชัยชำนะปัจจามิตร

ในที่ทั้งปวง

อนึ่ง ขอให้ดิศวรกุมารพึงรักษาไว้ซึ่งสกุลวงศ์ให้ดำรงยืนยาว และพึง

นี้ จงมีฤทธานุภาพในการทั้งปวง

อนึ่ง ขอให้กุมารบุตรของเรา อันมีนามว่า อิศวรกุมาร ผู้เป็นบุตร ชุ่ม

ที่พึ่งแก่ดิศวรกุมารนั้น และจงรักษาซึ่งดิศวรกุมารนั้น โดยชอบในกาลทุกเมื่อเทอญ

ขอพระรัตนตรัยทั้งสาม คือ พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้า จงเป็น’คาถาที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์พระราชทานพระเจ้าลูกเธอนั้น ประทานพรบางอย่างเหมือนกันทุกพระองค์ แต่มีบางอย่างแปลกๆกัน สมเด็จกรมพระยาเทววงศวโรปการได้ทรงพยายามรวบรวมคาถาพระราชทานพรแปลเป็นภาษาไทย ตรัสว่า ทรงพิจารณาดูพรที่พระราชทานแปลกันนั้น มักจะได้ดังพระราชทานพร ที่ตัวฉันได้พระราชทานจะได้จริงเพียงไรแล้วแต่ผู้อื่นที่รู้จักจะพิจารณา แต่ลูกของฉันเองเพิ่งได้อ่านหนังสือ พระชุมคาถาพระราชทานพร เมื่อกรมหมื่นราชศักดิ์สโมสรโปรดให้พิมพ์แจกเป็นของชำร่วย ในงานฉลองพระชนมายุเสมอพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเมื่อพ..๒๔๗๒ อ่านแล้วพูดกันว่า พรที่ทูลกระหม่อมปู่พระราชทานเสด็จพ่อไม่เห็นมีว่าให้มั่งมี เป็นทำนองว่าเพราะฉันไม่ได้พระราชทานพรข้อนี้จึงไม่รู้จักมั่งมี ตามความเข้าใจของคนทั้งหลายในปัจจุบันนี้ ดูเหมือนจะหมายความว่าต้องมีเงินนับด้วยแสนจึงมั่งมี แต่ก่อนมาหาเป็นเช่นนั้นไม่ ด้วยตั้งแต่โบราณมาจนสมัยเมื่อฉันยังเป็นเด็กไม่ใคร่มีใครมีเงินมากเพราะการเลี้ยงชีพไม่ต้องใช้เงินเท่าใดนัก ข้าวปลาอาหารราคายังถูก เป็นต้นว่าข้าวสารราคาก็เพียงถังละ ๕๐ สตางค์ผู้ทรงศักดิ์มีบ่างไพร่เป็นชาวสวนชาวนายังได้กองกำนัลเจือจาน การที่ต้องใช้เงินไม่มีมากมายเท่าใดนัก แม้จนเครื่องนุ่งห่มใช้สอยและของเล่นที่ยั่วให้ซื้อก็มิใคร่มีอะไร ผิดกับทุกวันนี้มาก ในเหล่าเจ้านายจึงมีน้อยพระองค์ทีเดียวที่รู้จักเอาพระทัยใส่ในการสะสมเงินทอง อีกประการ ๑ ผลประโยชน์ของเจ้านายที่ได้พระราชทานก็ยังน้อยกว่า ว่าส่วนตัวฉันเองได้เงินเดือนๆละ ๘ บาท ได้ข้าวสารสำหรับให้พี่เลี้ยงแม่นมและบ่าวไพร่กินกับน้ำมันมะพร้าวสำหรับตามตะเกียงที่เรือน จะเป็นเดือนละกี่ถังลืมเสียแล้ว ถึงปีได้พระราชทานเบี้ยหวัด เบี้ยหวัดพระเจ้าลูกเธอที่ยังไม่ได้โสกันต์กำหนดเป็น ๓ ชั้น ชั้นต่ำปีละ ๒ ชั่ง (๑๖๐ บาท) ชั้นกลาง ๒ ชั่ง๑๐ ตำลึง (๒๐๐บาท) ชั้นสูง ๓ ชั่ง (๒๔๐ บาท) ฉันได้เคยรับทั้ง๓ ชั้น แต่ได้เลื่อนชั้นเร็วเพราะอยู่ในพระเจ้าลูกเธอชั้นเล็กที่โปรดทรงใช้สอย พออายุ ๖ ขวบก็ได้รับเบี้ยหวัดถึงชั้น ๓ นอกจากนั้นยังได้ เงินงวดประจำปีจากภาษีอากรบางอย่าง และมีอสังหาริมทรัพย์ได้พระราชทาน ๒แห่ง คือตึกแถวที่ริมถนนเจริญกรุง ๒ ห้อง ได้ค่าเช่าห้อง ๑ เดือนละ ๔บาท กับนาที่ริมคลองมหาสวัสดิ์แปลง ๑ เป็นเนื้อนารวม ๓๐๐ ไร่ คุณตาจัดการทำ ได้ข้าวมาเจือจานกันกินบ้าง ถ้าคิดเป็นเงินรายได้ทุกประเภทที่กล่าวมา เห็นจะตกราวปีละ ๓,๐๐๐ บาท ดูก็ไม่รู้สึกอัตคัตในสมัยนั้น

