วันที่ จันทร์ สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การปฏิบัติธรรม นำชีวิตให้พบกับความสุขที่แท้จริง


ตำนานบ้านวังเมือง

เดิมศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติบ้านวังเมือง  เป็นบ้านของคุณแม่ละม้าย  วังเมือง  มีบิดา-มารดาชื่อ นายมาลัย-นางเลื่อม วังเมือง  แม่ละม้ายเคยบวชเป็นแม่ชีน้อย ที่วัดเหมืองประชารามและเมื่อสึกออกไป ได้แต่งงานและย้ายไปอยู่ที่ จ.ภูเก็ต  มีลูกสาว 1 คน ลูกชายสี่คน  จากนั้นได้ย้ายเข้ากรุงเทพฯเพื่อไปอยู่กับพ่อแม่สามี ซึ่งมีอาชีพค้าขาย และได้เริ่มทำธุรกิจค้าขายรถยนต์โดยมีลูกๆช่วยทำกิจการ

พระอาจารย์ สุรพจน์ สทฺธาธิโก

พระอาจารย์สุรพจน์ สทฺธาธิโก  ลูกชายคุณแม่ละม้าย  ได้อุปสมบทกับพระอาจารย์ขาว  ฐิตวณฺโณ  วัดบุญศรีมุนีกรณ์  จ.กรุงเทพฯ  เป็นเวลา 3 พรรษา  ปฏิบัติธรรมแบบวัดมหาธาตุ  ครั้งหนึ่ง ท่านไปอยู่ที่วัดน้ำตกคลองลาน  ได้เรียนรู้การปฏิบัติ หลักธรรม  และเกิดความปรารถนาที่จะรวบรวมธรรมะที่แตกเป็นหลายสายให้เป็นหนึ่งเดียว  จึงได้ศึกษาจากพระไตรปิฎก  ก็พบว่า ที่สุดแล้ว ต้องปฏิบัติตามแนวทางมหาสติปัฏฐานสี่  ทางสายเอก เส้นเดียวเท่านั้น คือ พิจารณาเห็น กายในกาย  เวทนาในเวทนา  จิตในจิต และธรรมในธรรม  มีความเพียรเผากิเลส  มีสัมปชัญญะ  มีสติ  กำจัดความยินดียินร้ายในโลกให้พินาศได้

ครั้นแล้วภายในจิต  มีความปรารถนาต้องการพบปรมาจารย์ที่สอนมหาสติปัฏฐานสี่  และไม่นาน ก็ได้พบหลวงพ่อธมฺมธโร  และอยู่ปฏิบัติธรรมกับท่านเป็นเวลา 3 ปี ณ วัดไทรงามธรรมธราราม  จ.สุพรรณบุรี   ภายหลังคุณแม่ละม้ายได้มาถือศีลปฏิบัติธรรม โดยมีพระลูกชายคอยดูแลการปฏิบัติเป็นเวลาประมาณ 1 พรรษา

 

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2537  พระอาจารย์ธมฺมทีโป  เมื่ออายุ 29 ปี  อุปสมบทอยู่ในความอุปถัมภ์ของหลวงพ่อธมฺมธโร(พระมหาเถระผู้ทรงธรรม) หลังจากนั้นได้ปฏิบัติธรรมร่วมกับพระอาจารย์สุรพจน์(พระพี่ชาย)  คอยคุมการปฏิบัติ และแก้ไขสภาวธรรมที่ติดขัดอย่างใกล้ชิด  ซึ่งปฏิบัติโดยการยกมือจับความรู้สึก  จากนั้นกระแสเข้าสู่จิตภายใน  ดูภายในจิตตลอดทุกอิริยาบถ  จนรู้แจ้งในเส้นทางแห่งการพ้นทุกข์  และได้เขียนเส้นทางแห่งการหลุดพ้นตามแนวทางมหาสติปัฏฐานสี่ ทางสายเอก จากที่ท่านได้ปฏิบัติมาในเวลา 3 เดือน 7 วัน

พระอาจารย์ธมฺมทีโป

หลังจากนั้นพระอาจารย์ธมฺมทีโป ได้ไปสอนพ่อแม่ พี่น้อง และญาติ    จนออกพรรษา คุณแม่ละม้ายได้นิมนต์ไป ต.ท้ายเหมือง  จ.พังงา  ได้ขออนุญาตพระอาจารย์จิตร เจ้าคณะตำบล นิมนต์พระลูกชายอยู่จำพรรษาเพื่อสอนพ่อแม่ปฏิบัติธรรม  ท่านก็อนุญาตและอนุโมทนาว่าดีแล้วๆ พระลูกชายได้สอนพ่อแม่ปฏิบัติธรรม

ต่อมาคุณสถาพร  ซึ่งเป็นน้องชายของพ่อพระอาจารย์ และคุณอังกาบ พี่สาวของพระอาจารย์ธมฺมทีโป  พร้อมกับครอบครัว ได้มาปฏิบัติธรรมจนกระทั่งลูกๆเกิดศรัทธา  ได้บวชเป็นสามเณรกับพระอาจารย์จิตร วัดเหมืองประชาราม และพระอาจารย์ปลัดแปลก  วัดปัตติการามเป็นอุปัชฌาย์  และขออนุญาตมาศึกษาปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์พี่ชาย ณ บ้านวังเมือง  ซึ่งทางญาติๆได้ร่วมกันสร้างที่พักไว้สำหรับปฏิบัติธรรมแด่พระภิกษุสามเณร

ภายหลัง กระทรวงศึกษาธิการได้ส่งข้าราชการเข้าอบรม ซึ่งผลการปฏิบัติเป็นที่น่าพอใจของผู้ที่ได้รับการอบรม  ทางกระทรวงศึกษาธิการได้เล็งเห็นความปรารถนาดี และความพร้อมของศูนย์ฯ  เพื่อให้การเผยแผ่ธรรมเป็นไปโดยสะดวกและรวดเร็ว  เป็นประโยชน์สุขแก่คนในสังคม  และผู้สนใจในธรรม จะได้พบเส้นทางที่ถูกต้อง  ทางกระทรวงจึงได้จัดตั้งให้เป็นศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ  กระทรวงศึกษาธิการ ภาคเอกชน แห่งแรกในประเทศไทย  โดยทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544

ทำไมเราต้องดูจิต

  จิต เป็นธรรมชาติที่เกิด-ดับ รับรู้อารมณ์สืบเนื่องไปทุกขณะ .. ทางช่องทางทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรียกว่า วิญญาณ 

  จิตดั้งเดิม.. ผ่องใส แต่เศร้าหมอง เมื่อออกไปรับรู้อารมณ์ต่างๆ และถูกกิเลสที่จรมา คือ ความโลภ โกรธ หลง ครอบงำ เพราะไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา

 พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า " ธรรมทั้งปวง รวมลงที่จิต"

 การที่เราเริ่มต้นดูจิต คุมใจไว้ ชื่อว่า คุมอารมณ์ทั้งหมด ทั้งความรู้สึกพอใจ -ไม่พอใจ ความคิดดี-ไม่ดี ฯลฯ เมื่อเรากลับมารู้สึกที่จิตเนืองๆ เห็นการเกิด-ดับภายใน จึงไม่หวั่นไหวไปในอารมณ์ทั้งปวง...

 เมื่อบุคคลมี ราคะ มาก พระพุทธองค์ทรงสอนให้ พิจารณาซากศพ ช่วย

 เมื่อบุคคลมี ความโกรธ มาก พระพุทธองค์ทรงสอนให้ แผ่เมตตา

 เมื่อบุคคลมี ความคิด มาก พระพุทธองค์ทรงสอนให้  พิจารณาความไม่เที่ยง

              เมื่อบุคคลมี ความสุข มาก     พระพุทธองค์ทรงสอนให้  เห็นทุกข์

              เมื่อมี ความยึดถือตัวตนอยู่     พระพุทธองค์ทรงสอนให้  เห็นอนัตตา คือ ทุกสิ่งไม่ได้มีตัวตน เป็นเพียงเหตุ-ปัจจัย เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน

                  เมื่อพิจารณาดีแล้ว  จิตย่อมตั้งมั่น มีปัญญาเห็นตามความเป็นจริง เห็นทุกข์ที่เกิดขึ้น และทุกข์ที่ดับไป ชื่อว่า .. ดำเนินอยู่บนทางสายกลาง  เรารักษาจิต รู้สึกไปเนืองๆ ไม่ยินดี ไม่เพลิดเพลินหลงใหล คลายความติดใจในสิ่งทั้งหลาย .. จิตจึงเป็นอิสระจากความทุกข์ทั้งปวง นี่เป็นเป้าหมายว่า ทำไมเราต้องดูจิต

วิธีการ "ดูจิต"

จิตที่ฝึกดีแล้ว ..ย่อมนำความสุขมาให้

 

1. การค้นพบจิต

หงายมือทั้ง 2 ข้าง วางบนหัวเข่า

สูดลมหายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ ผ่อนลมหายใจออกเบาๆ ลงไปตรงกลางทรวงอก บริเวณลิ้นปี่

นิ่ง.. และสังเกตสักครู่หนึ่ง  จะมีความรู้สึกเหมือนชีพจรเต้นอยู่ ตึ้บๆ วึ้บๆ (เกิด-ดับ) บางครั้ง รู้สึกแน่นๆ เหมือนเหนื่อยๆ หรือ รู้สึกว่างๆ อยู่ภายใน ก็ให้สังเกตความรู้สึกไว้ตรงนี้ด้วยอาการที่ผ่อนคลาย

 

2. เรียนรู้การรับ-ส่งกระแสเพื่อแผ่เมตตา

จากจิต..รู้สึกไปที่มือทั้ง 2 ข้าง ค่อยๆยกมือขึ้น ระยะห่างกันเล็กน้อย นิ่ง.. สังเกตความรู้สึก

จากนั้น ขยับมือเข้า - ออก ช้าๆ จะรู้สึกเหมือนแรงดึงดูด หรือลูกบอลพลังงาน

ให้ส่งกระแสซึ่งกันและกัน โดยฝ่ายรับยกมือค้างไว้ ฝ่ายส่งขยับมือเข้า-ออก ส่งกระแสเข้าไป แล้วให้ผู้รับบอกความรู้สึกของกระแสที่รับได้  จากนั้น ผู้รับเปลี่ยนเป็นผู้ส่ง  แล้วให้บอกความรู้สึกซึ่งกันและกัน

เปลี่ยนรูปแบบการส่ง  โดยฝ่ายรับ หงายฝ่ามือขึ้น ไม่ต้องเคลื่อนไหว ฝ่ายส่ง คว่ำมือลง  ผู้ส่งน้อมกระแสจากจิตไปที่มือทั้ง 2 ข้าง ขยับมือขึ้น-ลงช้าๆ เพื่อสังเกตความรู้สึกที่ส่งไป แล้วบอกความรู้สึกซึ่งกันและกัน เช่น อุ่นๆ ร้อนๆ เหมือนแรงดึงดูด   .. หนักๆ เวลาขยับมือเข้าใกล้  เบาๆ เมื่อยกมือออกห่าง ฯลฯ

ฝ่ายรับเปลี่ยนเป็นฝ่ายส่ง ให้ส่งกระแสซึ่งกันและกัน

 

3.กระแสที่เรียนรู้ .. สูการแผ่เมตตา

 

การแผ่เมตตาอย่างสั้นๆ.. จากจิต นึกถึงใคร

แผ่เมตตาไป "ให้มีความสุข"

 

การแผ่เมตตาไม่มีประมาณ

จากจิต น้อมบุญกุศลที่เราได้ทำแล้วในบัดนี้  แผ่ไปให้พ่อ-แม่ ครูบาอาจารย์  ญาติสนิท มิตรที่รัก  แผ่เมตตาให้ในหลวงของพวกเรา สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ บรรพบุรุษที่รักษาผืนแผ่นดินนี้ไว้  ผู้มีพระคุณทุกท่าน เทวดาทั้งสิบทิศ  เจ้ากรรมนายเวร  สัตว์นรก  เปรต  อสูรกาย  สรรพสัตว์ทั้งหลายอันไม่มีประมาณ  ให้ร่วมอนุโมทนาสาธุการ...

ท่านที่มีทุกข์ ขอให้พ้นทุกข์ สุขอยู่แล้ว ขอให้สุขยิ่งขึ้น...

 

จากจิต.. แผ่พลังความรัก ความปรารถนาดีออกไปรอบๆสถานที่  รอบๆจังหวัด  รอบๆประเทศ  ออกไปทั่วโลก  จักรวาลอันกว้างใหญ่  แผ่ไปไม่มีประมาณ  กว้างขวาง ไร้ขอบเขต  " ให้ทุกท่านมีความสุข"  นิ่งสักครู่หนึ่ง...

 

เมื่อต้องการออกจากการแผ่เมตตา  อย่ารีบลืมตา ให้ตั้งจิตภายในว่า "กลับ"  แล้วสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ผ่อนความรู้สึกลงมาที่จิต ... ที่มือ... ลงมาที่ขา สัก 2-3 ครั้ง แล้วค่อยๆลืมตา

 

4. ดวงจิตผ่องใส ได้ตลอดทั้งวัน

                                                                                

ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง หรือนอน ทุกการเคลื่อนไหว ให้สังเกตความรู้สึกที่จิต เห็นการเกิด-ดับภายในไปตลอดเวลา  ศีล-สมาธิ-ปัญญา  จึงเดินไปพร้อมกัน

 

5. ทางสายกลาง..ทางดับทุกข์

 

จิต..ดำเนินอยู่บนทางสายกลาง เห็นทุกข์ และดับทุกข์ได้ .. เพราะมีปัญญาเห็นความจริงว่า .. ทุกข์ที่เกิดขึ้น มีความดับไปเป็นธรรมดา  จิตกับความคิดแยกจากกัน  จิตจึงผ่องใส  เป็นอิสระจากความคิดดีและไม่ดี  ความคิดไม่ดีละทิ้งไป  ความคิดดีนำมาใช้  แต่ไม่ยึดมั่นว่าความคิดทั้งหลายเป็นเรา  เป็นของเรา  จิตจึงหลุดพ้นจากความทุกข์  พบความสุขที่แท้จริงตลอดไป

วงจรกระแสจิต

วงจรกระแสจิต

 


...............................................................................

 

อธิบายวงจรกระแสจิต

 

 

1.

เมื่อบุคคลประสบกับรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน กลิ่นที่ได้สูดดม รสที่ได้ลิ้ม สัมผัสทางกาย กระแสจะเข้าสู่จิต

 

2.

ถ้าอารมณ์ทั้งหล่าย ไม่ได้ถูกกำหนดหยั่งรู้ที่จิต ก็จะถูกส่งไปเก็บที่สมอง(ที่เก็บอารมณ์ในอดีต) และจะส่งลงมาที่จิตอีกครั้ง หมุนเวียนอย่างนี้ เรียกว่าวัฏฏะ คือ การหมุนเวียนของอารมณ์

 

3.

เมื่ออารมณ์ถูกเก็บหมักหมมมากเข้า อารมณ์หมักดอง(อาสวะ) ก็จะกลายเป็นเครื่องผูกรัดมัดจิต(สังโยชน์) ทำให้จิตหลุดพ้นไปไม่ได้

 

4.

เราต้องกำหนดที่จิต อยู่ระหว่างกลางทรวงอกบริเวณลิ้นปี่ ซึ่งเป็นจุดรวมของอารมณ์ทั้งหมด เห็นความเกิด-ดับไปทุกขณะจิต ชื่อว่า เจริญสติปัฏฐานสี่ อริยมรรคมีองค์แปด

 

5.

เมื่อกำหนดที่จิตแล้ว ญาณจะเข้าไปฟอกจิต กระแสจะทะลุไปข้างหลัง ผ่านขึ้นไปฟอกที่สมองเล็ก ซึ่งอยู่บริเวณท้ายทอย และจะเข้าไปฟอกที่สมองใหญ่อีกครั้งหนึ่ง จากนั้น ญาณจะขับกระแสออกมาระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นทางออกของกระแสวิญญาณ เรียกว่า มโนทวาร

 

6.

เมื่อดูไปเนืองๆ ก็เริ่มเบื่อหน่าย คลายความติดใจในสิ่งทั้งหลาย ที่สุดจิตก็หลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่น

วิธีการแผ่เมตตา

ดาวน์โหลดไฟล์เสียง : พระอาจารย์ธมฺมทีโป นำแผ่เมตตา 

ขั้นแรก..

ขอให้ผู้ปฏิบัติปล่อยวางอารมณ์ต่างๆที่คั่งค้างอยู่ในปัจจุบันทั้งหมดทิ้งไป  ไม่ส่งกระแสจิตออกไปภายนอก ผ่อนคลายความฟุ้งซ่าน ความตึงเครียดทั้งหมดทิ้งไป... ให้เหลือแต่ดวงจิตอันบริสุทธิ์ ที่มีปัญญา มีความรู้สึก เห็นการเกิด-ดับอยู่  นิ่งสงบอยู่


เมื่อผู้ปฏิบัติธรรม สามารถรักษาจิตในเส้นทางมหาสติปัฏฐานสี่  เห็นการเกิด-ดับไปเนืองๆได้แล้ว  ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อมเจริญขึ้นตามลำดับ  จึงมีอานิสงส์อันยิ่งใหญ่  สามารถน้อมจิตที่ฝึกดีแล้ว แผ่กระแสเห่งความสุข  ความมีเมตตาไปให้แก่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายอันไม่มีประมาณได้

จากนั้น... น้อมจิต ระลึกถึงผลบุญกุศล คุณงามความดีทั้งหลายที่ตนเองเคยอบรม บ่มบารมีธรรมมา  เป็นการบูชาพระพุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์  ด้วยการปฏิบัติบูชา  เป็นการบูชาอันสูงสุด

น้อมกุศลเหล่านั้นเข้ามาไว้ในจิตของเรา ให้กระแสแห่งเมตตาธรรม เปี่ยมอยู่ในดวงจิต

จากจิต... แผ่เมตตาออกมาให้ทั่วร่างกาย  ..ร่างกายนี้เกิดจากพ่อแม่ กุศลใดที่ลูกได้ทำ ขอให้พ่อและแม่ มีส่วนด้วยตลอดเวลา ..

จากรอบๆร่างกาย  ก็แผ่ไปยังคนรอบข้าง .. แผ่ให้ครูบาอาจารย์  ผู้มีพระคุณทุกๆท่าน ที่ช่วยถ่ายทอดความรู้ ความดีงามให้กับเรา  ... คนในครอบครัว ญาติสนิทมิตรที่รัก  ... รอบๆสถานที่ที่เราอาศัยอยู่ 

จากนั้น.. แผ่ไปรอบๆจังหวัด  รอบประเทศไทย ให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์  บูรพมหากษัตริย์ และคนไทยทั้งชาติ  ... เราน้อมตอบแทนบุญคุณของแผ่นดิน และบรรพบุรุษ ที่ได้รักษาผืนแผ่นดินไทยนี้ไว้ ...


ค่อยๆแผ่กว้างออกไปทั่วทั้งโลกใบนี้  ไปยังเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย เจ้ากรรมนายเวร  เทวดาทั้งหลายทั่งทั้งสิบทิศ  ให้โลกใบนี้มีแต่กระแสแห่งเมตตาธรรม ...

 

แผ่ไปทั่วจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล  ไม่มีประมาณ  กว้างขวาง ไร้ขอบเขต  แด่ดวงจิตทุกดวง สรรพสัตว์ทั้งหลาย อันไม่มีประมาณ .. ให้มีแต่ความสุข  พ้นจากความทุกข์ ถ้าสุขอยู่แล้ว  ขอให้สุขยิ่งขึ้น

 

เราน้อมจิตแผ่เมตตาไม่มีประมาณ .. เหมือนก้อนหินที่โยนลงไปในน้ำ  คลื่นน้ำก็แผ่ขยายออกไป เป็นวง กว้างขึ้นๆ ... จากนั้น นิ่งสักครู่หนึ่ง ...

 

ถ้าต้องการออกจากการแผ่เมตตา  อย่ารีบลืมตา ให้ตั้งจิตภายในว่า "กลับ" แล้วจากนั้นประคองความรู้สึกที่จิตไว้  สูดลมหายใจเข้า-ออก 2-3 ครั้งอย่างนุ่มนวล แล้วค่อยๆลืมตาขึ้น...