เรื่องประวัติในตอนเมื่อฉันยังเป็นทารก แม่เล่าให้ฟังบ้าง ได้ยินท่านผู้อื่นที่ได้เลี้ยงดูอุปการะเล่าบ้าง เป็นเรื่องๆ ไม่สู้ติดต่อกัน แม่เล่าให้ฟังเป็นเรื่องต้น ว่าเมื่อพาฉันไปเฝ้าบรพระมหามณเฑียรครั้งแรกทูลกระหม่อมเอานิ้วพระหัตถ์จิ้มที่ปากสักครู่หนึ่ง แล้วตรัสแก่แม่ว่า "ลูกคนนี้จะฉลาด" เมื่อมาคิดว่าในเวลานั้นอายุของฉันเพียงสักสามสี่เดือนจะทรงพยากรณ์ด้วยสังเกตุอย่างไรก็น่าพิศวง บางทีจะทรงสังเกตว่าดูดนิ้วพระหัตถ์หรือไม่ เพราะธรรมดาลูกอ่อนย่อมชอบดูดนม เมื่อเอานิ้วจิ้มที่ปาก ถ้าเป็นทารกมีอุปนิสัยสังเกต รู้ว่ามิใช่นมก็ไม่ดูด ถ้าไม่มีอุปนิสัยเช่นนั้นก็หลงดูดนิ้วด้วยสำคัญว่านม หลักของวิธีที่ทรงพยากรณ์จะเป็นดังว่านี้ดอกกะมัง