อานิสงส์ของการแผ่เมตตา

ดูก่อน.. ภิกษุทั้งหลาย

เมื่อเมตตาเจโตวิมุติ อันบุคคลน้อมไว้ภายในแล้ว  เจริญแล้ว  ทำให้มากแล้ว  ทำให้เป็นดุจยาน  ทำให้เป็นที่ตั้ง  ให้ตั้งมั่นโดยลำดับ  สั่งสมดีแล้ว ปรารภดีแล้ว.. พึงหวังอานิสงส์ 11 ประการด้วยกันคือ

1. เวลาหลับ ย่อมหลับเป็นสุข

2. เวลาตื่น ย่อมตื่นเป็นสุข

3. เวลาฝัน  ย่อมไม่ฝันร้าย

4. ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย

5. ย่อมเป็นที่รักของอมุษย์ทั้งหลาย

6. เทวดาทั้งหลายย่อมรักษา

7. ไฟ ยาพิษ หรือศาสตรา ย่อมไม่อาจกล้ำกลายได้

8. จิตย่อมตั้งมั่นได้โดยรวดเร็ว

9. สีหน้าย่อมผ่องใส

10.ไม่เป็นผู้ที่ตายด้วยความลุ่มหลง

11.เมื่อไม่บรรลุมรรคผลข้อใดข้อหนึ่ง (โสดาบัน, สกทาคามี, อนาคามี,อรหันต์) เมื่อตายไป ย่อมเป็นผู้ไม่ตกต่ำ  จะถือกำเนิดในพรหมโลก

สภาวธรรมทั้งปวง ..ล้วนไม่ควรยึดมั่น

บางท่าน ที่จดจ่ออยู่กับการทำงานนานๆ  สวดมนต์  ฝึกสมาธิ  รู้สึกตัวตลอด  เท่าทันความคิดและอารมณ์  เมื่อปล่อยวางภายในมากเข้า  เกิดมีอาการเหมือนหัวใจสั่น .. เต้นแรงขึ้นบางเวลา มีอาการวูบวาบทั่วร่างกายตลอด  หรือมีอาการเจ็บตรงกลางหน้าอกทั้งที่ภายในของตนเอง ก็ยังนิ่งๆอยู่ ไม่ได้ตึงเครียดอะไร  แต่สภาวะนี้ก็ไม่หายไป  บางท่านไปหาคุณหมอเพราะนึกว่า ตนเองเป็นโรคหัวใจ  ทานยาแล้ว สภาวะนี้ก็ไม่หาย

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสภาวธรรมที่เกิดจากการที่เรารู้สึกตัวมากขึ้น  ความรู้สึกจากภายนอกจะเข้าถึงภายใน จิตภายใน  ซึ่งเป็นสภาวะจิตปรมัตถ์ มีการเกิด-ดับตลอดเวลา จะถูกปลุกให้ตื่นขึ้น  เข้าสู่เส้นทางที่สมาธิ-ปัญญา เดินไปพร้อมกัน

บางครั้ง ประคองจิตไป จิตจะเริ่มนิ่ง ดิ่งลงภวังค์ เหมือนเคลิ้ม หรือเวลานอน อาจจะรู้สึกเหมือนนอนไม่หลับ เพราะจิตตื่นอยู่  ให้รู้สึกไว้ ... ความรู้สึกจะผสานกับความนิ่ง  จิตดิ่ง แต่รู้สึกตัวตื่นอยู่ในภวังค์

จิตที่อยู่ในเส้นทางมหาสติปัฏฐานสี่  อริยมรรคมีองค์แปด ... อาตาปี คือ ความเพียรเผากิเลส  สัญญากรรมในอดีตจะถูกคุ้ยขึ้นมา  ให้ผู้ปฏิบัติกำหนดที่จิต  มีสัมปชัญญะ  คือ ความรู้สึก เห็นการเกิด-ดับไปตลอด  เป็นการทำลายความยึดมั่นในสัญญา

อาการต่างๆ เช่น แน่น อึดอัดหน้าอก  มึนศีรษะ  คล้ายจะอาเจียน  บางครั้งมีอาการหนาวๆร้อนๆ  ปวดเมื่อยถึงกระดูกข้างใน  มีสภาวะเหมือนลูกศรเสียบอก  เจ็บแปล๊บเข้าถึงหัวใจ  ถูกกระชาก ... ให้นิ่ง รู้สึกที่จิต แล้วน้อมแผ่เมตตาไป ให้มีความสุข สภาวธรรมเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้น เป็นความก้าวหน้าทางการปฏิบัติ และเป็นการชดใช้บาปกรรมทั้งหลาย ด้วยสภาวธรรม ภายใน แต่สภาวธรรมทั้งหลาย ก็ไม่ควรยึดมั่น

 

 

 

 

เรือที่ตรงไปตามเข็มทิศ .. เมื่อเจอพายุหรือสิ่งรบกวน

ไม่หวั่นไหวออกไปนอกเส้นทาง ย่อมถึงจุดหมายได้ฉันใด

จิตที่รู้สึกตัว .. ไม่ว่าสภาวธรรมใดเกิดขึ้น

ไม่ยึดมั่น จึงไม่หวั่นไหว ย่อมถึงจุดหมาย

คือ ความเป็นอิสระจากความทุกข์

พบความสุขที่แท้จริงได้ฉันนั้น

42 คำถาม..สภาวธรรม -1

+ เราเป็นคนดีอยู่แล้ว.. ทำไมต้องฝึกจิตด้วย จะช่วยอะไรได้ ?

พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า.. ให้ละชั่ว  ทำดี  ทำจิตให้ผ่องใส

คือ เมื่อทำความดีแล้ว  ต้องอยู่เหนือความดีนั้นด้วย  เพราะคนดีโดยส่วนมาก เมื่อทำความดีแล้ว ยังมีความกังวลที่ต้องการให้คนเห็นความดีที่ทำ  ให้คนเข้าใจ  ถ้าคนไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิด  ก็จะน้อยใจ  เสียใจได้ง่าย... เปราะบางง่าย  คิดว่า เราอุตส่าห์ทำความดี  ทำไมไม่เข้าใจ ก็เลยไม่อยากจะทำความดี  และอาจจะเลยเถิด  ถึงกับไม่อยากเป็นคนดีอีกก็มี...

+ ที่บอกว่า มันตึ้บๆ วุ้บๆ เกิด-ดับ ต้องดูอย่างไร?

เริ่มต้น...  สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ด้วยความรู้สึกสบายๆ  ผ่อนความรู้สึกลงมาที่กลางหน้าอก บริเวณลิ้นปี่  ทำสัก 2-3 ครั้ง  จากนั้น.. สังเกตความรู้สึกลงมาที่กลางหน้าอกบริเวณลิ้นปี่  สังเกตุความรู้สึกปัจจุบันที่เกิดขึ้นที่จิตภายใน

+ เวลาดูจิต .. ที่บอกว่า มีความรู้สึกเกิด-ดับ ตุ้บๆวุ้บๆ เวลาสังเกตุดู ไม่เห็นมีความรู้สึกเลย... มีแต่นิ่งๆ ว่างๆ เฉยๆ?

ให้สังเกตุดูว่า .. ขณะนี้รู้สึกอย่างไร  ไม่มีคำว่า " ทำไม่ได้" เพราะทุกคนมีความรู้สึกอยู่แล้ว  นิ่งๆก็คือความรู้สึกอยู่ว่า "นิ่งๆ"  ว่างๆ ก็คือ ความรู้สึกว่า "ว่างๆ" 

ให้นิ่งไปในความรู้สึกนั้น  ก็จะรับรู้ถึงความรู้สึกที่เกิด-ดับได้

 + พอนิ่ง .. รู้สึกไปเรื่อยๆ บางครั้งก็จะรู้สึกว่า มันเต้นแรง บางครั้งก็รู้สึกว่า เบาๆ บางครั้งรู้สึกนิ่งๆ ว่างๆไปเลย ?

ให้เห็นว่า ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ไม่เที่ยง... เดี๋ยวมันก็แรง  เดี๋ยวก็เบา  เดี๋ยวก็นิ่ง ... ให้สังเกตอยู่ที่จิตว่า .. ขณะนี้รู้สึกอย่างไร... อะไรกำลังเกิดขึ้น  ให้อยู่กับปัจจุบันแล้ว

 + ยกมือทำกระแส.. กระแสทุกคนก็มีอยู่แล้ว เคยทำได้?

มันมีอยู่แล้ว  แต่เราไม่เคยมาสังเกต  ไม่เคยมาใส่ใจ  และไม่มาเรียนรู้ที่จะนำสิ่งที่มีอยู่แล้ว ออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์

+ เวลาดูจิต.. ส่งกระแสให้กัน รู้สึกว่ามีพลังเกิดขึ้น เหมือนกับในหนัง?

สังเกตดู.. เรามองเห็นพลังหรือเปล่า ..  เราก็ไม่เห็น แต่รู้สึกได้  สัมผัสได้  รู้สึกถึงกระแสที่ได้เรียนรู้  ส่งถึงซึ่งกันและกันได้

เราไม่ได้อยู่แค่พลัง .. พระพุทธเจ้าสอนให้มีปัญญา เห็นตามความเป็นจริง 

ให้รู้ว่า.. สรรพสิ่งทั้งหลาย ไม่ได้เป็นตัวตนอะไรที่แท้จริง (อนัตตา) เป็นเพียงกระแสเหตุปัจจัย เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน(อิทัปปัจจัยตา)   ... เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว  เราจึงส่งกระแสที่ดีออกไปทุกทิศทุกทาง  ด้วยการแผ่เมตตาออกไปไม่มีประมาณ

+ ดูจิตกลางหน้าอก ที่เต้นตุ้บๆ มันเป็นหัวใจเต้นหรือเปล่า แล้วที่ยกมือทำกระแส รู้สึกชาๆ เป็นเลือดมาเลี้ยงหรือ?

เราลองมาฟังความคิดเห็นจากแพทย์หญิงท่านหนึ่ง  ที่ท่านได้มาฝึกกับพระอาจารย์ 

แพทย์หญิงท่านนี้ได้เขียนรายละเอียดไว้อย่างน่าสนใจ

1. จิตที่รู้สึกได้นั้น .. สว่าง  เย็นและเต้นตุ้บๆ  รู้สึกละเอียด ไม่ใช่หัวใจเต้น (พิสูจน์ได้ โดยการออกกำลังกายให้เหนื่อย  จะทราบว่า หัวใจเต้นที่หน้าอก ค่อนข้างไปทางซ้าย)

2. อาการร้อนซ่าที่มือ  ไม่ได้เกิดจากการสูบฉีดโลหิตจากหัวใจ  เพราะในสภาพปกติ  เราจะไม่รู้สึกถึงชีพจรได้  ถ้าไม่จับถูกที่มีชีพจร .. ชีพจรเกิดจากหัวใจบีบเป็นครั้งๆ  จะออกมาคลำได้เป็นคลื่น  ไม่ใช่รู้สึกบ่อยๆ  ตลอดเวลา

3.ความรู้สึกซ่าคล้ายมือชา .. ไม่ใช่ปริมาณเลือดที่มาเลี้ยงมือมากผิดปกติ  ซึ่งถ้าเช่นนั้น  มือจะแดง  อุ่น  และต้องมีสาเหตุ เช่น ไข้ขึ้น  แต่จะไม่มีอาการซ่า  คล้ายเหน็บชา  จะมีแต่ความรู้สึกอุ่นๆ

+ ดูจิตกลางหน้าอกแล้วไม่ค่อยเต้น ก็รู้สึกกังวล

เป้าหมายในการที่เราฝึกจิต ... เป็นการดูแลรักษาจิตใจให้มีความสุข  เพื่อคลายความกังวล ..ดังนั้นขณะที่ทำอย่ากังวล

+ บางครั้งนอนไม่หลับ  ต้องทำอย่างไร?

ก่อนนอน เราก็ดูจิต .. ถ้าไม่หลับ เราก็ได้ปฏิบัติไปตลอด  แต่ส่วนมากเวลาดูจิต แล้วไม่ไปกังวลกับ ความคิด  ดูจิตไปเรื่อยๆ  ก็จะหลับไปเอง  และหลับสบายด้วย

+ ดูจิตแล้ว เอาไปช่วยพ่อแม่ได้หรือเปล่า?

ดีมากเลย ที่จะนำการดูจิตไปสอนพ่อแม่ ..

พระพุทธเจ้าสอนว่า ลูกคนใด พ่อแม่ไม่เคยให้ทาน  ชักชวนให้ท่านได้ให้ทาน   ไม่เคยรักษาศีล  ชักชวนให้ท่านรักษาศีล  ไม่เคยมีศรัทธา ..แนะนำให้ท่านได้มีศรัทธา  ได้ปฏิบัติจนบรรลุมรรคผล  ลูกคนนั้นชื่อว่า ได้ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่สูงสุด  เป็นอภิชาตบุตร  บุตรผู้เกิดมาช่วยพ่อแม่

+ อยู่กับพ่อแม่ ชอบเถียงตลอด .. จะนำการฝึกจิตไปใช้ได้อย่างไร?

มีอะไร ให้กลับมาดูจิตก่อน..  นิ่งก่อน 

เวลาพ่อแม่พูด  อย่านึกว่า ถูกพ่อแม่ด่าอีกแล้ว  ให้น้อมว่า ขอบคุณที่พ่อแม่คอยสอน  แล้วก็แผ่เมตตาให้พ่อกับแม่มีความสุข  ทำแค่นี้..ทำบ่อยๆ  แล้วดูผลที่เกิดขึ้น

+ เราดูจิต มีพลังแล้วเอาไปช่วยรักษาโรคให้คนได้ไหม?

ให้เราเรียนรู้เรื่องกระแสพลังก่อน..  ถ้าเป็นกระแสทางลบ  ก็เป็นทุกข์   ถ้าเป็นกระแสทางบวก  ก็เป็นสุข

พระพุทธเจ้ามีเป้าหมายสูงสุด คือ พ้นจากความทุกข์สิ้นเชิง  แต่กระแสที่เป็นบวกก็นำไปใช้ได้ คือ ให้เราแผ่กระแสเมตตา เพราะเราเรียนรู้แล้วว่า กระแสเชื่อมโยงถึงกัน

เปรียบเหมือนรถที่สตาร์ทไม่ติด .. เราไม่ไปลากเขา  เราพ่วงสายไฟให้รถเขาติด  และขับไปได้เอง  เช่นเดียวกัน... ที่บอกว่า 70%ของโรคภัยไข้เจ็บมาจากความเครียดด้านจิตใจ.. แสดงว่า คนเหล่านั้นยังวนเวียนอยู่กับความคิดไม่ดี เป็นโปรแกรมลบ  เช่น โกรธคนโน้น  แค้นคนนี้  ... ถ้าเราส่งกระแสรักษาเขาไป ..ก็ดีอยู่  แต่ถ้าเขาไม่เลิกเข้าโปรแกรมลบ  ที่สุดเขาก็ต้องกัลับมาเป็นอีก  วนเวียนอย่างนี้ไม่มีวันจบ

แต่พระพุทธเจ้าสอนให้ละชั่ว  คือ ไม่ควรเข้าไปอยู่ในความคิดที่ไม่ดี .. ให้มีแต่ความคิดที่ดี มีเมตตา ซึ่งเป็นโปรแกรมบวก  และทำจิตให้ผ่องใส อยู่เหนือความดีนั้นด้วย.. จึงเป็นการเพิ่มพลังให้ความคิดที่ดี  สร้างสรรค์ และเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ   ทำให้คนป่วยไข้พึ่งตนเองได้..  โรคภัยไข้เจ็บอันเกิดจากความเครียด  ก็จะหายไปเอง  นี่เป็นผลพลอยได้ เพราะเราลบโปรแกรม ที่ไม่ดีทิ้งไปแล้ว

42 คำถาม..สภาวธรรม -2

+ ที่บอกว่า ..ปฏิบัติแล้วเห็นเอง เห็นอย่างไร?

พระพุทธองค์ตรัสว่า.. เวลามีความโลภ โกรธ หลง เกิดขึ้น  เราก็รู้ชัดว่าเกิดขึ้น

เมื่อความโลภ โกรธ หลง ดับไป  เราก็รู้ชัดว่า ดับไป

อย่างนี้เรียกว่าเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง

+ ทำไมพอเรานิ่ง.. รู้สึกไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกถึงความโปร่งเบาสบาย?

เราดูจิต  มีปัญญาเห็นการเกิด-ดับ  สมาธิก็เดินไปด้วย จึงรู้สึกสบาย

+ ผมดูลมหายใจอยู่ เวลาดูจิตที่กลางหน้าอก มันจะวิ่งกลับมาที่จมูก ..มันยังรู้สึกขัดๆกันอยู่?

ถ้าความรู้สึกจะวิ่งกลับไปที่จมูก  ก็ไม่ต้องกังวล ให้นิ่ง.. สังเกตความรู้สึกที่กลางหน้าอกไว้  แล้วความรู้สึกมันจะรวมกลับเข้ามาเอง โดยไม่ต้องบังคับ

+ ดูลมที่กระทบท้องอยู่ ดูที่มันพอง-ยุบ พอดูจิตที่กลางหน้าอก มันก็วิ่งกลับไปที่ท้องอีก .. ทำให้รู้สึกเหนื่อยมันเวลาดึงไปดึงมา?

ถ้าความรู้สึกจะวิ่งกลับไปที่ท้อง ก็อย่ากังวล .. ให้นิ่ง รู้สึกที่กลางหน้าอกไว้  แล้วความรู้สึกจะรวมกลับเข้ามาเอง โดยไม่ต้องดึงไปดึงมา  มันจะไม่เหนื่อย .. เพราะเราไม่ได้ไปบังคับมัน

+ เวลาดูจิต รู้สึกหายใจเข้า-ออกแรง และเหนื่อย?

ถ้าเราไปวิ่งตาม และไปเพ่งที่ลมหายใจ.. ลมหายใจจะแรงขึ้น  จะรู้สึกเหนื่อย  เราดูจิตปล่อยลมหายใจ ให้เป็นไปตามปกติ .. ไม่ต้องไปวิ่งตามลมหายใจเข้า-ออก  ลมหายใจมันจะระงับและดับไปเอง

+ ดิฉันท่องบริกรรมอยู่ ต้องทำอย่างไรคะ?

เราท่องบริกรรม .. ที่สุด คำบริกรรมก็ดับไป  ก็เหลือแต่จิตที่รู้อยู่  

เรานิ่ง.. สังเกตไปในสภาวะจิตกลางทรวงอกบริเวณลิ้นปี่  ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น  จากนั้น เราก็ดูจิตต่อไปเลย

+ เวลานั่งหรือนอน มีสภาวะแปลกๆเกิดขึ้นค่ะ อยากรู้ก็อยากรู้ บางทีก็รู้สึกกลัว เพราะไม่รู้ว่าคืออะไร .. รีบออกมาจากสภาวะนั้น ออกมาก็เลยมึนๆ ต้องทำอย่างไรคะ?

เวลาจะออกมา  ให้หัดตั้งที่จิตภายในว่า "กลับ"  สภาวะที่แปลกๆเช่น  ตัวแข็ง  ขยับตัวไม่ได้  จะค่อยๆกลับเข้าสู่สภาวะเดิมๆเอง..

ใหม่ๆอาจจะต้องพูดเข้าไปในจิตหลายครั้งหน่อย   แต่พอชำนาญ ก็จะออกมาได้อย่างรวดเร็ว .. และก่อนจะออก  อย่าลืมสูดลมหายใจเข้าช้าๆ  แล้วผ่อนมาที่จิต  ... ลำตัว .. ทั่วร่างเบาๆ  แล้วค่อยๆลืมตา  จะได้ไม่มึนศีรษะ

+ พอดูไปเรื่อยๆ มันรู้สึกเหมือนกับไม่หายใจค่ะ .. แต่ก็สบาย จะเป็นอะไรหรือเปล่า?

เป็นสภาวะของจิตที่ละเอียดจนไม่มีลมหายใจ  เราไม่ต้องไปกังวล  และพยายามสูดลมหายใจกลับมา  ลมหายใจดับ ก็ให้รู้ว่าดับ .. ให้เราอยู่กับปัจจุบัน

+ บางครั้ง.. ดูจิตไปเรื่อยๆ ทำไมมันมาตื้ออยู่ตรงท้ายทอย มึนๆอยู่บริเวณศีรษะ และตื้ออยู่บริเวณหน้าผากครับ?