        เรื่องตามได้ยินท่านผู้ใหญ่เล่ามา ว่าเมื่ออายุฉันได้ ๒ ขวบ เจ็บหนักครั้ง ๑ ถึงคาดกันว่าจะตาย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ซึ่งเป็นอธิบดีกรมหมอหลวง เสด็จเข้าไปทรงดูแลการรักษาพยาบาล และกรมหลวงวงศาฯตรัสให้หลวงจินดา (ชื่อตัวว่าอะไรลืมเสียแล้ว) ตั้งยารักษาฟื้น จึงได้รอดชีวิตมา เมื่อหายเจ็บแล้ว ต่อมาจะได้ตามเสด็จไปพระนครศรีอยุธยาแม่เกรงว่าเอาแม่นมไปด้วยจะลำบาก จึงคิดจะได้ฉันอย่านม ด้วยหาอาหารอย่างอื่นล่อ และห้ามมิให้แม่นมให้กินนม แต่ฉันร้องไห้จนนมพลัดแกสงสารลอบมาให้กินนมทุกวัน ก็ไม่อย่านมได้ทันวันตามเสด็จ จึงต้องให้แม่นมไปด้วย แต่เมื่อไปอยู่ตำหนักเล็กบนลานช้างหลังพลับพลาจตุรมุขในวังจันทรเกษม แม่ยอมให้กินนมแต่วันแรก พอตกค่ำสั่งให้เอาตัวนมพลัดไปคุมไว้เสียที่อื่น ไม่ให้ลอบมาหาได้ ในคืนวันนั้นปล่อยให้ฉันร้องไห้ดิ้นรนจนหลับไปเอง รุ่งขึ้นก็เป็นอย่านมได้ ตำหนักในวังจันทรฯหลังนั้นยังอยู่จนถึงรัชการที่ ๕ เมื่อฉันขึ้นไปภายหลังนึกว่าจะได้ตั้งแต่ครั้งเมื่อถูกอดนม ถ้าเป็นเช่นนั้นก็คงเป็นเพราะรู้สึกตามประสาเด็ก ว่าได้รับความทุกข์ร้อนใหญ่หลวงเมื่อครั้งแรก จึงไม่ลืม แต่เมื่อมาคิดดูว่าเวลานั้นอายุยังไม่ถึง ๓ ขวบ ก็เกิดสงสัยว่าหรือจะหลงเอาเรื่องที่ได้ฟังเล่ากับที่ได้เห็นภายหลังมาสำคัญปนกันไป มีอีกเรื่อง ๑ ซึ่งจำได้เนื่องกับตามเสด็จไปวังจันทรฯ คือเขาเอาดินปั้นเป็นกรงมีซี่ไม้ไผ่อยู่ข้างบนใส่จิ้งหรีดมาให้เล่น ฟังมันร้องและดูมันกัดกันสนุกดี แต่ก็ได้ไปวังจันทรฯหลายครั้ง อาจจะมาจำได้ต่อเมื่อไปครั้งหลังๆ เพราะฉะนั้นเห็นจะไม่ควรอวดว่ารู้จักจำมาแต่เล็ก ที่มาเริ่มจำความได้จริงนั้นตั้งแต่ปีขาลพ.. ๒๔๐๙ เมื่ออายุได้ ๔ ขวบเป็นต้นมา ถึงตอนนี้เริ่มเรียนหนังสือและขึ้นไปเฝ้าทูลกระหม่อมทุกวัน เวลานั้นเสด็จประทับที่พระอภิเนาวนิเวศน์แล้ว