พอดูจิต  กระแสจะทะลุไปด้านหลัง  ผ่านขึ้นไปที่สมองเล็กบริเวณท้ายทอย  ผ่านขึ้นไปที่สมองใหญ่  มันจะฟอกกระแสที่ติดขัดบริเวณสมอง  เหมือนเครื่องซักผ้าที่กำลังซักเอาสิ่งสกปรกที่ฝังอยู่ออก   แล้วปล่อยออกไปทางท่อน้ำทิ้ง   กระแสที่ถูกฟอกแล้วก็เช่นกัน..   ก็จะถูกขับออกมาบริเวณหัวคิ้ว  ซึ่งเป็นทางออกของกระแสวิญญาณ   ถ้ายังไม่ออก  จึงมีอาการตื้ออยู่บริเวณหน้าผาก

(ดูคำอธิบาย >> วงจรกระแสจิต )

+ เวลาดูจิตไป เพ่งไปเรื่อยๆไปตรงจุดหนึ่ง เวลานั่งดูจิต มันจะเหมือนกับไม่หายใจ แต่มีอาการอั้นอยู่ จะรู้สึกอึดอัดค่ะ

สังเกตดู

เวลาเราดูจิตโดยการเพ่งไปทุกขณะ  ตอนแรกจะรู้สึกทำได้ดี   เพราะสามารถดูได้ตลอด

แต่พอจิตละเอียดขึ้น  เราก็ตามเขาไป  รู้สึกที่จิตเข้าไป  นิ่งเข้าไป  แต่มันไม่สามารถผ่านสภาวะนี้ต่อไปได้  จึงมีอาการอั้นอยู่  อึดอัดอยู่  แล้วเวลาหายใจมันจะสูดลมหายใจแรงๆออกมาเลย

ดังนั้นเวลาเราเจอสภาวะนี้  อย่าเพิ่งเพ่งต่อเข้าไปจนลึก  สังเกตที่จิตดูว่า  จะมีการเคลื่อนไหวขึ้นลงของลมหายใจที่ผ่านที่จิตด้วย  โดยไม่ต้องไปดูลมที่จมูก  สังเกตที่จิตและลมหายใจไปพร้อมๆกัน  ลมหายใจกับที่จิตที่เกิด-ดับ  มันจะนิ่งขึ้น  ละเอียดขึ้น  และผ่านสภาวะที่อึดอัดไปได้

+ บางครั้งรู้สึกเหมือนเคลิ้มๆ เหมือนหลับ แต่เวลาออกมารู้สึกสบาย

เราดูจิต และรู้สึกไปเรื่อยๆ จิตจะนิ่งดิ่งลงภวังค์ไป พอออกมา รู้สึกสบาย สบายเราก็บอกว่าสบาย จิตจะได้ร่าเริง  อย่าคิดว่านั่งหลับ  จะทำให้รู้สึกเหมือนว่าไม่ได้ปฏิบัติ

ให้เรานิ่งไปในความเคลิบเคลิ้ม  รู้สึกเหมือนหลับ  เมื่อเรานิ่งใส่ใจอยู่ภายใน  เราจะชัดเจนไปในความรู้สึกนั้น ..  ให้เราหัดสังเกตเส้นทางที่เข้าไปและออกมา  อีกหน่อยก็จะเป็นความชำนาญ  สามารถเข้าออกได้อย่างรวดเร็ว

+ เมื่อเดินจงกรมแล้วเปลี่ยนอิริยาบท มานั่งดูจิต จิตก็ลงภวังค์ไปอย่างรวดเร็ว?

เพราะขณะที่เราเดินจงกรม  อานิสงส์ของการเดินจงกรมคือ  สมาธิจะตั้งอยู่ได้นาน  ทำให้จิตดิ่งลงภวังค์ไปอย่างรวดเร็ว

42 คำถาม..สภาวธรรม -3

+ ไม่ชอบนั่งดูจิตแล้วลงภวังค์ ต้องการรู้สึกไปเรื่อยๆ จะทำอย่างไร?

1.   เราก็ประคองจิตไปเรื่อยๆ  พอมันจะลงลึกไปมากๆ เราตั้งจิตภายในว่า "กลับ"  จิตข้างในที่ลงลึก  มันจะถอยกลับมาในสภาวะที่รู้สึกได้ชัดเจนขึ้น

2.   เราลองเอานิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้แตะกัน   ขยับเข้าออก  เพื่อเพิ่มความรู้สึกข้างนอก  แล้วสังเกตความรู้สึกข้างในไปด้วย  แม้พอมันจะลงลึกขึ้น  ก็ให้รู้สึกทั้งภายในจิต  และภายนอกด้วย.. มันจะเพิ่มกำลังของความรู้สึกให้มากขึ้น  จิตที่รู้สึกผสานกับความนิ่ง  ดิ่งลงไป  แต่จะเข้าไปตื่นรู้สึกอยู่ในภวังค์

3.   เราก็ค่อยๆเปลี่ยนอิริยาบถ  นั่งเป็นยืน  ยืน.. เราก็ประคองจิตต่อ   จากยืนก็เป็นเดิน  เดิน..เราก็ประคองจิต  เหมือนคนประคองภาชนะที่เต็มไปด้วยน้ำ   จากเดิน.. ก็กลับไปยืน  จากยืนก็กลับไปนั่ง  การเปลี่ยนอิริยาบถ  สำคัญคือ  เพื่อให้เราประคองจิตได้ตลอด

+ ทำไมบางครั้งรู้สึกเหมือนตัวแข็ง คอก็แข็ง หน้าผากตึงๆ แต่ข้างในก็มีอาการรู้อยู่ ไม่สบายเหมือนตอนแรกๆที่ดูจิต?

การที่เราดูจิต  เห็นการเกิด-ดับ  ผ่านอารมณ์สบายไปตามลำดับ  จึงมีอาการเหมือนตัวแข็ง  คอแข็ง  แต่ภายในมีอาการรู้อยู่เฉพาะหน้า  เป็นจิตที่ตั้งมั่น   แต่เป็นสมาธิที่มีการเกิด-ดับ  อยู่ภายใน  ดังนั้น  จึงไม่ต้องกังวลกับอาการทางร่างกายที่เป็นอยู่  เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนแปลงไปเอง

+ ทำไมบางครั้งรู้สึกเจ็บที่กลางหน้าอก บางครั้งรู้สึกเหมือนมีเข็มแทงที่กลางหลัง ?

พอดูจิตไปเรื่อยๆ  กระแสจะทะลุจากจิตกลางหน้าอก  ไปที่หลังตลอดเวลา  จะรู้สึกเจ็บแปล๊บๆ  บางครั้งเหมือนเข็ม  บางครั้งเหมือนมีอะไรปักอยู่  พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า เหมือนลูกศรที่เสียบอก

+ บางครั้งทำไมรู้สึกเหมือนกับตัวมันหายไป และควรทำอย่างไรต่อคะ?

เป็นสภาวจิตที่ละเอียดขึ้นตามลำดับ  จนไม่รู้สึกว่ามีร่างกาย  ให้เราอยู่กับปัจจุบันไว้  ไม่ต้องกังวล  ให้เราอยู่กับปัจจุบันไว้  ไม่ต้องกังวล  ก็จะรู้สึกถึงสภาวะของจิตเกิด-ดับ  ที่ละเอียดอ่อนได้

+ พอดูจิตไป บางครั้งก็เห็นแสงอยู่ที่จิต บางครั้งก็เห็นแสงอยู่เฉพาะหน้าเกิดขึ้นมา แล้วก็หายไป?

พอเราดูจิตไป  สิ่งที่เราได้ไปด้วยก็คือสมาธิ  ที่เป็นไปเพื่อญานทัสนะ  จะเห็นแสงได้ คือ ดูจิตอยู่  และก็เห็นแสงของจิตที่เปลี่ยนไปมา  ตามความรู้สึกที่เปลี่ยนไป  ที่เห็นแสงอยู่เฉพาะหน้า  เป็นไปตามความรู้สึกเกิด-ดับ  ของกระแสวิญญาณ ที่ออกบริเวณหัวคิ้ว  คือ ความรู้สึกวุ้บๆ ที่บริเวณหัวคิ้ว  ให้รู้ว่าเห็นได้  มีได้  แต่อย่าไปกังวล  เพราะมีการเปลี่ยนแปลงได้

+ ขณะที่ดูจิต ก็เห็นความคิดต่างๆ เห็นเรื่องราวต่างๆในอดีต ทั้งความรู้สึกเก่าๆที่ขึ้นมา มันผ่านเข้ามา ก็ปล่อยมันผ่านไป มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วมันก็ดับไป ที่เห็นอยู่อย่างนี้ มันเป็นอย่างไร?

เราก็จะได้สติสัมปชัญญะ  สติสัมปชัญญะเราก็จะแก่กล้าขึ้น  จากการที่เราได้เห็นความรู้สึก  หรือความคิดเกิดขึ้น  ตั้งอยู่ ดับไป

+ ถ้าเราดูจิต เห็นความไม่เที่ยง เกิด-ดับไปเรื่อยๆ ไม่กังวลในเรื่องราวต่างๆที่เข้ามา แล้วจะเป็นอย่างไรคะ?

จะเป็นไปเพื่อการสิ้นอาสวะกิเลส  โลภ  โกรธ  หลง  ก็จะเบาบางลง  ความทุกข์ก็จะลดลงไปตามลำดับ  เพราะมีปัญญาเห็นตามความเป็นจริง  และที่สุด  จิตก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์สิ้นเชิง

+ เวลาท้อแท้ หมดกำลังใจ ควรทำอย่างไรคะ?

ให้นิ่ง และกลับมาดูจิต  และน้อมแผ่เมตตาออกไปไม่มีประมาณ  จะทำให้จิตนิ่งขึ้น  และมีกำลังมากขึ้น  เพราะเป็นการแผ่จิตให้กว้างขวางด้วยเมตตา  เมื่อจิตนิ่ง  มีกำลังใจเกิดขึ้นดีแล้ว  จะเห็นเรื่องราวต่างๆชัดเจนขึ้น

+ มองคนทำผิดแล้วไม่พอใจมากค่ะ อยากจะไปว่าแรงๆ จะทำอย่างไรดี?

พระพุทธองค์ทรงสอนว่า  บัณฑิตควรมีการเพ่งดูความผิดของตนเอง  ถ้าไปเพ่งหาความผิดผู้อื่น  กิเลสจะได้ช่อง  ความคิดก็จะฟุ้งซ่าน  เราควรสอนตนเองว่า  ได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นี้  ถ้าเราไม่ชอบ  เราก็บอกตนเองว่า เราอย่าทำอย่างนั้น  การปฏิบัติธรรมของเราก็จะเจริญก้าวหน้าขึ้น

+ แรกๆดูจิตแล้วรู้สึกสบาย ปล่อยความคิดได้ง่าย หลังๆทำไมความคิดมันเยอะขึ้น เรื่องอดีตต่างๆมันขึ้นมาเต็มไปหมด บางครั้งเรื่องตอนเด็กๆ เรื่องที่ลืมไปแล้วก็ขึ้นมา ทั้งที่ไม่เคยนึกถึง?

พอเราดูจิต  สมาธิก็เกิดขึ้น  สิ่งที่ได้ก็คือ ความสุขปัจจุบัน  เรามีปัญญาเห็นความไม่เที่ยง เกิด-ดับอยู่ภายใน สัญญาต่างๆที่เรายึดมั่นอยู่  จะถูกคุ้ยขึ้นมาเพื่อตัดไปที่จิต  เป็นการทำลายความยึดมั่นในสัญญาทั้งหลาย  จึงเป็นการตัดกรรม  ตัดภพ  ตัดชาติ แห่งการเวียนว่ายตายเกิด  นี่เรียกว่า สมาธิที่เป็นไปเพื่อการสิ้นอาสวะกิเลส

พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า มีสมาธิภาวนา 4 แบบ คือ

แบบที่1  เป็นไปเพื่อความสุขในปัจจุบัน เช่น ทำลมหายใจ  เพ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  พอทำไปแล้ว รู้สึกสบาย  นิ่ง  สงบ

แบบที่ 2 เราเห็นแสงสว่าง  เห็นนิมิตต่างๆ  มีตาทิพย์  สมาธิแบบนี้เป็นไปเพื่อญาณทัสสนะ

แบบที่ 3 เราเห็นอารมณ์พอใจบ้าง  ไม่พอใจบ้าง  เฉยๆบ้าง  ความทรงจำในอดีต  ความคิดในสิ่งต่างๆเกิดขึ้น  ตั้งอยู่ แล้วดับไป  สมาธิแบบนี้เป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ

ส่วนแบบที่ 4 สมาธิเป็นไปเพื่อการสิ้นอาสวะกิเลส 

เราเห็นรูป เวทนา สัญญา  สังขาร  วิญญาณ.. เกิดขึ้นและดับไป   เป็นสมาธิกับปัญญาคู่กัน

สมาธิ คือ การเพ่ง ใส่ใจอยู่    ปัญญา คือ เห็นการ เกิด-ดับ

เพราะฉะนั้น การที่เราเห็นการเกิด-ดับที่จิต  สมาธิกับปัญญาจึงเดินไปคู่เคียงกัน  นี่คือทางสู่ความพ้นทุกข์สิ้นเชิง

42 คำถาม..สภาวธรรม -4

+ บางครั้งความคิดเกิดขึ้นมาเยอะ จนดูจิตไม่ได้เลย?

พระพุทธเจ้าสอนว่า   เวลา ความคิด เยอะ  เราก็ใช้ ลมหายใจ ช่วย

เพราะลมหายใจ เป็นอารมณ์ที่ละเอียดอ่อนและไม่ใช่เวลาที่จะดูจิตด้วยความเพียร  แต่ต้องดูด้วยอารมณ์ที่สบาย  ผ่อนคลาย  เปรียบเหมือนคนจะดับไป  ถ้าจะดับด้วยหญ้าแห้ง ก็ดับไม่ได้  ต้องใช้หญ้าเปียกดับ  เช่นเดียวกัน... เวลามีความรู้สึกฟุ้งซ่านที่แรงกล้ามาก  ต้องดูจิตด้วยความผ่อนคลาย  ด้วยอารมณ์ที่วางเฉย  จิตจึงจะตั้งมั่นได้เร็ว

+ ถ้าหลับตาดูจิต ก็พอจะทำได้ค่ะ แต่ถ้าให้ลืมตาดูสิ่งต่างๆ และฟังเสียงไปด้วย และก็ดูจิตไปด้วย ทำไม่ได้ค่ะ รู้สึกว่ามันยาก ไม่สามารถทำสองอย่างในเวลาเดียวกันได้ค่ะ จะแก้ไขอย่างไรดีคะ?

เราลองสังเกตเวลาพิมพ์ดีด  ตอนแรกตาเรามองข้อความในกระดาษ  แล้วเราก็มองแป้นพิมพ์ที่กด  แต่พอทำไปเรื่อยๆจนชำนาญ  ตาเรามองกระดาษ  แต่ไม่ต้องมองแป้นพิมพ์  แล้วนิ้วมือที่พิมพ์ สามารถพิมพ์ไปตามตัวอักษรได้อย่างชำนาญ  ทั้งที่ต้องแยกประสาททั้งสิบนิ้ว  มีตัวหนังสือบน ล่าง  และด้านข้างก็ยังทำได้ 

เช่นเดียวกัน... ตาเรามองสิ่งต่างๆ  แล้วเราก็ดูจิต  ฟังเสียงต่างๆ  แล้วเราก็ดูจิต  อ่านหรือเขียนหนังสือ  เราก็ดูจิต  ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม  เราก็ดูจิต  ดูแลรักษาจิตใจให้มีความสุขไปทุกๆเหตุการณ์  และภายในต้องบอกตัวเองว่า "ทำได้"

+ ฝึกจิตแล้ว จะใช้กับการเรียนหนังสือได้อย่างไรครับ?

ให้คุณลองอ่าน หรือเขียนหนังสือไปสักครึ่งหน้า  ไปตามปกติ  จากนั้น ค่อยๆผ่อนความรู้สึกที่เกร็งอยู่บริเวณศีรษะและหัวไหล่  แล้วลองอ่านหรือเขียนหนังสือต่อไปอีกครึ่งหน้า... สังเกตดูว่า  อ่านหรือเขียนครั้งแรกกับครั้งหลัง  ต่างกันอย่างไร

+ พอได้ลองอ่านและเขียนตามที่พระอาจารย์บอก รู้สึกว่าสบายๆขึ้น โล่งๆขึ้น แล้วก็อ่านและเขียนจับใจความได้มากขึ้นกว่าครั้งแรก ทำไมเป็นอย่างนี้ได้ครับ?

ให้สังเกตดูนะ  ทีแรก เราอ่านและเขียน จะมีอาการตึงที่ศีรษะและเกร็งที่หัวไหล่โดยที่เราไม่รู้ตัว  เพราะรีบจะอ่านให้จบ  รีบจะเขียนให้เสร็จ..พอเราผ่อนคลาย  เราจะนิ่งขึ้น  รู้สึกสบายขึ้น  จิตใจก็ไม่กระวนกระวาย  จึงทำสิ่งต่างๆได้รวดเร็ว  มีระเบียบ พร้อมกับเข้าใจในงานนั้นได้อย่างชัดเจนขึ้น

+ ดูจิตแล้ว บางครั้งทำไมมีความรู้สึกเหมือนไม่ก้าวหน้าคะ ทั้งๆที่ดูจิตอยู่เรื่อยๆ?

ถ้าดูจิตแล้วกังวลในความก้าวหน้า  ก็เหมือนดินสอที่จุดลงบนกระดาษหนึ่งจุด  แล้วจุดต่อออกไปเรื่อยๆ  จากจุด ก็กลายเป็นเส้น  จึงมีระยะทาง.. ก็มีระยะเวลาที่เดินทางไปมา  จึงมีการดิ้นรนในการไปและการมา  มีความกังวลในการก้าวหน้าและถอยหลัง  ภายในจึงไม่สงบ

ถ้าเราดูจิตเห็นการเกิด-ดับไปตลอด  ไม่กังวลในความก้าวหน้า  แต่ก็ทำอยู่ด้วยความไม่ประมาท  เหมือนเราเอาดินสอจุดลงบนกระดาษจุดหนึ่ง  แล้วก็จุดซ้ำไปเรื่อยๆ  ณ ที่เดิมตลอดเวลา  .. จึงไม่มีระยะเวลาที่เดินทาง  ไม่มีการไปการมา  ไม่มีก้าวหน้าหรือถอยหลัง  ไม่มีความกังวลใดๆ  ภายในก็สงบ  อยู่เป็นสุข

+ เวลาปฏิบัติ จะรู้ได้อย่างไรครับ ว่าก้าวหน้าไปถึงไหน?

สังเกตดูว่า  พอเราดูจิต  มีปัญญาเห็นตามความเป็นจริงว่า ความคิดทั้งหลายไม่ใช่ตัวเรา  ไม่ใช่ของเรา  ดังนั้น เราจึงละความคิดที่ไม่ดี อันประกอบด้วยโลภ โกรธ หลง  อันเป็นสาเหตุให้เกิดทุกข์ ทิ้งไป  ก็จะเหลือแต่จิตที่ผ่องใส  กับความคิดที่ดีงาม  ดังนั้น ความทุกข์จึงลดลง  และความสุขจึงเพิ่มขึ้นตามลำดับ  ซึ่งเราสามารถรับรู้ได้ด้วยตัวเอง

+ เวลานั่งแล้วสะบัดไป สะบัดมา เห็นความคิดเข้ามา แล้วมันมีอาการสะบัด ดูเหมือนคนง่วง โยกไปมา ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ครับ แล้วจะแก้ไขได้อย่างไร?

พระพุทธองค์บอกสภาวธรรมไว้ดังนี้ คือ ตามเห็นความไม่เที่ยง ตามเห็นความจางคลาย ตามเห็นความดับ ตามเห็นความสลัดคืน...

นี่เป็นสภาวธรรมที่จิตกำลังสลัดกิเลส  เวลากิเลสเข้ามา  จิตก็จะสลัดออกไปเป็นอัตโนมัติเหมือนเซฟทีคัท  ที่ตัดไฟ  ร่างกายจึงมีอาการสะบัดไปสะบัดมาตามสภาวะจิตที่สบัดกิเลส

ดังนั้น..ไม่ต้องกังวลร่างกาย  ประคองจิตภายในไว้  พอสภาวะมาถึงจุด  ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงที่จิต  แล้วสภาวะทั้งหมดจะกลับเข้าสู่ความเป็นปกติ

+ ขอข้อความสรุปสั้นๆ เวลามีสภาวธรรมเกิดขึ้นด้วยครับ

เวลามีอะไรเกิดขึ้น ให้รู้ว่า นี่คือสภาวธรรม

เมื่อเกิดขึ้น ที่สุดก็ต้องดับไปเป็นธรรมดา  ที่ตั้งอยู่นั้น ให้เห็นว่าไม่เที่ยง  ไม่ควรยึดมั่น  ไม่ว่าสภาวธรรมนั้น จะเป็นสิ่งน่าชอบใจ  ทำให้เกิดความน่าเพลิดเพลิน  อยากเจออีก  หรือสภาวธรรมที่ไม่น่าชอบใจ  ไม่ต้องการเจอ  หรือสภาวธรรมที่เจอแล้วเฉยๆก็ตาม

พระพุทธองค์ตรัสว่า.." สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย"

สภาวธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น

เพราะเมื่อยึดมั่นในสิ่งใด ก็เป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น เมื่อไม่ยึดมั่น จิตย่อมหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง...

ภาพกิจกรรม > โรงเรียนอนุราชประสิทธิ์

(2007-09-27) : โรงเรียนอนุราชประสิทธิ์

พระอาจารย์ธมฺมทีโป และคณะวิทยากร อบรมฝึกจิตให้แก่นักเรียน โรงเรียนอนุราชประสิทธิ์ กทม.

 

ดูรูปขนาดใหญ่
พระอาจารย์ธมฺมทีโป

ดูรูปขนาดใหญ่
พระอาจารย์ธมฺมทีโป

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ภาพกิจกรรม > สถานพินิจฯ อยุธยา

(2007-09-26) : สถานพินิจฯ อยุธยา

สถานพินิจฯ อยุธยา ได้ดําเนินการจัดกิจกรรมโครงการพัฒนาจิตตามแนวมหาสติปัฏฐาน โดยมีพระอาจารย์ธวัชชัย ธมมทีโป เป็นพระวิทยาการ ร่วมกับคณะวิทยากรจากศูนย์ร่วมจิตใจบ้านดวงประทีปแห่งธรรม โดยดําเนินกิจกรรมในทุกวันอังคาร ตั้งแต่ 15 พ.ค.2550 ไปจนถึง 10 ก.ค.2550

 

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

 

ภาพกิจกรรม > ปฏิบัติธรรมดูจิต ณ บ้านดวงประทีปแห่งธรรม

(2007-09-26) : ปฏิบัติธรรมดูจิต ณ บ้านดวงประทีปแห่งธรรม

 

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วัฒนธรรมของพม่า

ร่วมส่งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ คลิ

ตำนานบ้านวังเมือง

เดิมศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติบ้านวังเมือง  เป็นบ้านของคุณแม่ละม้าย  วังเมือง  มีบิดา-มารดาชื่อ นายมาลัย-นางเลื่อม วังเมือง  แม่ละม้ายเคยบวชเป็นแม่ชีน้อย ที่วัดเหมืองประชารามและเมื่อสึกออกไป ได้แต่งงานและย้ายไปอยู่ที่ จ.ภูเก็ต  มีลูกสาว 1 คน ลูกชายสี่คน  จากนั้นได้ย้ายเข้ากรุงเทพฯเพื่อไปอยู่กับพ่อแม่สามี ซึ่งมีอาชีพค้าขาย และได้เริ่มทำธุรกิจค้าขายรถยนต์โดยมีลูกๆช่วยทำกิจการ

พระอาจารย์ สุรพจน์ สทฺธาธิโก

พระอาจารย์สุรพจน์ สทฺธาธิโก  ลูกชายคุณแม่ละม้าย  ได้อุปสมบทกับพระอาจารย์ขาว  ฐิตวณฺโณ  วัดบุญศรีมุนีกรณ์  จ.กรุงเทพฯ  เป็นเวลา 3 พรรษา  ปฏิบัติธรรมแบบวัดมหาธาตุ  ครั้งหนึ่ง ท่านไปอยู่ที่วัดน้ำตกคลองลาน  ได้เรียนรู้การปฏิบัติ หลักธรรม  และเกิดความปรารถนาที่จะรวบรวมธรรมะที่แตกเป็นหลายสายให้เป็นหนึ่งเดียว  จึงได้ศึกษาจากพระไตรปิฎก  ก็พบว่า ที่สุดแล้ว ต้องปฏิบัติตามแนวทางมหาสติปัฏฐานสี่  ทางสายเอก เส้นเดียวเท่านั้น คือ พิจารณาเห็น กายในกาย  เวทนาในเวทนา  จิตในจิต และธรรมในธรรม  มีความเพียรเผากิเลส  มีสัมปชัญญะ  มีสติ  กำจัดความยินดียินร้ายในโลกให้พินาศได้

ครั้นแล้วภายในจิต  มีความปรารถนาต้องการพบปรมาจารย์ที่สอนมหาสติปัฏฐานสี่  และไม่นาน ก็ได้พบหลวงพ่อธมฺมธโร  และอยู่ปฏิบัติธรรมกับท่านเป็นเวลา 3 ปี ณ วัดไทรงามธรรมธราราม  จ.สุพรรณบุรี   ภายหลังคุณแม่ละม้ายได้มาถือศีลปฏิบัติธรรม โดยมีพระลูกชายคอยดูแลการปฏิบัติเป็นเวลาประมาณ 1 พรรษา

 

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2537  พระอาจารย์ธมฺมทีโป  เมื่ออายุ 29 ปี  อุปสมบทอยู่ในความอุปถัมภ์ของหลวงพ่อธมฺมธโร(พระมหาเถระผู้ทรงธรรม) หลังจากนั้นได้ปฏิบัติธรรมร่วมกับพระอาจารย์สุรพจน์(พระพี่ชาย)  คอยคุมการปฏิบัติ และแก้ไขสภาวธรรมที่ติดขัดอย่างใกล้ชิด  ซึ่งปฏิบัติโดยการยกมือจับความรู้สึก  จากนั้นกระแสเข้าสู่จิตภายใน  ดูภายในจิตตลอดทุกอิริยาบถ  จนรู้แจ้งในเส้นทางแห่งการพ้นทุกข์  และได้เขียนเส้นทางแห่งการหลุดพ้นตามแนวทางมหาสติปัฏฐานสี่ ทางสายเอก จากที่ท่านได้ปฏิบัติมาในเวลา 3 เดือน 7 วัน

พระอาจารย์ธมฺมทีโป

หลังจากนั้นพระอาจารย์ธมฺมทีโป ได้ไปสอนพ่อแม่ พี่น้อง และญาติ    จนออกพรรษา คุณแม่ละม้ายได้นิมนต์ไป ต.ท้ายเหมือง  จ.พังงา  ได้ขออนุญาตพระอาจารย์จิตร เจ้าคณะตำบล นิมนต์พระลูกชายอยู่จำพรรษาเพื่อสอนพ่อแม่ปฏิบัติธรรม  ท่านก็อนุญาตและอนุโมทนาว่าดีแล้วๆ พระลูกชายได้สอนพ่อแม่ปฏิบัติธรรม

ต่อมาคุณสถาพร  ซึ่งเป็นน้องชายของพ่อพระอาจารย์ และคุณอังกาบ พี่สาวของพระอาจารย์ธมฺมทีโป  พร้อมกับครอบครัว ได้มาปฏิบัติธรรมจนกระทั่งลูกๆเกิดศรัทธา  ได้บวชเป็นสามเณรกับพระอาจารย์จิตร วัดเหมืองประชาราม และพระอาจารย์ปลัดแปลก  วัดปัตติการามเป็นอุปัชฌาย์  และขออนุญาตมาศึกษาปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์พี่ชาย ณ บ้านวังเมือง  ซึ่งทางญาติๆได้ร่วมกันสร้างที่พักไว้สำหรับปฏิบัติธรรมแด่พระภิกษุสามเณร

ภายหลัง กระทรวงศึกษาธิการได้ส่งข้าราชการเข้าอบรม ซึ่งผลการปฏิบัติเป็นที่น่าพอใจของผู้ที่ได้รับการอบรม  ทางกระทรวงศึกษาธิการได้เล็งเห็นความปรารถนาดี และความพร้อมของศูนย์ฯ  เพื่อให้การเผยแผ่ธรรมเป็นไปโดยสะดวกและรวดเร็ว  เป็นประโยชน์สุขแก่คนในสังคม  และผู้สนใจในธรรม จะได้พบเส้นทางที่ถูกต้อง  ทางกระทรวงจึงได้จัดตั้งให้เป็นศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ  กระทรวงศึกษาธิการ ภาคเอกชน แห่งแรกในประเทศไทย  โดยทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544

ทำไมเราต้องดูจิต

  จิต เป็นธรรมชาติที่เกิด-ดับ รับรู้อารมณ์สืบเนื่องไปทุกขณะ .. ทางช่องทางทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรียกว่า วิญญาณ 

 จิตดั้งเดิม.. ผ่องใส แต่เศร้าหมอง เมื่อออกไปรับรู้อารมณ์ต่างๆ และถูกกิเลสที่จรมา คือ ความโลภ โกรธ หลง ครอบงำ เพราะไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา

 พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า " ธรรมทั้งปวง รวมลงที่จิต"

 การที่เราเริ่มต้นดูจิต คุมใจไว้ ชื่อว่า คุมอารมณ์ทั้งหมด ทั้งความรู้สึกพอใจ -ไม่พอใจ ความคิดดี-ไม่ดี ฯลฯ เมื่อเรากลับมารู้สึกที่จิตเนืองๆ เห็นการเกิด-ดับภายใน จึงไม่หวั่นไหวไปในอารมณ์ทั้งปวง...

 เมื่อบุคคลมี ราคะ มาก พระพุทธองค์ทรงสอนให้ พิจารณาซากศพ ช่วย

 เมื่อบุคคลมี ความโกรธ มาก พระพุทธองค์ทรงสอนให้ แผ่เมตตา

 เมื่อบุคคลมี ความคิด มาก พระพุทธองค์ทรงสอนให้  พิจารณาความไม่เที่ยง

              เมื่อบุคคลมี ความสุข มาก     พระพุทธองค์ทรงสอนให้  เห็นทุกข์

              เมื่อมี ความยึดถือตัวตนอยู่     พระพุทธองค์ทรงสอนให้  เห็นอนัตตา คือ ทุกสิ่งไม่ได้มีตัวตน เป็นเพียงเหตุ-ปัจจัย เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน

                  เมื่อพิจารณาดีแล้ว  จิตย่อมตั้งมั่น มีปัญญาเห็นตามความเป็นจริง เห็นทุกข์ที่เกิดขึ้น และทุกข์ที่ดับไป ชื่อว่า .. ดำเนินอยู่บนทางสายกลาง  เรารักษาจิต รู้สึกไปเนืองๆ ไม่ยินดี ไม่เพลิดเพลินหลงใหล คลายความติดใจในสิ่งทั้งหลาย .. จิตจึงเป็นอิสระจากความทุกข์ทั้งปวง นี่เป็นเป้าหมายว่า ทำไมเราต้องดูจิต

วิธีการ "ดูจิต"

จิตที่ฝึกดีแล้ว ..ย่อมนำความสุขมาให้

 

1. การค้นพบจิต

หงายมือทั้ง 2 ข้าง วางบนหัวเข่า

สูดลมหายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ ผ่อนลมหายใจออกเบาๆ ลงไปตรงกลางทรวงอก บริเวณลิ้นปี่

นิ่ง.. และสังเกตสักครู่หนึ่ง  จะมีความรู้สึกเหมือนชีพจรเต้นอยู่ ตึ้บๆ วึ้บๆ (เกิด-ดับ) บางครั้ง รู้สึกแน่นๆ เหมือนเหนื่อยๆ หรือ รู้สึกว่างๆ อยู่ภายใน ก็ให้สังเกตความรู้สึกไว้ตรงนี้ด้วยอาการที่ผ่อนคลาย

 

2. เรียนรู้การรับ-ส่งกระแสเพื่อแผ่เมตตา

จากจิต..รู้สึกไปที่มือทั้ง 2 ข้าง ค่อยๆยกมือขึ้น ระยะห่างกันเล็กน้อย นิ่ง.. สังเกตความรู้สึก

จากนั้น ขยับมือเข้า - ออก ช้าๆ จะรู้สึกเหมือนแรงดึงดูด หรือลูกบอลพลังงาน

ให้ส่งกระแสซึ่งกันและกัน โดยฝ่ายรับยกมือค้างไว้ ฝ่ายส่งขยับมือเข้า-ออก ส่งกระแสเข้าไป แล้วให้ผู้รับบอกความรู้สึกของกระแสที่รับได้  จากนั้น ผู้รับเปลี่ยนเป็นผู้ส่ง  แล้วให้บอกความรู้สึกซึ่งกันและกัน

เปลี่ยนรูปแบบการส่ง  โดยฝ่ายรับ หงายฝ่ามือขึ้น ไม่ต้องเคลื่อนไหว ฝ่ายส่ง คว่ำมือลง  ผู้ส่งน้อมกระแสจากจิตไปที่มือทั้ง 2 ข้าง ขยับมือขึ้น-ลงช้าๆ เพื่อสังเกตความรู้สึกที่ส่งไป แล้วบอกความรู้สึกซึ่งกันและกัน เช่น อุ่นๆ ร้อนๆ เหมือนแรงดึงดูด   .. หนักๆ เวลาขยับมือเข้าใกล้  เบาๆ เมื่อยกมือออกห่าง ฯลฯ

ฝ่ายรับเปลี่ยนเป็นฝ่ายส่ง ให้ส่งกระแสซึ่งกันและกัน

 

3.กระแสที่เรียนรู้ .. สูการแผ่เมตตา

 

การแผ่เมตตาอย่างสั้นๆ.. จากจิต นึกถึงใคร

แผ่เมตตาไป "ให้มีความสุข"

 

การแผ่เมตตาไม่มีประมาณ

จากจิต น้อมบุญกุศลที่เราได้ทำแล้วในบัดนี้  แผ่ไปให้พ่อ-แม่ ครูบาอาจารย์  ญาติสนิท มิตรที่รัก  แผ่เมตตาให้ในหลวงของพวกเรา สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ บรรพบุรุษที่รักษาผืนแผ่นดินนี้ไว้  ผู้มีพระคุณทุกท่าน เทวดาทั้งสิบทิศ  เจ้ากรรมนายเวร  สัตว์นรก  เปรต  อสูรกาย  สรรพสัตว์ทั้งหลายอันไม่มีประมาณ  ให้ร่วมอนุโมทนาสาธุการ...

ท่านที่มีทุกข์ ขอให้พ้นทุกข์ สุขอยู่แล้ว ขอให้สุขยิ่งขึ้น...

 

จากจิต.. แผ่พลังความรัก ความปรารถนาดีออกไปรอบๆสถานที่  รอบๆจังหวัด  รอบๆประเทศ  ออกไปทั่วโลก  จักรวาลอันกว้างใหญ่  แผ่ไปไม่มีประมาณ  กว้างขวาง ไร้ขอบเขต  " ให้ทุกท่านมีความสุข"  นิ่งสักครู่หนึ่ง...

 

เมื่อต้องการออกจากการแผ่เมตตา  อย่ารีบลืมตา ให้ตั้งจิตภายในว่า "กลับ"  แล้วสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ผ่อนความรู้สึกลงมาที่จิต ... ที่มือ... ลงมาที่ขา สัก 2-3 ครั้ง แล้วค่อยๆลืมตา

 

4. ดวงจิตผ่องใส ได้ตลอดทั้งวัน

                                                                                

ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง หรือนอน ทุกการเคลื่อนไหว ให้สังเกตความรู้สึกที่จิต เห็นการเกิด-ดับภายในไปตลอดเวลา  ศีล-สมาธิ-ปัญญา  จึงเดินไปพร้อมกัน

 

5. ทางสายกลาง..ทางดับทุกข์

 

จิต..ดำเนินอยู่บนทางสายกลาง เห็นทุกข์ และดับทุกข์ได้ .. เพราะมีปัญญาเห็นความจริงว่า .. ทุกข์ที่เกิดขึ้น มีความดับไปเป็นธรรมดา  จิตกับความคิดแยกจากกัน  จิตจึงผ่องใส  เป็นอิสระจากความคิดดีและไม่ดี  ความคิดไม่ดีละทิ้งไป  ความคิดดีนำมาใช้  แต่ไม่ยึดมั่นว่าความคิดทั้งหลายเป็นเรา  เป็นของเรา  จิตจึงหลุดพ้นจากความทุกข์  พบความสุขที่แท้จริงตลอดไป

วงจรกระแสจิต

วงจรกระแสจิต

 


...............................................................................

 

อธิบายวงจรกระแสจิต

 

 

1.

เมื่อบุคคลประสบกับรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน กลิ่นที่ได้สูดดม รสที่ได้ลิ้ม สัมผัสทางกาย กระแสจะเข้าสู่จิต

 

2.

ถ้าอารมณ์ทั้งหล่าย ไม่ได้ถูกกำหนดหยั่งรู้ที่จิต ก็จะถูกส่งไปเก็บที่สมอง(ที่เก็บอารมณ์ในอดีต) และจะส่งลงมาที่จิตอีกครั้ง หมุนเวียนอย่างนี้ เรียกว่าวัฏฏะ คือ การหมุนเวียนของอารมณ์

 

3.

เมื่ออารมณ์ถูกเก็บหมักหมมมากเข้า อารมณ์หมักดอง(อาสวะ) ก็จะกลายเป็นเครื่องผูกรัดมัดจิต(สังโยชน์) ทำให้จิตหลุดพ้นไปไม่ได้

 

4.

เราต้องกำหนดที่จิต อยู่ระหว่างกลางทรวงอกบริเวณลิ้นปี่ ซึ่งเป็นจุดรวมของอารมณ์ทั้งหมด เห็นความเกิด-ดับไปทุกขณะจิต ชื่อว่า เจริญสติปัฏฐานสี่ อริยมรรคมีองค์แปด

 

5.

เมื่อกำหนดที่จิตแล้ว ญาณจะเข้าไปฟอกจิต กระแสจะทะลุไปข้างหลัง ผ่านขึ้นไปฟอกที่สมองเล็ก ซึ่งอยู่บริเวณท้ายทอย และจะเข้าไปฟอกที่สมองใหญ่อีกครั้งหนึ่ง จากนั้น ญาณจะขับกระแสออกมาระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นทางออกของกระแสวิญญาณ เรียกว่า มโนทวาร

 

6.

เมื่อดูไปเนืองๆ ก็เริ่มเบื่อหน่าย คลายความติดใจในสิ่งทั้งหลาย ที่สุดจิตก็หลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่น

วิธีการแผ่เมตตา

ดาวน์โหลดไฟล์เสียง : พระอาจารย์ธมฺมทีโป นำแผ่เมตตา 

ขั้นแรก..

ขอให้ผู้ปฏิบัติปล่อยวางอารมณ์ต่างๆที่คั่งค้างอยู่ในปัจจุบันทั้งหมดทิ้งไป  ไม่ส่งกระแสจิตออกไปภายนอก ผ่อนคลายความฟุ้งซ่าน ความตึงเครียดทั้งหมดทิ้งไป... ให้เหลือแต่ดวงจิตอันบริสุทธิ์ ที่มีปัญญา มีความรู้สึก เห็นการเกิด-ดับอยู่  นิ่งสงบอยู่


เมื่อผู้ปฏิบัติธรรม สามารถรักษาจิตในเส้นทางมหาสติปัฏฐานสี่  เห็นการเกิด-ดับไปเนืองๆได้แล้ว  ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อมเจริญขึ้นตามลำดับ  จึงมีอานิสงส์อันยิ่งใหญ่  สามารถน้อมจิตที่ฝึกดีแล้ว แผ่กระแสเห่งความสุข  ความมีเมตตาไปให้แก่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายอันไม่มีประมาณได้

จากนั้น... น้อมจิต ระลึกถึงผลบุญกุศล คุณงามความดีทั้งหลายที่ตนเองเคยอบรม บ่มบารมีธรรมมา  เป็นการบูชาพระพุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์  ด้วยการปฏิบัติบูชา  เป็นการบูชาอันสูงสุด

น้อมกุศลเหล่านั้นเข้ามาไว้ในจิตของเรา ให้กระแสแห่งเมตตาธรรม เปี่ยมอยู่ในดวงจิต

จากจิต... แผ่เมตตาออกมาให้ทั่วร่างกาย  ..ร่างกายนี้เกิดจากพ่อแม่ กุศลใดที่ลูกได้ทำ ขอให้พ่อและแม่ มีส่วนด้วยตลอดเวลา ..