การศึกษาของพระเจ้าลูกเธอ ดูเหมือนจะมีระเบียบมาแต่ในรัชการที่ ๑ (บางทีจะตามอย่างครั้งกรุงศรีอยุธยา) ใช้มาจนในสมัยเมื่อฉันเริ่มศึกษา ถ้าเรียกตามคำที่ใช้ในการศึกษาทุกวันนี้ ขั้นปฐมศึกษาเรียนต่อครูผู้หญิงที่ในพระราชวัง เหมือนกันทั้งพระองค์ชายและพระองค์หญิง พอพระชันษาได้ ๓ ขวบ ก็ตั้งต้นเรียนหนังสือไทยจนพระชันษาราว ๗ ขวบ จึงเริ่มเรียนชั้นมัธยมศึกษาภาคต้นถึงชั้นมัธยม การเล่าเรียนของพระองค์ชายกับพระองค์หญิงเริ่มแยกกัน พระองค์ชายเรียนต่อครูผู้ชายพระองค์หญิงคงเรียนต่อครูผู้หญิง เพราะวิชาที่เรียนตอนนี้ผิดกัน พระองค์ชายเริ่มเรียนภาษามคธ พระองค์หญิงก็เริ่มฝึกหัดการเรือน แต่คงเรียนภาษาไทยด้วยอ่านหนังสือเรื่องต่างๆ เหมือนกันทั้งพระองค์ชายและพระองค์หญิง การฝึกหัดกิริยามรรยาทก็กวดขันตั้งแต่ขั้นนี้ เขตของการเรียนชั้นมัธยมภาคต้นไปจนถึงโสกันต์ (พระองค์ชายพระชันษา ๑๓ ปี พระองค์หญิงพระชันษา ๑๑ ปี) แต่นั้นเรียนวิชาชั้นมัธยมภาคปลาย คือพระองค์ชายผนวชเป็นสามเณร เรียนพระธรรมกับทั้งฝึกหัดปฏิบัติพระวินัย Discipline และเริ่มเรียนศิลปวิทยาเฉพาะอย่างที่ชอบพระอัธยาศัย ทรงผนวชอยู่พรรษา ๑ บ้าง กว่านั้นบ้าง จึงลาผนวช (ที่ทรงผนวชอยู่จนอุปสมบทเป็นพระภิกษุมีน้อย) เมื่อลาผนวชแล้วต้องออกมาอยู่นอกพระราชวัง แล้วเรียนวิชาเฉพาะอย่างแต่นั้นมา การเรียนเฉพาะวิชาในสมัยนั้น อาศัยไปฝึกอยู่ในสำนักผู้เชี่ยวชาญ ด้วยยังไม่มีโรงเรียน แต่วิชารัฐประศาสตร์และราชประเพณีนั้น เจ้านายได้เปรียบคนจำพวกอื่น เพราะมีตำแหน่งเข้าเฝ้าในท้องพระโรง อันเป็นที่ว่าราชการบ้านเมือง ได้เรียนด้วยได้ฟังคดีที่เจ้าหน้าที่กราบบังคมทูลและที่พระเจ้าอยู่หัวทรงบัญชาการมาแต่ยังเยาว์วัย ตลอดจนได้คุ้นเคยกับท่านผู้หลักผู้ใหญ่ในราชการบ้านเมือง ด้วยเข้าเฝ้าทุกๆวันดังกล่าวมา การศึกษาชั้นนี้ตลอดเวลาราว ๖ ปี จนพระชันษาได้ ๒๓ ปี ถึงเขตอุดมศึกษา ทรงผนวชอีกครั้ง ๑เป็นพระภิกษุ ศึกษาพระธรรมวินัยกับทั้งวิชาอาคมชั้นสูง ซักซ้อมให้เชี่ยวชาญ เปรียบเหมือนอย่างเข้ามหาวิทยาลัย เมื่อลาผนวช ก็เป็นสำเร็จการศึกษา สามารถรับราชการได้แต่นั้นไป ส่วนเจ้านายพระองค์หญิงนั้น ตั้งแต่โสกันต์แล้วก็ทรงศึกษาวิชาความรู้ขั้นสูงขึ้นไปเป็นลำดับนับแต่การศึกษาศีลธรรมและฝึกหัดวิชาการเรือน และเริ่มเรียนวิชาเฉพาะประเภทอันชอบพระอัธยาศัยสืบเนื่องไป จนอำนวยการต่างๆ ในหน้าที่ของขัตติยนารีได้โดยลำพังพระองค์ ข้อที่พระองค์ชายมีโอกาสเรียนราชการเพราะเข้าเฝ้าในเวลาเสด็จออกท้องพระโรง เจ้านายพระองค์หญิงก็มี โอกาสศึกษาทางฝ่ายใน ได้ความรู้ทั้งราชประเพณีและระเบียบวินัยในสมาคมของกุลนารี จนสามารถรับหน้าที่ราชการฝ่ายในและฝึกสอนผู้อื่นสืบกันมา ที่ในพระราชวังจึงเป็นแหล่งสำหรับเรียนวิชามรรยาทสำหรับกุลสตรี เปรียบเหมือนวิทยาลัยอันเป็นที่ผู้มีบรรดาศักดิ์ชอบส่งธิดาเข้าไปฝากให้ศึกษาในสำนักเจ้านายและผู้อื่นที่สามารถฝึกสอน คนทั้งหลายจึงชอบชมผู้หญิงชาววังมาแต่โบราณเพราะการที่ได้ศึกษานั้น

 เพิ่มเติม

         

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 57 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาชุ่ม เมื่อวันเสาร์ แรม 9 ค่ำ เดือน 7 ปีจอ ตรงกับวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2405   ทรงเป็นต้นราชสกุล ดิศกุล