จากรอบๆร่างกาย  ก็แผ่ไปยังคนรอบข้าง .. แผ่ให้ครูบาอาจารย์  ผู้มีพระคุณทุกๆท่าน ที่ช่วยถ่ายทอดความรู้ ความดีงามให้กับเรา  ... คนในครอบครัว ญาติสนิทมิตรที่รัก  ... รอบๆสถานที่ที่เราอาศัยอยู่ 

จากนั้น.. แผ่ไปรอบๆจังหวัด  รอบประเทศไทย ให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์  บูรพมหากษัตริย์ และคนไทยทั้งชาติ  ... เราน้อมตอบแทนบุญคุณของแผ่นดิน และบรรพบุรุษ ที่ได้รักษาผืนแผ่นดินไทยนี้ไว้ ...


ค่อยๆแผ่กว้างออกไปทั่วทั้งโลกใบนี้  ไปยังเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย เจ้ากรรมนายเวร  เทวดาทั้งหลายทั่งทั้งสิบทิศ  ให้โลกใบนี้มีแต่กระแสแห่งเมตตาธรรม ...

 

แผ่ไปทั่วจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล  ไม่มีประมาณ  กว้างขวาง ไร้ขอบเขต  แด่ดวงจิตทุกดวง สรรพสัตว์ทั้งหลาย อันไม่มีประมาณ .. ให้มีแต่ความสุข  พ้นจากความทุกข์ ถ้าสุขอยู่แล้ว  ขอให้สุขยิ่งขึ้น

 

เราน้อมจิตแผ่เมตตาไม่มีประมาณ .. เหมือนก้อนหินที่โยนลงไปในน้ำ  คลื่นน้ำก็แผ่ขยายออกไป เป็นวง กว้างขึ้นๆ ... จากนั้น นิ่งสักครู่หนึ่ง ...

 

ถ้าต้องการออกจากการแผ่เมตตา  อย่ารีบลืมตา ให้ตั้งจิตภายในว่า "กลับ" แล้วจากนั้นประคองความรู้สึกที่จิตไว้  สูดลมหายใจเข้า-ออก 2-3 ครั้งอย่างนุ่มนวล แล้วค่อยๆลืมตาขึ้น...

อานิสงส์ของการแผ่เมตตา

ดูก่อน.. ภิกษุทั้งหลาย

เมื่อเมตตาเจโตวิมุติ อันบุคคลน้อมไว้ภายในแล้ว  เจริญแล้ว  ทำให้มากแล้ว  ทำให้เป็นดุจยาน  ทำให้เป็นที่ตั้ง  ให้ตั้งมั่นโดยลำดับ  สั่งสมดีแล้ว ปรารภดีแล้ว.. พึงหวังอานิสงส์ 11 ประการด้วยกันคือ

1. เวลาหลับ ย่อมหลับเป็นสุข

2. เวลาตื่น ย่อมตื่นเป็นสุข

3. เวลาฝัน  ย่อมไม่ฝันร้าย

4. ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย

5. ย่อมเป็นที่รักของอมุษย์ทั้งหลาย

6. เทวดาทั้งหลายย่อมรักษา

7. ไฟ ยาพิษ หรือศาสตรา ย่อมไม่อาจกล้ำกลายได้

8. จิตย่อมตั้งมั่นได้โดยรวดเร็ว

9. สีหน้าย่อมผ่องใส

10.ไม่เป็นผู้ที่ตายด้วยความลุ่มหลง

11.เมื่อไม่บรรลุมรรคผลข้อใดข้อหนึ่ง (โสดาบัน, สกทาคามี, อนาคามี,อรหันต์) เมื่อตายไป ย่อมเป็นผู้ไม่ตกต่ำ  จะถือกำเนิดในพรหมโลก

สภาวธรรมทั้งปวง ..ล้วนไม่ควรยึดมั่น

บางท่าน ที่จดจ่ออยู่กับการทำงานนานๆ  สวดมนต์  ฝึกสมาธิ  รู้สึกตัวตลอด  เท่าทันความคิดและอารมณ์  เมื่อปล่อยวางภายในมากเข้า  เกิดมีอาการเหมือนหัวใจสั่น .. เต้นแรงขึ้นบางเวลา มีอาการวูบวาบทั่วร่างกายตลอด  หรือมีอาการเจ็บตรงกลางหน้าอกทั้งที่ภายในของตนเอง ก็ยังนิ่งๆอยู่ ไม่ได้ตึงเครียดอะไร  แต่สภาวะนี้ก็ไม่หายไป  บางท่านไปหาคุณหมอเพราะนึกว่า ตนเองเป็นโรคหัวใจ  ทานยาแล้ว สภาวะนี้ก็ไม่หาย

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสภาวธรรมที่เกิดจากการที่เรารู้สึกตัวมากขึ้น  ความรู้สึกจากภายนอกจะเข้าถึงภายใน จิตภายใน  ซึ่งเป็นสภาวะจิตปรมัตถ์ มีการเกิด-ดับตลอดเวลา จะถูกปลุกให้ตื่นขึ้น  เข้าสู่เส้นทางที่สมาธิ-ปัญญา เดินไปพร้อมกัน

บางครั้ง ประคองจิตไป จิตจะเริ่มนิ่ง ดิ่งลงภวังค์ เหมือนเคลิ้ม หรือเวลานอน อาจจะรู้สึกเหมือนนอนไม่หลับ เพราะจิตตื่นอยู่  ให้รู้สึกไว้ ... ความรู้สึกจะผสานกับความนิ่ง  จิตดิ่ง แต่รู้สึกตัวตื่นอยู่ในภวังค์

จิตที่อยู่ในเส้นทางมหาสติปัฏฐานสี่  อริยมรรคมีองค์แปด ... อาตาปี คือ ความเพียรเผากิเลส  สัญญากรรมในอดีตจะถูกคุ้ยขึ้นมา  ให้ผู้ปฏิบัติกำหนดที่จิต  มีสัมปชัญญะ  คือ ความรู้สึก เห็นการเกิด-ดับไปตลอด  เป็นการทำลายความยึดมั่นในสัญญา

อาการต่างๆ เช่น แน่น อึดอัดหน้าอก  มึนศีรษะ  คล้ายจะอาเจียน  บางครั้งมีอาการหนาวๆร้อนๆ  ปวดเมื่อยถึงกระดูกข้างใน  มีสภาวะเหมือนลูกศรเสียบอก  เจ็บแปล๊บเข้าถึงหัวใจ  ถูกกระชาก ... ให้นิ่ง รู้สึกที่จิต แล้วน้อมแผ่เมตตาไป ให้มีความสุข สภาวธรรมเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้น เป็นความก้าวหน้าทางการปฏิบัติ และเป็นการชดใช้บาปกรรมทั้งหลาย ด้วยสภาวธรรม ภายใน แต่สภาวธรรมทั้งหลาย ก็ไม่ควรยึดมั่น

 

 

 

 

เรือที่ตรงไปตามเข็มทิศ .. เมื่อเจอพายุหรือสิ่งรบกวน

ไม่หวั่นไหวออกไปนอกเส้นทาง ย่อมถึงจุดหมายได้ฉันใด

จิตที่รู้สึกตัว .. ไม่ว่าสภาวธรรมใดเกิดขึ้น

ไม่ยึดมั่น จึงไม่หวั่นไหว ย่อมถึงจุดหมาย

คือ ความเป็นอิสระจากความทุกข์

พบความสุขที่แท้จริงได้ฉันนั้น

42 คำถาม..สภาวธรรม -1

+ เราเป็นคนดีอยู่แล้ว.. ทำไมต้องฝึกจิตด้วย จะช่วยอะไรได้ ?

พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า.. ให้ละชั่ว  ทำดี  ทำจิตให้ผ่องใส

คือ เมื่อทำความดีแล้ว  ต้องอยู่เหนือความดีนั้นด้วย  เพราะคนดีโดยส่วนมาก เมื่อทำความดีแล้ว ยังมีความกังวลที่ต้องการให้คนเห็นความดีที่ทำ  ให้คนเข้าใจ  ถ้าคนไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิด  ก็จะน้อยใจ  เสียใจได้ง่าย... เปราะบางง่าย  คิดว่า เราอุตส่าห์ทำความดี  ทำไมไม่เข้าใจ ก็เลยไม่อยากจะทำความดี  และอาจจะเลยเถิด  ถึงกับไม่อยากเป็นคนดีอีกก็มี...

+ ที่บอกว่า มันตึ้บๆ วุ้บๆ เกิด-ดับ ต้องดูอย่างไร?

เริ่มต้น...  สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ด้วยความรู้สึกสบายๆ  ผ่อนความรู้สึกลงมาที่กลางหน้าอก บริเวณลิ้นปี่  ทำสัก 2-3 ครั้ง  จากนั้น.. สังเกตความรู้สึกลงมาที่กลางหน้าอกบริเวณลิ้นปี่  สังเกตุความรู้สึกปัจจุบันที่เกิดขึ้นที่จิตภายใน

+ เวลาดูจิต .. ที่บอกว่า มีความรู้สึกเกิด-ดับ ตุ้บๆวุ้บๆ เวลาสังเกตุดู ไม่เห็นมีความรู้สึกเลย... มีแต่นิ่งๆ ว่างๆ เฉยๆ?

ให้สังเกตุดูว่า .. ขณะนี้รู้สึกอย่างไร  ไม่มีคำว่า " ทำไม่ได้" เพราะทุกคนมีความรู้สึกอยู่แล้ว  นิ่งๆก็คือความรู้สึกอยู่ว่า "นิ่งๆ"  ว่างๆ ก็คือ ความรู้สึกว่า "ว่างๆ" 

ให้นิ่งไปในความรู้สึกนั้น  ก็จะรับรู้ถึงความรู้สึกที่เกิด-ดับได้

 + พอนิ่ง .. รู้สึกไปเรื่อยๆ บางครั้งก็จะรู้สึกว่า มันเต้นแรง บางครั้งก็รู้สึกว่า เบาๆ บางครั้งรู้สึกนิ่งๆ ว่างๆไปเลย ?

ให้เห็นว่า ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ไม่เที่ยง... เดี๋ยวมันก็แรง  เดี๋ยวก็เบา  เดี๋ยวก็นิ่ง ... ให้สังเกตอยู่ที่จิตว่า .. ขณะนี้รู้สึกอย่างไร... อะไรกำลังเกิดขึ้น  ให้อยู่กับปัจจุบันแล้ว

 + ยกมือทำกระแส.. กระแสทุกคนก็มีอยู่แล้ว เคยทำได้?

มันมีอยู่แล้ว  แต่เราไม่เคยมาสังเกต  ไม่เคยมาใส่ใจ  และไม่มาเรียนรู้ที่จะนำสิ่งที่มีอยู่แล้ว ออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์

+ เวลาดูจิต.. ส่งกระแสให้กัน รู้สึกว่ามีพลังเกิดขึ้น เหมือนกับในหนัง?

สังเกตดู.. เรามองเห็นพลังหรือเปล่า ..  เราก็ไม่เห็น แต่รู้สึกได้  สัมผัสได้  รู้สึกถึงกระแสที่ได้เรียนรู้  ส่งถึงซึ่งกันและกันได้

เราไม่ได้อยู่แค่พลัง .. พระพุทธเจ้าสอนให้มีปัญญา เห็นตามความเป็นจริง 

ให้รู้ว่า.. สรรพสิ่งทั้งหลาย ไม่ได้เป็นตัวตนอะไรที่แท้จริง (อนัตตา) เป็นเพียงกระแสเหตุปัจจัย เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน(อิทัปปัจจัยตา)   ... เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว  เราจึงส่งกระแสที่ดีออกไปทุกทิศทุกทาง  ด้วยการแผ่เมตตาออกไปไม่มีประมาณ

+ ดูจิตกลางหน้าอก ที่เต้นตุ้บๆ มันเป็นหัวใจเต้นหรือเปล่า แล้วที่ยกมือทำกระแส รู้สึกชาๆ เป็นเลือดมาเลี้ยงหรือ?

เราลองมาฟังความคิดเห็นจากแพทย์หญิงท่านหนึ่ง  ที่ท่านได้มาฝึกกับพระอาจารย์ 

แพทย์หญิงท่านนี้ได้เขียนรายละเอียดไว้อย่างน่าสนใจ

1. จิตที่รู้สึกได้นั้น .. สว่าง  เย็นและเต้นตุ้บๆ  รู้สึกละเอียด ไม่ใช่หัวใจเต้น (พิสูจน์ได้ โดยการออกกำลังกายให้เหนื่อย  จะทราบว่า หัวใจเต้นที่หน้าอก ค่อนข้างไปทางซ้าย)

2. อาการร้อนซ่าที่มือ  ไม่ได้เกิดจากการสูบฉีดโลหิตจากหัวใจ  เพราะในสภาพปกติ  เราจะไม่รู้สึกถึงชีพจรได้  ถ้าไม่จับถูกที่มีชีพจร .. ชีพจรเกิดจากหัวใจบีบเป็นครั้งๆ  จะออกมาคลำได้เป็นคลื่น  ไม่ใช่รู้สึกบ่อยๆ  ตลอดเวลา

3.ความรู้สึกซ่าคล้ายมือชา .. ไม่ใช่ปริมาณเลือดที่มาเลี้ยงมือมากผิดปกติ  ซึ่งถ้าเช่นนั้น  มือจะแดง  อุ่น  และต้องมีสาเหตุ เช่น ไข้ขึ้น  แต่จะไม่มีอาการซ่า  คล้ายเหน็บชา  จะมีแต่ความรู้สึกอุ่นๆ

+ ดูจิตกลางหน้าอกแล้วไม่ค่อยเต้น ก็รู้สึกกังวล

เป้าหมายในการที่เราฝึกจิต ... เป็นการดูแลรักษาจิตใจให้มีความสุข  เพื่อคลายความกังวล ..ดังนั้นขณะที่ทำอย่ากังวล

+ บางครั้งนอนไม่หลับ  ต้องทำอย่างไร?

ก่อนนอน เราก็ดูจิต .. ถ้าไม่หลับ เราก็ได้ปฏิบัติไปตลอด  แต่ส่วนมากเวลาดูจิต แล้วไม่ไปกังวลกับ ความคิด  ดูจิตไปเรื่อยๆ  ก็จะหลับไปเอง  และหลับสบายด้วย

+ ดูจิตแล้ว เอาไปช่วยพ่อแม่ได้หรือเปล่า?

ดีมากเลย ที่จะนำการดูจิตไปสอนพ่อแม่ ..

พระพุทธเจ้าสอนว่า ลูกคนใด พ่อแม่ไม่เคยให้ทาน  ชักชวนให้ท่านได้ให้ทาน   ไม่เคยรักษาศีล  ชักชวนให้ท่านรักษาศีล  ไม่เคยมีศรัทธา ..แนะนำให้ท่านได้มีศรัทธา  ได้ปฏิบัติจนบรรลุมรรคผล  ลูกคนนั้นชื่อว่า ได้ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่สูงสุด  เป็นอภิชาตบุตร  บุตรผู้เกิดมาช่วยพ่อแม่

+ อยู่กับพ่อแม่ ชอบเถียงตลอด .. จะนำการฝึกจิตไปใช้ได้อย่างไร?

มีอะไร ให้กลับมาดูจิตก่อน..  นิ่งก่อน 

เวลาพ่อแม่พูด  อย่านึกว่า ถูกพ่อแม่ด่าอีกแล้ว  ให้น้อมว่า ขอบคุณที่พ่อแม่คอยสอน  แล้วก็แผ่เมตตาให้พ่อกับแม่มีความสุข  ทำแค่นี้..ทำบ่อยๆ  แล้วดูผลที่เกิดขึ้น

+ เราดูจิต มีพลังแล้วเอาไปช่วยรักษาโรคให้คนได้ไหม?

ให้เราเรียนรู้เรื่องกระแสพลังก่อน..  ถ้าเป็นกระแสทางลบ  ก็เป็นทุกข์   ถ้าเป็นกระแสทางบวก  ก็เป็นสุข

พระพุทธเจ้ามีเป้าหมายสูงสุด คือ พ้นจากความทุกข์สิ้นเชิง  แต่กระแสที่เป็นบวกก็นำไปใช้ได้ คือ ให้เราแผ่กระแสเมตตา เพราะเราเรียนรู้แล้วว่า กระแสเชื่อมโยงถึงกัน

เปรียบเหมือนรถที่สตาร์ทไม่ติด .. เราไม่ไปลากเขา  เราพ่วงสายไฟให้รถเขาติด  และขับไปได้เอง  เช่นเดียวกัน... ที่บอกว่า 70%ของโรคภัยไข้เจ็บมาจากความเครียดด้านจิตใจ.. แสดงว่า คนเหล่านั้นยังวนเวียนอยู่กับความคิดไม่ดี เป็นโปรแกรมลบ  เช่น โกรธคนโน้น  แค้นคนนี้  ... ถ้าเราส่งกระแสรักษาเขาไป ..ก็ดีอยู่  แต่ถ้าเขาไม่เลิกเข้าโปรแกรมลบ  ที่สุดเขาก็ต้องกัลับมาเป็นอีก  วนเวียนอย่างนี้ไม่มีวันจบ

แต่พระพุทธเจ้าสอนให้ละชั่ว  คือ ไม่ควรเข้าไปอยู่ในความคิดที่ไม่ดี .. ให้มีแต่ความคิดที่ดี มีเมตตา ซึ่งเป็นโปรแกรมบวก  และทำจิตให้ผ่องใส อยู่เหนือความดีนั้นด้วย.. จึงเป็นการเพิ่มพลังให้ความคิดที่ดี  สร้างสรรค์ และเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ   ทำให้คนป่วยไข้พึ่งตนเองได้..  โรคภัยไข้เจ็บอันเกิดจากความเครียด  ก็จะหายไปเอง  นี่เป็นผลพลอยได้ เพราะเราลบโปรแกรม ที่ไม่ดีทิ้งไปแล้ว

42 คำถาม..สภาวธรรม -2

+ ที่บอกว่า ..ปฏิบัติแล้วเห็นเอง เห็นอย่างไร?

พระพุทธองค์ตรัสว่า.. เวลามีความโลภ โกรธ หลง เกิดขึ้น  เราก็รู้ชัดว่าเกิดขึ้น

เมื่อความโลภ โกรธ หลง ดับไป  เราก็รู้ชัดว่า ดับไป

อย่างนี้เรียกว่าเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง

+ ทำไมพอเรานิ่ง.. รู้สึกไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกถึงความโปร่งเบาสบาย?

เราดูจิต  มีปัญญาเห็นการเกิด-ดับ  สมาธิก็เดินไปด้วย จึงรู้สึกสบาย

+ ผมดูลมหายใจอยู่ เวลาดูจิตที่กลางหน้าอก มันจะวิ่งกลับมาที่จมูก ..มันยังรู้สึกขัดๆกันอยู่?

ถ้าความรู้สึกจะวิ่งกลับไปที่จมูก  ก็ไม่ต้องกังวล ให้นิ่ง.. สังเกตความรู้สึกที่กลางหน้าอกไว้  แล้วความรู้สึกมันจะรวมกลับเข้ามาเอง โดยไม่ต้องบังคับ

+ ดูลมที่กระทบท้องอยู่ ดูที่มันพอง-ยุบ พอดูจิตที่กลางหน้าอก มันก็วิ่งกลับไปที่ท้องอีก .. ทำให้รู้สึกเหนื่อยมันเวลาดึงไปดึงมา?

ถ้าความรู้สึกจะวิ่งกลับไปที่ท้อง ก็อย่ากังวล .. ให้นิ่ง รู้สึกที่กลางหน้าอกไว้  แล้วความรู้สึกจะรวมกลับเข้ามาเอง โดยไม่ต้องดึงไปดึงมา  มันจะไม่เหนื่อย .. เพราะเราไม่ได้ไปบังคับมัน

+ เวลาดูจิต รู้สึกหายใจเข้า-ออกแรง และเหนื่อย?

ถ้าเราไปวิ่งตาม และไปเพ่งที่ลมหายใจ.. ลมหายใจจะแรงขึ้น  จะรู้สึกเหนื่อย  เราดูจิตปล่อยลมหายใจ ให้เป็นไปตามปกติ .. ไม่ต้องไปวิ่งตามลมหายใจเข้า-ออก  ลมหายใจมันจะระงับและดับไปเอง

+ ดิฉันท่องบริกรรมอยู่ ต้องทำอย่างไรคะ?