ว่าเฉพาะการศึกษาของตัวฉันเอง ได้ทันเรียนชั้นปฐมศึกษาตามแบบเก่าเมื่อในรัชกาลที่ ๔ แรกเรียนต่อคุณแสงเสมียน ในเวลานั้นหนังสือเรียนยังไม่มีฉบับพิมพ์ แม่ต้องให้จ้างอาลักษณ์เขียนหนังสือเรียนด้วยเส้นหรดาลลงในสมุดดำ เมื่อได้หนังสือมาแล้ว ถึงวันพฤหัสบดีอันถือกันทั่วไปจนทุกวันนี้ว่าเป็น วันครู ควรเริ่มเรียนหนังสือ เวลาเช้าให้บ่าวถือพานรองหนังสือเรียนนั้นนำหน้า พี่เลี้ยงอุ้มตัวฉันเดิมตาม มีบ่าวกั้นพระกลดคน ๑ บ่าวตามอีกสองสามคน คน ๑ ถือพานเครื่องบูชามีดอกไม้ธูปเทียนกับดอกเข็มและดอกมะเขือกับทั้งหญ้าแพรก (ของเหล่านี้เป็นของอธิษฐานของให้ปัญญาแหลมเหมือนเข็ม มีความรู้มากเหมือนเมล็ดมะเขือ และรู้รวดเร็วเหมือนหญ้าแพรกขึ้น) เมื่อถึงสำนักครู ยกพานหนังสือเข้าไปตั้งตรงหน้า จุดธูปเทียนกราบไหว้บูชาหนังสือแล้วจึงเริ่มเรียน ครูให้ไม้เหลาเท่าแกนธูปอัน ๑ สำหรับชี้ตัวหนังสือที่อ่านสอน ให้อ่านคำนมัสการ นโม พุทฺธาย สิทฺธํ ก่อน จำได้แล้วจึงอ่านสระและพยัญชนะต่อไป นอกจากวันพฤหัสบดีไม่ต้องมีเครื่องบูชา ไปเรียนเวลาตอนเช้าทุกวัน เพราะกลางวันต้องขึ้นเฝ้า ฉันเรียนอยู่กับคุณแสงไม่ช้านัก จะเป็นเพราะเหตุใดลืมเสียแล้ว ต่อมาย้ายไปเรียนต่อคุณปาน ธิดาสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ ถึงตอนนี้เริ่มใช้หนังสือพิมพ์ คือ ปฐม ก กา ซึ่งหมอบรัดเลพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งแรก แต่ยังใช้วิธีสอนอยู่อย่างเดิม หัดอ่นพยัญชนะและอ่านตัวอักษรประสมกันไปจนจบแม่เกย แล้วหัดอ่านหนังสือเรื่องต่างๆ เช่น บทละครเรื่องอิเหนาและรามเกียรติ์เป็นต้น เรียนถึงชั้นนี้เรียกว่า ขึ้นสมุดเพราะใช้สมุดหนังสือเรื่องต่างๆ เป็นหนังสือเรียน อ่านเรื่องต่างๆ ไปจนสามารถอ่านหนังสือไทยได้แตกฉาน แต่ส่วนหัดเขียนหนังสือไม่สู้กวดขันนัก เลขไม่ได้สอนทีเดียว เพราะในสมัยนั้นยังถือกันว่าเป็นวิชาอันหนึ่งซึ่งต้องมีครูสอนต่างหาก ในเวลาเมื่อฉันกำลังเรียนหนังสือนั้น ประจวบกับที่หมอบรัดเลพิมพ์หนังสือสามก๊ก สำเร็จ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงซื้อมาพระราชทานพระเจ้าลูกเธอ พระองค์ละฉะบับ๔ เล่มสมุดฝรั่ง ตั้งแต่นั้นฉันก็อ่านหนังสือ สามก๊ก เป็นหนังสือเรียน เลยชอบอ่านหนังสือเป็นนิสัยติดตัวมาจนบัดนี้"

ที่มา

        wikipedia.com

: ความทรงจำ พระนิพนธ์ใน กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
     

โดย บ๊องบ๊อง

 

กลับไปที่ www.oknation.net