เราท่องบริกรรม .. ที่สุด คำบริกรรมก็ดับไป  ก็เหลือแต่จิตที่รู้อยู่  

เรานิ่ง.. สังเกตไปในสภาวะจิตกลางทรวงอกบริเวณลิ้นปี่  ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น  จากนั้น เราก็ดูจิตต่อไปเลย

+ เวลานั่งหรือนอน มีสภาวะแปลกๆเกิดขึ้นค่ะ อยากรู้ก็อยากรู้ บางทีก็รู้สึกกลัว เพราะไม่รู้ว่าคืออะไร .. รีบออกมาจากสภาวะนั้น ออกมาก็เลยมึนๆ ต้องทำอย่างไรคะ?

เวลาจะออกมา  ให้หัดตั้งที่จิตภายในว่า "กลับ"  สภาวะที่แปลกๆเช่น  ตัวแข็ง  ขยับตัวไม่ได้  จะค่อยๆกลับเข้าสู่สภาวะเดิมๆเอง..

ใหม่ๆอาจจะต้องพูดเข้าไปในจิตหลายครั้งหน่อย   แต่พอชำนาญ ก็จะออกมาได้อย่างรวดเร็ว .. และก่อนจะออก  อย่าลืมสูดลมหายใจเข้าช้าๆ  แล้วผ่อนมาที่จิต  ... ลำตัว .. ทั่วร่างเบาๆ  แล้วค่อยๆลืมตา  จะได้ไม่มึนศีรษะ

+ พอดูไปเรื่อยๆ มันรู้สึกเหมือนกับไม่หายใจค่ะ .. แต่ก็สบาย จะเป็นอะไรหรือเปล่า?

เป็นสภาวะของจิตที่ละเอียดจนไม่มีลมหายใจ  เราไม่ต้องไปกังวล  และพยายามสูดลมหายใจกลับมา  ลมหายใจดับ ก็ให้รู้ว่าดับ .. ให้เราอยู่กับปัจจุบัน

+ บางครั้ง.. ดูจิตไปเรื่อยๆ ทำไมมันมาตื้ออยู่ตรงท้ายทอย มึนๆอยู่บริเวณศีรษะ และตื้ออยู่บริเวณหน้าผากครับ?

พอดูจิต  กระแสจะทะลุไปด้านหลัง  ผ่านขึ้นไปที่สมองเล็กบริเวณท้ายทอย  ผ่านขึ้นไปที่สมองใหญ่  มันจะฟอกกระแสที่ติดขัดบริเวณสมอง  เหมือนเครื่องซักผ้าที่กำลังซักเอาสิ่งสกปรกที่ฝังอยู่ออก   แล้วปล่อยออกไปทางท่อน้ำทิ้ง   กระแสที่ถูกฟอกแล้วก็เช่นกัน..   ก็จะถูกขับออกมาบริเวณหัวคิ้ว  ซึ่งเป็นทางออกของกระแสวิญญาณ   ถ้ายังไม่ออก  จึงมีอาการตื้ออยู่บริเวณหน้าผาก

(ดูคำอธิบาย >> วงจรกระแสจิต )

+ เวลาดูจิตไป เพ่งไปเรื่อยๆไปตรงจุดหนึ่ง เวลานั่งดูจิต มันจะเหมือนกับไม่หายใจ แต่มีอาการอั้นอยู่ จะรู้สึกอึดอัดค่ะ

สังเกตดู

เวลาเราดูจิตโดยการเพ่งไปทุกขณะ  ตอนแรกจะรู้สึกทำได้ดี   เพราะสามารถดูได้ตลอด

แต่พอจิตละเอียดขึ้น  เราก็ตามเขาไป  รู้สึกที่จิตเข้าไป  นิ่งเข้าไป  แต่มันไม่สามารถผ่านสภาวะนี้ต่อไปได้  จึงมีอาการอั้นอยู่  อึดอัดอยู่  แล้วเวลาหายใจมันจะสูดลมหายใจแรงๆออกมาเลย

ดังนั้นเวลาเราเจอสภาวะนี้  อย่าเพิ่งเพ่งต่อเข้าไปจนลึก  สังเกตที่จิตดูว่า  จะมีการเคลื่อนไหวขึ้นลงของลมหายใจที่ผ่านที่จิตด้วย  โดยไม่ต้องไปดูลมที่จมูก  สังเกตที่จิตและลมหายใจไปพร้อมๆกัน  ลมหายใจกับที่จิตที่เกิด-ดับ  มันจะนิ่งขึ้น  ละเอียดขึ้น  และผ่านสภาวะที่อึดอัดไปได้

+ บางครั้งรู้สึกเหมือนเคลิ้มๆ เหมือนหลับ แต่เวลาออกมารู้สึกสบาย

เราดูจิต และรู้สึกไปเรื่อยๆ จิตจะนิ่งดิ่งลงภวังค์ไป พอออกมา รู้สึกสบาย สบายเราก็บอกว่าสบาย จิตจะได้ร่าเริง  อย่าคิดว่านั่งหลับ  จะทำให้รู้สึกเหมือนว่าไม่ได้ปฏิบัติ

ให้เรานิ่งไปในความเคลิบเคลิ้ม  รู้สึกเหมือนหลับ  เมื่อเรานิ่งใส่ใจอยู่ภายใน  เราจะชัดเจนไปในความรู้สึกนั้น ..  ให้เราหัดสังเกตเส้นทางที่เข้าไปและออกมา  อีกหน่อยก็จะเป็นความชำนาญ  สามารถเข้าออกได้อย่างรวดเร็ว

+ เมื่อเดินจงกรมแล้วเปลี่ยนอิริยาบท มานั่งดูจิต จิตก็ลงภวังค์ไปอย่างรวดเร็ว?

เพราะขณะที่เราเดินจงกรม  อานิสงส์ของการเดินจงกรมคือ  สมาธิจะตั้งอยู่ได้นาน  ทำให้จิตดิ่งลงภวังค์ไปอย่างรวดเร็ว

42 คำถาม..สภาวธรรม -3

+ ไม่ชอบนั่งดูจิตแล้วลงภวังค์ ต้องการรู้สึกไปเรื่อยๆ จะทำอย่างไร?

1.   เราก็ประคองจิตไปเรื่อยๆ  พอมันจะลงลึกไปมากๆ เราตั้งจิตภายในว่า "กลับ"  จิตข้างในที่ลงลึก  มันจะถอยกลับมาในสภาวะที่รู้สึกได้ชัดเจนขึ้น

2.   เราลองเอานิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้แตะกัน   ขยับเข้าออก  เพื่อเพิ่มความรู้สึกข้างนอก  แล้วสังเกตความรู้สึกข้างในไปด้วย  แม้พอมันจะลงลึกขึ้น  ก็ให้รู้สึกทั้งภายในจิต  และภายนอกด้วย.. มันจะเพิ่มกำลังของความรู้สึกให้มากขึ้น  จิตที่รู้สึกผสานกับความนิ่ง  ดิ่งลงไป  แต่จะเข้าไปตื่นรู้สึกอยู่ในภวังค์

3.   เราก็ค่อยๆเปลี่ยนอิริยาบถ  นั่งเป็นยืน  ยืน.. เราก็ประคองจิตต่อ   จากยืนก็เป็นเดิน  เดิน..เราก็ประคองจิต  เหมือนคนประคองภาชนะที่เต็มไปด้วยน้ำ   จากเดิน.. ก็กลับไปยืน  จากยืนก็กลับไปนั่ง  การเปลี่ยนอิริยาบถ  สำคัญคือ  เพื่อให้เราประคองจิตได้ตลอด

+ ทำไมบางครั้งรู้สึกเหมือนตัวแข็ง คอก็แข็ง หน้าผากตึงๆ แต่ข้างในก็มีอาการรู้อยู่ ไม่สบายเหมือนตอนแรกๆที่ดูจิต?

การที่เราดูจิต  เห็นการเกิด-ดับ  ผ่านอารมณ์สบายไปตามลำดับ  จึงมีอาการเหมือนตัวแข็ง  คอแข็ง  แต่ภายในมีอาการรู้อยู่เฉพาะหน้า  เป็นจิตที่ตั้งมั่น   แต่เป็นสมาธิที่มีการเกิด-ดับ  อยู่ภายใน  ดังนั้น  จึงไม่ต้องกังวลกับอาการทางร่างกายที่เป็นอยู่  เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนแปลงไปเอง

+ ทำไมบางครั้งรู้สึกเจ็บที่กลางหน้าอก บางครั้งรู้สึกเหมือนมีเข็มแทงที่กลางหลัง ?

พอดูจิตไปเรื่อยๆ  กระแสจะทะลุจากจิตกลางหน้าอก  ไปที่หลังตลอดเวลา  จะรู้สึกเจ็บแปล๊บๆ  บางครั้งเหมือนเข็ม  บางครั้งเหมือนมีอะไรปักอยู่  พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า เหมือนลูกศรที่เสียบอก

+ บางครั้งทำไมรู้สึกเหมือนกับตัวมันหายไป และควรทำอย่างไรต่อคะ?

เป็นสภาวจิตที่ละเอียดขึ้นตามลำดับ  จนไม่รู้สึกว่ามีร่างกาย  ให้เราอยู่กับปัจจุบันไว้  ไม่ต้องกังวล  ให้เราอยู่กับปัจจุบันไว้  ไม่ต้องกังวล  ก็จะรู้สึกถึงสภาวะของจิตเกิด-ดับ  ที่ละเอียดอ่อนได้

+ พอดูจิตไป บางครั้งก็เห็นแสงอยู่ที่จิต บางครั้งก็เห็นแสงอยู่เฉพาะหน้าเกิดขึ้นมา แล้วก็หายไป?

พอเราดูจิตไป  สิ่งที่เราได้ไปด้วยก็คือสมาธิ  ที่เป็นไปเพื่อญานทัสนะ  จะเห็นแสงได้ คือ ดูจิตอยู่  และก็เห็นแสงของจิตที่เปลี่ยนไปมา  ตามความรู้สึกที่เปลี่ยนไป  ที่เห็นแสงอยู่เฉพาะหน้า  เป็นไปตามความรู้สึกเกิด-ดับ  ของกระแสวิญญาณ ที่ออกบริเวณหัวคิ้ว  คือ ความรู้สึกวุ้บๆ ที่บริเวณหัวคิ้ว  ให้รู้ว่าเห็นได้  มีได้  แต่อย่าไปกังวล  เพราะมีการเปลี่ยนแปลงได้

+ ขณะที่ดูจิต ก็เห็นความคิดต่างๆ เห็นเรื่องราวต่างๆในอดีต ทั้งความรู้สึกเก่าๆที่ขึ้นมา มันผ่านเข้ามา ก็ปล่อยมันผ่านไป มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วมันก็ดับไป ที่เห็นอยู่อย่างนี้ มันเป็นอย่างไร?

เราก็จะได้สติสัมปชัญญะ  สติสัมปชัญญะเราก็จะแก่กล้าขึ้น  จากการที่เราได้เห็นความรู้สึก  หรือความคิดเกิดขึ้น  ตั้งอยู่ ดับไป

+ ถ้าเราดูจิต เห็นความไม่เที่ยง เกิด-ดับไปเรื่อยๆ ไม่กังวลในเรื่องราวต่างๆที่เข้ามา แล้วจะเป็นอย่างไรคะ?

จะเป็นไปเพื่อการสิ้นอาสวะกิเลส  โลภ  โกรธ  หลง  ก็จะเบาบางลง  ความทุกข์ก็จะลดลงไปตามลำดับ  เพราะมีปัญญาเห็นตามความเป็นจริง  และที่สุด  จิตก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์สิ้นเชิง

+ เวลาท้อแท้ หมดกำลังใจ ควรทำอย่างไรคะ?

ให้นิ่ง และกลับมาดูจิต  และน้อมแผ่เมตตาออกไปไม่มีประมาณ  จะทำให้จิตนิ่งขึ้น  และมีกำลังมากขึ้น  เพราะเป็นการแผ่จิตให้กว้างขวางด้วยเมตตา  เมื่อจิตนิ่ง  มีกำลังใจเกิดขึ้นดีแล้ว  จะเห็นเรื่องราวต่างๆชัดเจนขึ้น

+ มองคนทำผิดแล้วไม่พอใจมากค่ะ อยากจะไปว่าแรงๆ จะทำอย่างไรดี?

พระพุทธองค์ทรงสอนว่า  บัณฑิตควรมีการเพ่งดูความผิดของตนเอง  ถ้าไปเพ่งหาความผิดผู้อื่น  กิเลสจะได้ช่อง  ความคิดก็จะฟุ้งซ่าน  เราควรสอนตนเองว่า  ได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นี้  ถ้าเราไม่ชอบ  เราก็บอกตนเองว่า เราอย่าทำอย่างนั้น  การปฏิบัติธรรมของเราก็จะเจริญก้าวหน้าขึ้น

+ แรกๆดูจิตแล้วรู้สึกสบาย ปล่อยความคิดได้ง่าย หลังๆทำไมความคิดมันเยอะขึ้น เรื่องอดีตต่างๆมันขึ้นมาเต็มไปหมด บางครั้งเรื่องตอนเด็กๆ เรื่องที่ลืมไปแล้วก็ขึ้นมา ทั้งที่ไม่เคยนึกถึง?

พอเราดูจิต  สมาธิก็เกิดขึ้น  สิ่งที่ได้ก็คือ ความสุขปัจจุบัน  เรามีปัญญาเห็นความไม่เที่ยง เกิด-ดับอยู่ภายใน สัญญาต่างๆที่เรายึดมั่นอยู่  จะถูกคุ้ยขึ้นมาเพื่อตัดไปที่จิต  เป็นการทำลายความยึดมั่นในสัญญาทั้งหลาย  จึงเป็นการตัดกรรม  ตัดภพ  ตัดชาติ แห่งการเวียนว่ายตายเกิด  นี่เรียกว่า สมาธิที่เป็นไปเพื่อการสิ้นอาสวะกิเลส

พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า มีสมาธิภาวนา 4 แบบ คือ

แบบที่1  เป็นไปเพื่อความสุขในปัจจุบัน เช่น ทำลมหายใจ  เพ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  พอทำไปแล้ว รู้สึกสบาย  นิ่ง  สงบ

แบบที่ 2 เราเห็นแสงสว่าง  เห็นนิมิตต่างๆ  มีตาทิพย์  สมาธิแบบนี้เป็นไปเพื่อญาณทัสสนะ

แบบที่ 3 เราเห็นอารมณ์พอใจบ้าง  ไม่พอใจบ้าง  เฉยๆบ้าง  ความทรงจำในอดีต  ความคิดในสิ่งต่างๆเกิดขึ้น  ตั้งอยู่ แล้วดับไป  สมาธิแบบนี้เป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ

ส่วนแบบที่ 4 สมาธิเป็นไปเพื่อการสิ้นอาสวะกิเลส 

เราเห็นรูป เวทนา สัญญา  สังขาร  วิญญาณ.. เกิดขึ้นและดับไป   เป็นสมาธิกับปัญญาคู่กัน

สมาธิ คือ การเพ่ง ใส่ใจอยู่    ปัญญา คือ เห็นการ เกิด-ดับ

เพราะฉะนั้น การที่เราเห็นการเกิด-ดับที่จิต  สมาธิกับปัญญาจึงเดินไปคู่เคียงกัน  นี่คือทางสู่ความพ้นทุกข์สิ้นเชิง

42 คำถาม..สภาวธรรม -4

+ บางครั้งความคิดเกิดขึ้นมาเยอะ จนดูจิตไม่ได้เลย?

พระพุทธเจ้าสอนว่า   เวลา ความคิด เยอะ  เราก็ใช้ ลมหายใจ ช่วย

เพราะลมหายใจ เป็นอารมณ์ที่ละเอียดอ่อนและไม่ใช่เวลาที่จะดูจิตด้วยความเพียร  แต่ต้องดูด้วยอารมณ์ที่สบาย  ผ่อนคลาย  เปรียบเหมือนคนจะดับไป  ถ้าจะดับด้วยหญ้าแห้ง ก็ดับไม่ได้  ต้องใช้หญ้าเปียกดับ  เช่นเดียวกัน... เวลามีความรู้สึกฟุ้งซ่านที่แรงกล้ามาก  ต้องดูจิตด้วยความผ่อนคลาย  ด้วยอารมณ์ที่วางเฉย  จิตจึงจะตั้งมั่นได้เร็ว

+ ถ้าหลับตาดูจิต ก็พอจะทำได้ค่ะ แต่ถ้าให้ลืมตาดูสิ่งต่างๆ และฟังเสียงไปด้วย และก็ดูจิตไปด้วย ทำไม่ได้ค่ะ รู้สึกว่ามันยาก ไม่สามารถทำสองอย่างในเวลาเดียวกันได้ค่ะ จะแก้ไขอย่างไรดีคะ?

เราลองสังเกตเวลาพิมพ์ดีด  ตอนแรกตาเรามองข้อความในกระดาษ  แล้วเราก็มองแป้นพิมพ์ที่กด  แต่พอทำไปเรื่อยๆจนชำนาญ  ตาเรามองกระดาษ  แต่ไม่ต้องมองแป้นพิมพ์  แล้วนิ้วมือที่พิมพ์ สามารถพิมพ์ไปตามตัวอักษรได้อย่างชำนาญ  ทั้งที่ต้องแยกประสาททั้งสิบนิ้ว  มีตัวหนังสือบน ล่าง  และด้านข้างก็ยังทำได้ 

เช่นเดียวกัน... ตาเรามองสิ่งต่างๆ  แล้วเราก็ดูจิต  ฟังเสียงต่างๆ  แล้วเราก็ดูจิต  อ่านหรือเขียนหนังสือ  เราก็ดูจิต  ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม  เราก็ดูจิต  ดูแลรักษาจิตใจให้มีความสุขไปทุกๆเหตุการณ์  และภายในต้องบอกตัวเองว่า "ทำได้"

+ ฝึกจิตแล้ว จะใช้กับการเรียนหนังสือได้อย่างไรครับ?

ให้คุณลองอ่าน หรือเขียนหนังสือไปสักครึ่งหน้า  ไปตามปกติ  จากนั้น ค่อยๆผ่อนความรู้สึกที่เกร็งอยู่บริเวณศีรษะและหัวไหล่  แล้วลองอ่านหรือเขียนหนังสือต่อไปอีกครึ่งหน้า... สังเกตดูว่า  อ่านหรือเขียนครั้งแรกกับครั้งหลัง  ต่างกันอย่างไร

+ พอได้ลองอ่านและเขียนตามที่พระอาจารย์บอก รู้สึกว่าสบายๆขึ้น โล่งๆขึ้น แล้วก็อ่านและเขียนจับใจความได้มากขึ้นกว่าครั้งแรก ทำไมเป็นอย่างนี้ได้ครับ?

ให้สังเกตดูนะ  ทีแรก เราอ่านและเขียน จะมีอาการตึงที่ศีรษะและเกร็งที่หัวไหล่โดยที่เราไม่รู้ตัว  เพราะรีบจะอ่านให้จบ  รีบจะเขียนให้เสร็จ..พอเราผ่อนคลาย  เราจะนิ่งขึ้น  รู้สึกสบายขึ้น  จิตใจก็ไม่กระวนกระวาย  จึงทำสิ่งต่างๆได้รวดเร็ว  มีระเบียบ พร้อมกับเข้าใจในงานนั้นได้อย่างชัดเจนขึ้น

+ ดูจิตแล้ว บางครั้งทำไมมีความรู้สึกเหมือนไม่ก้าวหน้าคะ ทั้งๆที่ดูจิตอยู่เรื่อยๆ?

ถ้าดูจิตแล้วกังวลในความก้าวหน้า  ก็เหมือนดินสอที่จุดลงบนกระดาษหนึ่งจุด  แล้วจุดต่อออกไปเรื่อยๆ  จากจุด ก็กลายเป็นเส้น  จึงมีระยะทาง.. ก็มีระยะเวลาที่เดินทางไปมา  จึงมีการดิ้นรนในการไปและการมา  มีความกังวลในการก้าวหน้าและถอยหลัง  ภายในจึงไม่สงบ

ถ้าเราดูจิตเห็นการเกิด-ดับไปตลอด  ไม่กังวลในความก้าวหน้า  แต่ก็ทำอยู่ด้วยความไม่ประมาท  เหมือนเราเอาดินสอจุดลงบนกระดาษจุดหนึ่ง  แล้วก็จุดซ้ำไปเรื่อยๆ  ณ ที่เดิมตลอดเวลา  .. จึงไม่มีระยะเวลาที่เดินทาง  ไม่มีการไปการมา  ไม่มีก้าวหน้าหรือถอยหลัง  ไม่มีความกังวลใดๆ  ภายในก็สงบ  อยู่เป็นสุข

+ เวลาปฏิบัติ จะรู้ได้อย่างไรครับ ว่าก้าวหน้าไปถึงไหน?

สังเกตดูว่า  พอเราดูจิต  มีปัญญาเห็นตามความเป็นจริงว่า ความคิดทั้งหลายไม่ใช่ตัวเรา  ไม่ใช่ของเรา  ดังนั้น เราจึงละความคิดที่ไม่ดี อันประกอบด้วยโลภ โกรธ หลง  อันเป็นสาเหตุให้เกิดทุกข์ ทิ้งไป  ก็จะเหลือแต่จิตที่ผ่องใส  กับความคิดที่ดีงาม  ดังนั้น ความทุกข์จึงลดลง  และความสุขจึงเพิ่มขึ้นตามลำดับ  ซึ่งเราสามารถรับรู้ได้ด้วยตัวเอง

+ เวลานั่งแล้วสะบัดไป สะบัดมา เห็นความคิดเข้ามา แล้วมันมีอาการสะบัด ดูเหมือนคนง่วง โยกไปมา ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ครับ แล้วจะแก้ไขได้อย่างไร?

พระพุทธองค์บอกสภาวธรรมไว้ดังนี้ คือ ตามเห็นความไม่เที่ยง ตามเห็นความจางคลาย ตามเห็นความดับ ตามเห็นความสลัดคืน...

นี่เป็นสภาวธรรมที่จิตกำลังสลัดกิเลส  เวลากิเลสเข้ามา  จิตก็จะสลัดออกไปเป็นอัตโนมัติเหมือนเซฟทีคัท  ที่ตัดไฟ  ร่างกายจึงมีอาการสะบัดไปสะบัดมาตามสภาวะจิตที่สบัดกิเลส

ดังนั้น..ไม่ต้องกังวลร่างกาย  ประคองจิตภายในไว้  พอสภาวะมาถึงจุด  ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงที่จิต  แล้วสภาวะทั้งหมดจะกลับเข้าสู่ความเป็นปกติ

+ ขอข้อความสรุปสั้นๆ เวลามีสภาวธรรมเกิดขึ้นด้วยครับ

เวลามีอะไรเกิดขึ้น ให้รู้ว่า นี่คือสภาวธรรม

เมื่อเกิดขึ้น ที่สุดก็ต้องดับไปเป็นธรรมดา  ที่ตั้งอยู่นั้น ให้เห็นว่าไม่เที่ยง  ไม่ควรยึดมั่น  ไม่ว่าสภาวธรรมนั้น จะเป็นสิ่งน่าชอบใจ  ทำให้เกิดความน่าเพลิดเพลิน  อยากเจออีก  หรือสภาวธรรมที่ไม่น่าชอบใจ  ไม่ต้องการเจอ  หรือสภาวธรรมที่เจอแล้วเฉยๆก็ตาม

พระพุทธองค์ตรัสว่า.." สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย"

สภาวธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น

เพราะเมื่อยึดมั่นในสิ่งใด ก็เป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น เมื่อไม่ยึดมั่น จิตย่อมหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง...

ภาพกิจกรรม > โรงเรียนอนุราชประสิทธิ์

(2007-09-27) : โรงเรียนอนุราชประสิทธิ์

พระอาจารย์ธมฺมทีโป และคณะวิทยากร อบรมฝึกจิตให้แก่นักเรียน โรงเรียนอนุราชประสิทธิ์ กทม.

 

ดูรูปขนาดใหญ่
พระอาจารย์ธมฺมทีโป

ดูรูปขนาดใหญ่
พระอาจารย์ธมฺมทีโป

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ภาพกิจกรรม > สถานพินิจฯ อยุธยา

(2007-09-26) : สถานพินิจฯ อยุธยา

สถานพินิจฯ อยุธยา ได้ดําเนินการจัดกิจกรรมโครงการพัฒนาจิตตามแนวมหาสติปัฏฐาน โดยมีพระอาจารย์ธวัชชัย ธมมทีโป เป็นพระวิทยาการ ร่วมกับคณะวิทยากรจากศูนย์ร่วมจิตใจบ้านดวงประทีปแห่งธรรม โดยดําเนินกิจกรรมในทุกวันอังคาร ตั้งแต่ 15 พ.ค.2550 ไปจนถึง 10 ก.ค.2550

 

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

 

ภาพกิจกรรม > ปฏิบัติธรรมดูจิต ณ บ้านดวงประทีปแห่งธรรม

(2007-09-26) : ปฏิบัติธรรมดูจิต ณ บ้านดวงประทีปแห่งธรรม

 

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

ดูรูปขนาดใหญ่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วัฒนธรรมของพม่า

ร่วมส่งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ คลิกที่นี่ บทความของท่านมีประโยชน์กับผู้ไม่รู้อีกมากมาย

 

 

ขบวนแห่ส่างลอง

ส่างลองในชุดเจ้าชายเต็มยศ

อาจกล่าวได้ว่า หากคุณเกิดเป็นลูกชายในครอบครัวชาวไทยใหญ่ ไม่ว่าจะยากดีมีจนแค่ไหน พ่อแม่ญาติพี่น้องจะต้องอยากเห็นคุณเข้าร่วมพิธีกรรมที่มีชื่อว่า ปอยส่างลอง สักครั้งในชีวิต เพราะพิธีกรรมนี้คือความภาคภูมิใจของพ่อแม่และชุมชนไทยใหญ่ที่ได้เห็นบุตรหลานของตนเปลี่ยนสถานภาพจากเด็กชายในโลกปุถุชนไปเป็นสามเณรในโลกธรรมะ

ปอยส่างลอง เป็นภาษาไทยใหญ่ คำว่า ปอย หมายถึง งานหรือพิธี ส่วนคำว่า ส่างลอง หมายถึง ผู้ที่จะบรรพชาเป็นสามเณรหรือส่าง รวมแล้วหมายถึง พิธีบรรพชาสามเณร นั่นเอง เชื่อกันว่า หากลูกชายได้ผ่านพิธีกรรมนี้จะได้อานิสงค์ 8 กัลป์ ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าภาพบวชลูกผู้อื่นจะได้อานิสงค์ 4 กัลป์

ในสมัยก่อนที่ยังไม่มีโรงเรียน การบรรพชาเป็นสามเณรนอกเหนือจากเป็นโอกาสของบุตรชายที่จะได้ทดแทนบุญคุณมารดาแล้ว ยังเป็นโอกาสในการศึกษาเล่าเรียนวิชาความรู้อีกด้วย ตามปกติ ปอยส่างลองมักจะจัดขึ้น เมื่อสิ้นฤดูการเก็บเกี่ยว คือประมาณเดือนมีนาคม- เมษายนของทุกปี แต่ละหมู่บ้านจะมีการประชุมตกลงกันว่าจะจัดในช่วงเวลาไหน โดยจะไม่ให้ตรงกับที่อื่น เพื่อที่จะได้มีโอกาสไปร่วมงานปอยส่างลองในหมู่บ้านอื่น ๆ ได้

โดยปกติ ปอยส่างลอง มักจะจัดกันประมาณ 5 - 7 วัน พ่อแม่หรือผู้ปกครองของส่างลองจะต้องเตรียมข้าวของเงินทองและเครื่องใช้สำหรับจัดงานและเสาะหาผู้ที่จะมาดูแลส่างลองทั้งชายและหญิง หรือที่เรียกกันว่า“แม่เลี้ยงสาว”และ“ป้อเลี้ยงหม่าว” โดยจะต้องมีเป็นคู่ อาจจะมี 2 - 3 คู่ ป้อเลี้ยงหม่าวจะคอยผลัดเปลี่ยนกันแบกส่างลอง ส่วนแม่เลี้ยงสาวจะดูแลเรื่องข้าวปลาอาหารและการแต่งตัว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นญาติ ๆ หรือคนที่รู้จักสนิทสนมกัน

ก่อนถึงวันงาน บรรดาผู้ปกครองและญาติ ๆ จะพาส่างลอง ไปโกนผมที่วัด จากนั้น ส่างลองจะต้องนุ่งขาวห่มขาวและรับศีลห้า จากพระสงฆ์ จากนั้นบางแห่งจะมีการเดินขบวนกันไปขอขมาและเดินทางไปยังศาลเจ้าประจำหมู่บ้านเป็นการบอกกล่าวว่าจะมีการจัดปอยส่างลองขึ้น

ขั้นตอนต่อมาจะเป็นการ “รับส่าง” หรือ “ฮับส่าง” ในวันนี้ บรรดาญาติ ๆ ของส่างลองที่เป็นผู้หญิงจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงส่างลอง โดยจะช่วยกันแต่งองค์ทรงเครื่อง แต่งหน้าทาปากให้สวยที่สุด การแต่งกายของส่างลองจะประกอบด้วย 3 ส่วนด้วยกันคือ ส่วนที่เป็นเครื่องประดับศีรษะ เสื้อและกางเกง

ส่วนที่ประดับศีรษะจะวางมวยผมของผู้เป็นบุพการีไว้บนศีรษะและโพกด้วยผ้าที่มีสีสันแล้วคลี่เป็นรูปพัดให้สวยงาม สมัยก่อนประดับประดาไปด้วยดอกไม้สดนานาชนิดแต่ปัจจุบันนิยมใช้ดอกไม้ประดิษฐ์เพราะความคงทนและสามารถนำไปใช้บวชได้อีกหลายงาน ส่วนเสื้อจะเป็นเสื้อคอกลมแขนยาวปักดิ้นเงินดิ้นทองระยิบระยับเมื่อต้องกับแสงแดดและสวมทับด้วยเครื่องประดับที่เรียกว่า “แคบคอ” และสร้อยมุก กางเกงเป็นแบบโจงกระเบน ปัจจุบัน นิยมตัดเย็บเป็นกางเกงสำเร็จรูป ใส่ถุงเท้าสีขาวคลุมน่องเป็นอันเสร็จเรียบร้อย

มีหลายตำนานความเชื่อที่พยายามอธิบายถึงที่มาที่ไปของการแต่งองค์ทรงเครื่องส่างลองให้เหมือนกับเจ้าชายตัวน้อย บ้างก็ว่าเป็นการจำลองการผนวชของเจ้าชายสิทธัทถะที่เสวยสุขก่อนจะสละราชสมบัติและออกผนวชในสมัยพุทธกาล อีกตำนานหนึ่งเล่าว่า ในสมัยก่อนมีเด็กชายหน้าตาอัปลักษณ์ ทั้งยากจนและกำพร้าพ่อ ในขณะนั้นบรรดาลูกเศรษฐีในหมู่บ้านของเขาได้รวมตัวกันจัดปอยส่างลองขึ้น เด็กชายอัปลักษณ์อยากเป็นส่างลองแต่แม่ของเขาไม่มีเงิน เขาถูกคนอื่นๆ พูดจาถากถางว่าจนแล้วยังอยากที่จะเป็นส่างลองอีก เมื่อ บุนสาง หรือ พระพรหม ทราบเรื่อง จึงแปลงร่างเป็นชายชรามาให้เงินเพื่อนำไปจัดงาน และเสกให้เด็กชายหน้าตาอัปลักษณ์คนนั้นกลายเป็นเจ้าชายรูปงาม เมื่อแห่ไปรอบ ๆ หมู่บ้าน ชาวบ้านที่พบเห็นต่างกล่าวชื่นชมความงดงามส่างลองผู้นี้ตลอดทาง

บรรดาเจ้าชายตัวน้อยๆ จะได้รับการดูแลประคบประหงมเป็นอย่างดีเหมือนเป็นเจ้าชายจริง ๆ จะให้เท้าแตะพื้นไม่ได้ ซึ่ง “ตะแป่” จะเป็นผู้ที่แบกส่างลองไว้บนบ่าเมื่อต้องเดินขบวนแห่ หรือไปยังสถานที่ต่าง ๆ โดยจะมีบรรดาพี่เลี้ยงคอยกางร่มทองคำและดูแลเรื่องอาหารการกินและความเรียบร้อยของทรัพย์สินเครื่องประดับไม่ให้ขาดตกบกพร่อง และที่สำคัญอย่าให้ คลาดสายตา เพราะถ้าเผลอ อาจจะมีคนแกล้งอุ้มส่างลองไปซ่อน ซึ่งพี่เลี้ยงต้องหาตัวให้พบ และเมื่อพบแล้ว ผู้ที่ลักส่างลองไปจะไม่ยอมให้ตัวส่างลองไปง่าย ๆ แต่จะเรียกเงินกันเป็นค่าไถ่ตัว พี่เลี้ยงต้องยอมจ่ายเงินตามที่ถูกเรียกอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้

ขั้นตอนต่อไป “ตะแป่” จะแบกส่างลอง เข้าแถวไปเป็นขบวน ซึ่งกระหึ่มไปด้วยเสียง กลองมองเซิง เครื่องดนตรีประจำชาติของไทยใหญ่ บรรเลงร่วมกับฉาบและมอง(หรือฆ้อง-ฆ้องแบบไทยใหญ่จะประกอบด้วย ฆ้องขนาดต่าง ๆ ประมาณ 6 ลูกหรือมากกว่านั้นที่เรียงกันโดยใช้ 2 คนแบกหน้าหลัง คนข้างหลังจะเป็นคนตี โดยคันที่ใช้ตีจะเชื่อมกับไม้ตีทั้ง 6 ทำให้ตีครั้งเดียวจะเกิดเสียงฆ้องสูงต่ำกังวานประสานกัน) ขบวนจะร่ายรำไปตามที่ต่างๆ เพื่อ “กั่นตอ” หรือ “ขอขมา” โดยชาวบ้านจะนำข้าวตอกมาโปรยเมื่อขบวนส่างลองผ่านมาเป็นการอวยพร

จากนั้นจะเป็นการ “แห่โคหลู่” (เครื่องไทยทาน)และส่างลองไปยังวัด ในวันนี้ชาวบ้านมาร่วมงานกันมากซึ่งแต่ละคน ก็จะแต่งกายชุดประจำชาติไทยใหญ่ร่วมขบวนกันอย่างสวยงาม จากนั้นจะประกอบพิธีที่เรียกว่า “ฮ่องขวัญ” หรือ “เรียกขวัญ” คล้ายกับการทำขวัญนาค และเลี้ยงอาหาร 12 ชนิด (ในสมัยก่อนมีถึง 32 ชนิด จากความเชื่อว่าผู้บรรพชาต้องมีอวัยวะครบ 32 ปัจจุบัน เหลือเพียง12 ชนิด ซึ่งบางตำราก็กล่าวว่า หมายถึงข้าวปลาธัญญาหารที่อุดมสมบูรณ์ตลอดปี)

ในวันรุ่งขึ้นจึงจะถึงพิธีบรรพชา ในช่วงเช้าของวันจะเป็นการแห่ส่างลองในชุดประดับประดาเต็มยศไปยังวัด ในช่วงบ่ายจะเป็นพิธีกรรมในอุโบสถ โดยส่างลองจะกล่าวคำขออนุญาตบรรพชาจากพระเถระ เมื่อได้รับอนุญาตจากพระเถระแล้วจึงรับจีวรจากบิดามารดาเพื่อเปลี่ยนจากชุดส่างลองไปห่มผ้าเหลืองถึงตอนนี้อาจจะมีเสียงพระเถระประกาศให้ช่วยกันเช็ดลิปสติก บรัชออน และอายชาโดว์ที่ช่วยกันแต่งแต้มอย่างสวยงามในตอนเช้าออกให้หมดจด เพราะเมื่อรับศีลสิบแล้วจะถือว่าเป็นสามเณรอย่างสมบูรณ์ แต่ถ้าเณรน้อยในผ้าเหลืองยังปากแดง แก้มแดงอยู่ ก็คงจะดูไม่เหมาะนัก เมื่อพิธีกรรมในการบรรพชาเสร็จสิ้นลง ผู้คนต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน แต่อาจจะมีการเลี้ยงฉลองความสำเร็จในการจัดเตรียมปอยส่างลองในหมู่ญาติพี่น้องและเจ้าภาพที่จัดงาน

ขบวนส่างลองมุ่งหน้าสู่วัด
(ชุมชนชาวไทยใหญ่ ชายแดนไทย-พม่า)

วัดคับแคบเกินไป ชาวบ้านจึงต้องร่วมทำพิธีด้านนอก
เด็ก ๆ ที่อยากเห็นต้องส่องดูจากช่องผนังวัด
(ชุมชนชาวไทยใหญ่ ชายแดนไทย-พม่า)

สามเณรสมาชิกใหม่ของวัด
(ชุมชนชาวไทยใหญ่ ชายแดนไทย-พม่า)

ปัจจุบัน ชุมชนชาวไทยใหญ่ทั้งในรัฐฉาน ประเทศพม่า และชายแดนภาคเหนือของไทยยังคงจัดงานปอยส่างลองอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ารูปแบบการจัดงานของแต่ละแห่งจะแตกต่างกันไปตามงบประมาณที่มี แต่สิ่งที่เท่าเทียมกันก็คือ ความภาคภูมิใจ ที่ได้เห็นเด็กชายห่มผ้าเหลืองและบุญกุศุลที่ได้จากการเปลี่ยนสถานภาพบุตรหลานจากโลกปุถุชนเข้าสู่โลกธรรมะ ดังเช่น งานปอยส่างลองที่จัดขึ้นในชุมชนชาวไทยใหญ่ที่หนีภัยการสู้รบมาจากรัฐฉาน ประเทศพม่า เมื่อปี พ.ศ. 2545

เวลาประมาณ 8 โมงเช้า ของวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2545 เด็กชายวัย 8-19 ปีจำนวน 40 คนในชุดสีขาวกำลังยืนเข้าแถวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มมีความสุข แม้วันนี้ พวกเขาจะไม่ได้เป็น “เจ้าชายสิทธัทถะ” ใส่เครื่องประดับสวยงาม ขี่หลัง “ตะแป่” เหมือนกับส่างลองในงานปอยส่างลองที่อื่น แต่พวกเขาก็ยังตื่นเต้นดีใจที่อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าจะได้เปลี่ยนจากเสื้อกางเกงสีขาวเป็นจีวรสีเหลือง สร้างบุญกุศลให้กับพ่อแม่ญาติพี่น้องและคนในชุมชนที่ร่วมกันจัดงานครั้งนี้ขึ้น

จายแสง เด็กชายวัย 10 ขวบ บอกเล่าถึงสาเหตุที่ต้องมาอยู่ที่นี่และความรู้สึกที่ได้เข้าร่วมพิธีกรรมวันนี้ว่า

“ที่หมู่บ้านผมมีการสู้รบบ่อยๆ ผมจึงต้องหนีมาอยู่ที่นี่ และผมดีใจมากที่ได้บวชในวันนี้”

พิธีปอยส่างลองที่นี้มีความแตกต่างจากที่อื่นในหลายเรื่อง อาทิ อายุของเด็กชายที่เข้าร่วมงานซึ่งบางคนล่วงเลยมาถึง 19 ปี รวมทั้งหลายคนเป็นเด็กกำพร้า เพราะนับตั้งแต่ชุมชนแห่งนี้อพยพหนีภัยการสู้รบมาจากฝั่งรัฐฉานเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา พวกเขาต้องมีความเป็นอยู่อย่างยากลำบาก เนื่องจากไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลไทยให้เป็นผู้ลี้ภัย พ่อแม่ของเด็ก ๆ ต้องดิ้นรนทำงานหาเงินมาซื้ออาหารประทังชีวิต ด้วยรายได้เฉลี่ยเพียงวันละ 70-80 บาท จากสถานภาพที่ไม่แน่นอนและรายได้ที่จำกัดเช่นนี้ ทำให้กว่าจะได้จัดงานบวชครั้งนี้ เวลาก็ผ่านล่วงเลยไปจนอายุของเด็กหลายคนมากกว่าเด็กที่เข้าร่วมพิธีทั่วไป และด้วยงบประมาณอันจำกัด การจัดงานในครั้งนี้จึงไม่สามารถเนรมิตให้ “ลูกชาย” เป็น “เจ้าชาย” ได้ดังตั้งใจ รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ส่วนใหญ่ก็หยิบยืมหรือได้รับการบริจาคจากชุมชนภายนอก ด้วยเหตุนี้ เฉดสีเหลืองของจีวรในงานนี้จึงมีตั้งแต่สีอ่อนซีดไปจนถึงสีเข้ม รวมทั้งขนาดเล็กใหญ่ไม่พอดีกับขนาดตัวของผู้สวมใส่ แต่ถึงกระนั้น ผู้เข้าร่วมงานทุกคนก็ยังมองภาพบุตรหลานในชุดจีวรสีเหลืองด้วยความปลาบปลื้มใจ

พีธีกรรมในวันนี้ จัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ในช่วงเช้า “ส่างลอง” จะใส่ชุดสีขาวเข้าแถวเรียงตามลำดับไหล่ยาวต่อกันไป ด้านหลังมีขบวนวงดนตรีแบบไทยใหญ่ครบชุด ตามด้วยครอบครัวและสมาชิกในชุมชน ขบวนค่อยๆ เคลื่อนออกจาก หมู่บ้านไปยังวัดซึ่งสร้างขึ้นด้วยไม้ไผ่ จุคนได้ไม่เกิน 100 คน ทำให้บรรดาแขกเหรื่อส่วนใหญ่ต้องนั่งรออยู่ด้านนอก และเด็กๆ พากันแอบมองลอดฟากไม้ไผ่ดูผู้คนด้านในกันอย่างสนุกสนาน พิธีกรรม ภายในจะมีพระ 4 - 5 รูป สวดมนต์ และญาติช่วยใส่จีวรใหม่ให้ หลังจากประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อเปลี่ยนผ่าน “ส่างลอง” เป็นสามเณรแล้ว พ่อแม่ญาติพี่น้องก็จะนำข้าวของจำเป็นไปถวาย ก่อนที่พิธีจะเสร็จสิ้นลงในช่วงบ่าย

ผู้ปกครองคนหนึ่งเปิดเผยความรู้สึกของตนที่ได้เห็นชายผ้าเหลืองของลูกชายว่า

“มันเจ็บปวดเล็กน้อยที่เราต้องจัดงานบวชครั้งนี้แตกต่างจากที่เคยทำในรัฐฉาน แต่อย่างน้อยผมก็ยังภูมิใจที่ได้เห็นลูกชายอยู่ในผ้าเหลือง”

ปอยส่างลองที่ชายแดนไทย-พม่าแห่งนี้นับเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ดีว่า พิธีกรรมนี้มีความสำคัญสำหรับชีวิตลูกผู้ชายชาวไทยใหญ่ และสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ไม่ว่างานจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่หรือเล็กกะทัดรัดเพียงใด รอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจของผู้คนที่เข้าร่วมงานนั้นมากมายเท่ากัน

กที่นี่ บทความของท่านมีประโยชน์กับผู้ไม่รู้อีกมากมาย

 

 

ขบวนแห่ส่างลอง

ส่างลองในชุดเจ้าชายเต็มยศ

อาจกล่าวได้ว่า หากคุณเกิดเป็นลูกชายในครอบครัวชาวไทยใหญ่ ไม่ว่าจะยากดีมีจนแค่ไหน พ่อแม่ญาติพี่น้องจะต้องอยากเห็นคุณเข้าร่วมพิธีกรรมที่มีชื่อว่า ปอยส่างลอง สักครั้งในชีวิต เพราะพิธีกรรมนี้คือความภาคภูมิใจของพ่อแม่และชุมชนไทยใหญ่ที่ได้เห็นบุตรหลานของตนเปลี่ยนสถานภาพจากเด็กชายในโลกปุถุชนไปเป็นสามเณรในโลกธรรมะ

ปอยส่างลอง เป็นภาษาไทยใหญ่ คำว่า ปอย หมายถึง งานหรือพิธี ส่วนคำว่า ส่างลอง หมายถึง ผู้ที่จะบรรพชาเป็นสามเณรหรือส่าง รวมแล้วหมายถึง พิธีบรรพชาสามเณร นั่นเอง เชื่อกันว่า หากลูกชายได้ผ่านพิธีกรรมนี้จะได้อานิสงค์ 8 กัลป์ ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าภาพบวชลูกผู้อื่นจะได้อานิสงค์ 4 กัลป์

ในสมัยก่อนที่ยังไม่มีโรงเรียน การบรรพชาเป็นสามเณรนอกเหนือจากเป็นโอกาสของบุตรชายที่จะได้ทดแทนบุญคุณมารดาแล้ว ยังเป็นโอกาสในการศึกษาเล่าเรียนวิชาความรู้อีกด้วย ตามปกติ ปอยส่างลองมักจะจัดขึ้น เมื่อสิ้นฤดูการเก็บเกี่ยว คือประมาณเดือนมีนาคม- เมษายนของทุกปี แต่ละหมู่บ้านจะมีการประชุมตกลงกันว่าจะจัดในช่วงเวลาไหน โดยจะไม่ให้ตรงกับที่อื่น เพื่อที่จะได้มีโอกาสไปร่วมงานปอยส่างลองในหมู่บ้านอื่น ๆ ได้

โดยปกติ ปอยส่างลอง มักจะจัดกันประมาณ 5 - 7 วัน พ่อแม่หรือผู้ปกครองของส่างลองจะต้องเตรียมข้าวของเงินทองและเครื่องใช้สำหรับจัดงานและเสาะหาผู้ที่จะมาดูแลส่างลองทั้งชายและหญิง หรือที่เรียกกันว่า“แม่เลี้ยงสาว”และ“ป้อเลี้ยงหม่าว” โดยจะต้องมีเป็นคู่ อาจจะมี 2 - 3 คู่ ป้อเลี้ยงหม่าวจะคอยผลัดเปลี่ยนกันแบกส่างลอง ส่วนแม่เลี้ยงสาวจะดูแลเรื่องข้าวปลาอาหารและการแต่งตัว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นญาติ ๆ หรือคนที่รู้จักสนิทสนมกัน

ก่อนถึงวันงาน บรรดาผู้ปกครองและญาติ ๆ จะพาส่างลอง ไปโกนผมที่วัด จากนั้น ส่างลองจะต้องนุ่งขาวห่มขาวและรับศีลห้า จากพระสงฆ์ จากนั้นบางแห่งจะมีการเดินขบวนกันไปขอขมาและเดินทางไปยังศาลเจ้าประจำหมู่บ้านเป็นการบอกกล่าวว่าจะมีการจัดปอยส่างลองขึ้น

ขั้นตอนต่อมาจะเป็นการ “รับส่าง” หรือ “ฮับส่าง” ในวันนี้ บรรดาญาติ ๆ ของส่างลองที่เป็นผู้หญิงจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงส่างลอง โดยจะช่วยกันแต่งองค์ทรงเครื่อง แต่งหน้าทาปากให้สวยที่สุด การแต่งกายของส่างลองจะประกอบด้วย 3 ส่วนด้วยกันคือ ส่วนที่เป็นเครื่องประดับศีรษะ เสื้อและกางเกง

ส่วนที่ประดับศีรษะจะวางมวยผมของผู้เป็นบุพการีไว้บนศีรษะและโพกด้วยผ้าที่มีสีสันแล้วคลี่เป็นรูปพัดให้สวยงาม สมัยก่อนประดับประดาไปด้วยดอกไม้สดนานาชนิดแต่ปัจจุบันนิยมใช้ดอกไม้ประดิษฐ์เพราะความคงทนและสามารถนำไปใช้บวชได้อีกหลายงาน ส่วนเสื้อจะเป็นเสื้อคอกลมแขนยาวปักดิ้นเงินดิ้นทองระยิบระยับเมื่อต้องกับแสงแดดและสวมทับด้วยเครื่องประดับที่เรียกว่า “แคบคอ” และสร้อยมุก กางเกงเป็นแบบโจงกระเบน ปัจจุบัน นิยมตัดเย็บเป็นกางเกงสำเร็จรูป ใส่ถุงเท้าสีขาวคลุมน่องเป็นอันเสร็จเรียบร้อย

มีหลายตำนานความเชื่อที่พยายามอธิบายถึงที่มาที่ไปของการแต่งองค์ทรงเครื่องส่างลองให้เหมือนกับเจ้าชายตัวน้อย บ้างก็ว่าเป็นการจำลองการผนวชของเจ้าชายสิทธัทถะที่เสวยสุขก่อนจะสละราชสมบัติและออกผนวชในสมัยพุทธกาล อีกตำนานหนึ่งเล่าว่า ในสมัยก่อนมีเด็กชายหน้าตาอัปลักษณ์ ทั้งยากจนและกำพร้าพ่อ ในขณะนั้นบรรดาลูกเศรษฐีในหมู่บ้านของเขาได้รวมตัวกันจัดปอยส่างลองขึ้น เด็กชายอัปลักษณ์อยากเป็นส่างลองแต่แม่ของเขาไม่มีเงิน เขาถูกคนอื่นๆ พูดจาถากถางว่าจนแล้วยังอยากที่จะเป็นส่างลองอีก เมื่อ บุนสาง หรือ พระพรหม ทราบเรื่อง จึงแปลงร่างเป็นชายชรามาให้เงินเพื่อนำไปจัดงาน และเสกให้เด็กชายหน้าตาอัปลักษณ์คนนั้นกลายเป็นเจ้าชายรูปงาม เมื่อแห่ไปรอบ ๆ หมู่บ้าน ชาวบ้านที่พบเห็นต่างกล่าวชื่นชมความงดงามส่างลองผู้นี้ตลอดทาง

บรรดาเจ้าชายตัวน้อยๆ จะได้รับการดูแลประคบประหงมเป็นอย่างดีเหมือนเป็นเจ้าชายจริง ๆ จะให้เท้าแตะพื้นไม่ได้ ซึ่ง “ตะแป่” จะเป็นผู้ที่แบกส่างลองไว้บนบ่าเมื่อต้องเดินขบวนแห่ หรือไปยังสถานที่ต่าง ๆ โดยจะมีบรรดาพี่เลี้ยงคอยกางร่มทองคำและดูแลเรื่องอาหารการกินและความเรียบร้อยของทรัพย์สินเครื่องประดับไม่ให้ขาดตกบกพร่อง และที่สำคัญอย่าให้ คลาดสายตา เพราะถ้าเผลอ อาจจะมีคนแกล้งอุ้มส่างลองไปซ่อน ซึ่งพี่เลี้ยงต้องหาตัวให้พบ และเมื่อพบแล้ว ผู้ที่ลักส่างลองไปจะไม่ยอมให้ตัวส่างลองไปง่าย ๆ แต่จะเรียกเงินกันเป็นค่าไถ่ตัว พี่เลี้ยงต้องยอมจ่ายเงินตามที่ถูกเรียกอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้

ขั้นตอนต่อไป “ตะแป่” จะแบกส่างลอง เข้าแถวไปเป็นขบวน ซึ่งกระหึ่มไปด้วยเสียง กลองมองเซิง เครื่องดนตรีประจำชาติของไทยใหญ่ บรรเลงร่วมกับฉาบและมอง(หรือฆ้อง-ฆ้องแบบไทยใหญ่จะประกอบด้วย ฆ้องขนาดต่าง ๆ ประมาณ 6 ลูกหรือมากกว่านั้นที่เรียงกันโดยใช้ 2 คนแบกหน้าหลัง คนข้างหลังจะเป็นคนตี โดยคันที่ใช้ตีจะเชื่อมกับไม้ตีทั้ง 6 ทำให้ตีครั้งเดียวจะเกิดเสียงฆ้องสูงต่ำกังวานประสานกัน) ขบวนจะร่ายรำไปตามที่ต่างๆ เพื่อ “กั่นตอ” หรือ “ขอขมา” โดยชาวบ้านจะนำข้าวตอกมาโปรยเมื่อขบวนส่างลองผ่านมาเป็นการอวยพร

จากนั้นจะเป็นการ “แห่โคหลู่” (เครื่องไทยทาน)และส่างลองไปยังวัด ในวันนี้ชาวบ้านมาร่วมงานกันมากซึ่งแต่ละคน ก็จะแต่งกายชุดประจำชาติไทยใหญ่ร่วมขบวนกันอย่างสวยงาม จากนั้นจะประกอบพิธีที่เรียกว่า “ฮ่องขวัญ” หรือ “เรียกขวัญ” คล้ายกับการทำขวัญนาค และเลี้ยงอาหาร 12 ชนิด (ในสมัยก่อนมีถึง 32 ชนิด จากความเชื่อว่าผู้บรรพชาต้องมีอวัยวะครบ 32 ปัจจุบัน เหลือเพียง12 ชนิด ซึ่งบางตำราก็กล่าวว่า หมายถึงข้าวปลาธัญญาหารที่อุดมสมบูรณ์ตลอดปี)

ในวันรุ่งขึ้นจึงจะถึงพิธีบรรพชา ในช่วงเช้าของวันจะเป็นการแห่ส่างลองในชุดประดับประดาเต็มยศไปยังวัด ในช่วงบ่ายจะเป็นพิธีกรรมในอุโบสถ โดยส่างลองจะกล่าวคำขออนุญาตบรรพชาจากพระเถระ เมื่อได้รับอนุญาตจากพระเถระแล้วจึงรับจีวรจากบิดามารดาเพื่อเปลี่ยนจากชุดส่างลองไปห่มผ้าเหลืองถึงตอนนี้อาจจะมีเสียงพระเถระประกาศให้ช่วยกันเช็ดลิปสติก บรัชออน และอายชาโดว์ที่ช่วยกันแต่งแต้มอย่างสวยงามในตอนเช้าออกให้หมดจด เพราะเมื่อรับศีลสิบแล้วจะถือว่าเป็นสามเณรอย่างสมบูรณ์ แต่ถ้าเณรน้อยในผ้าเหลืองยังปากแดง แก้มแดงอยู่ ก็คงจะดูไม่เหมาะนัก เมื่อพิธีกรรมในการบรรพชาเสร็จสิ้นลง ผู้คนต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน แต่อาจจะมีการเลี้ยงฉลองความสำเร็จในการจัดเตรียมปอยส่างลองในหมู่ญาติพี่น้องและเจ้าภาพที่จัดงาน

ขบวนส่างลองมุ่งหน้าสู่วัด
(ชุมชนชาวไทยใหญ่ ชายแดนไทย-พม่า)

วัดคับแคบเกินไป ชาวบ้านจึงต้องร่วมทำพิธีด้านนอก
เด็ก ๆ ที่อยากเห็นต้องส่องดูจากช่องผนังวัด
(ชุมชนชาวไทยใหญ่ ชายแดนไทย-พม่า)

สามเณรสมาชิกใหม่ของวัด
(ชุมชนชาวไทยใหญ่ ชายแดนไทย-พม่า)

ปัจจุบัน ชุมชนชาวไทยใหญ่ทั้งในรัฐฉาน ประเทศพม่า และชายแดนภาคเหนือของไทยยังคงจัดงานปอยส่างลองอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ารูปแบบการจัดงานของแต่ละแห่งจะแตกต่างกันไปตามงบประมาณที่มี แต่สิ่งที่เท่าเทียมกันก็คือ ความภาคภูมิใจ ที่ได้เห็นเด็กชายห่มผ้าเหลืองและบุญกุศุลที่ได้จากการเปลี่ยนสถานภาพบุตรหลานจากโลกปุถุชนเข้าสู่โลกธรรมะ ดังเช่น งานปอยส่างลองที่จัดขึ้นในชุมชนชาวไทยใหญ่ที่หนีภัยการสู้รบมาจากรัฐฉาน ประเทศพม่า เมื่อปี พ.ศ. 2545

เวลาประมาณ 8 โมงเช้า ของวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2545 เด็กชายวัย 8-19 ปีจำนวน 40 คนในชุดสีขาวกำลังยืนเข้าแถวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มมีความสุข แม้วันนี้ พวกเขาจะไม่ได้เป็น “เจ้าชายสิทธัทถะ” ใส่เครื่องประดับสวยงาม ขี่หลัง “ตะแป่” เหมือนกับส่างลองในงานปอยส่างลองที่อื่น แต่พวกเขาก็ยังตื่นเต้นดีใจที่อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าจะได้เปลี่ยนจากเสื้อกางเกงสีขาวเป็นจีวรสีเหลือง สร้างบุญกุศลให้กับพ่อแม่ญาติพี่น้องและคนในชุมชนที่ร่วมกันจัดงานครั้งนี้ขึ้น

จายแสง เด็กชายวัย 10 ขวบ บอกเล่าถึงสาเหตุที่ต้องมาอยู่ที่นี่และความรู้สึกที่ได้เข้าร่วมพิธีกรรมวันนี้ว่า

“ที่หมู่บ้านผมมีการสู้รบบ่อยๆ ผมจึงต้องหนีมาอยู่ที่นี่ และผมดีใจมากที่ได้บวชในวันนี้”

พิธีปอยส่างลองที่นี้มีความแตกต่างจากที่อื่นในหลายเรื่อง อาทิ อายุของเด็กชายที่เข้าร่วมงานซึ่งบางคนล่วงเลยมาถึง 19 ปี รวมทั้งหลายคนเป็นเด็กกำพร้า เพราะนับตั้งแต่ชุมชนแห่งนี้อพยพหนีภัยการสู้รบมาจากฝั่งรัฐฉานเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา พวกเขาต้องมีความเป็นอยู่อย่างยากลำบาก เนื่องจากไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลไทยให้เป็นผู้ลี้ภัย พ่อแม่ของเด็ก ๆ ต้องดิ้นรนทำงานหาเงินมาซื้ออาหารประทังชีวิต ด้วยรายได้เฉลี่ยเพียงวันละ 70-80 บาท จากสถานภาพที่ไม่แน่นอนและรายได้ที่จำกัดเช่นนี้ ทำให้กว่าจะได้จัดงานบวชครั้งนี้ เวลาก็ผ่านล่วงเลยไปจนอายุของเด็กหลายคนมากกว่าเด็กที่เข้าร่วมพิธีทั่วไป และด้วยงบประมาณอันจำกัด การจัดงานในครั้งนี้จึงไม่สามารถเนรมิตให้ “ลูกชาย” เป็น “เจ้าชาย” ได้ดังตั้งใจ รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ส่วนใหญ่ก็หยิบยืมหรือได้รับการบริจาคจากชุมชนภายนอก ด้วยเหตุนี้ เฉดสีเหลืองของจีวรในงานนี้จึงมีตั้งแต่สีอ่อนซีดไปจนถึงสีเข้ม รวมทั้งขนาดเล็กใหญ่ไม่พอดีกับขนาดตัวของผู้สวมใส่ แต่ถึงกระนั้น ผู้เข้าร่วมงานทุกคนก็ยังมองภาพบุตรหลานในชุดจีวรสีเหลืองด้วยความปลาบปลื้มใจ

พีธีกรรมในวันนี้ จัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ในช่วงเช้า “ส่างลอง” จะใส่ชุดสีขาวเข้าแถวเรียงตามลำดับไหล่ยาวต่อกันไป ด้านหลังมีขบวนวงดนตรีแบบไทยใหญ่ครบชุด ตามด้วยครอบครัวและสมาชิกในชุมชน ขบวนค่อยๆ เคลื่อนออกจาก หมู่บ้านไปยังวัดซึ่งสร้างขึ้นด้วยไม้ไผ่ จุคนได้ไม่เกิน 100 คน ทำให้บรรดาแขกเหรื่อส่วนใหญ่ต้องนั่งรออยู่ด้านนอก และเด็กๆ พากันแอบมองลอดฟากไม้ไผ่ดูผู้คนด้านในกันอย่างสนุกสนาน พิธีกรรม ภายในจะมีพระ 4 - 5 รูป สวดมนต์ และญาติช่วยใส่จีวรใหม่ให้ หลังจากประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อเปลี่ยนผ่าน “ส่างลอง” เป็นสามเณรแล้ว พ่อแม่ญาติพี่น้องก็จะนำข้าวของจำเป็นไปถวาย ก่อนที่พิธีจะเสร็จสิ้นลงในช่วงบ่าย

ผู้ปกครองคนหนึ่งเปิดเผยความรู้สึกของตนที่ได้เห็นชายผ้าเหลืองของลูกชายว่า

“มันเจ็บปวดเล็กน้อยที่เราต้องจัดงานบวชครั้งนี้แตกต่างจากที่เคยทำในรัฐฉาน แต่อย่างน้อยผมก็ยังภูมิใจที่ได้เห็นลูกชายอยู่ในผ้าเหลือง”

ปอยส่างลองที่ชายแดนไทย-พม่าแห่งนี้นับเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ดีว่า พิธีกรรมนี้มีความสำคัญสำหรับชีวิตลูกผู้ชายชาวไทยใหญ่ และสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ไม่ว่างานจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่หรือเล็กกะทัดรัดเพียงใด รอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจของผู้คนที่เข้าร่วมงานนั้นมากมายเท่ากัน

โดย หลวงตาวัดดอน

 

กลับไปที่ www.oknation.net