วันที่ พุธ สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เสี่ยงสายแนน .... ในขูลูนางอั้ว


  พิธีเสี่ยงสายแนน ...ในขูลูนางอั้ว

 

พิธีเสี่ยงสายแนน เป็นพิธีกรรมโบราณของกลุ่มชนในวัฒนธรรมไทลาวโบราณ  แต่ปัจจุบันไม่พบอีก    เพียงมีเอ่ยถึงในสำนวน  บทผญา  และบทวรรณกรรม   โดยเฉาะในวรรณกรรมอีสาน-ลาว  เรื่องขูลูนางอั้วบางสำนวนมีกล่าวถึงขั้นตอนโดยละเอียด    เพื่อบันทึกไว้กันความลืมเลือนจึงขอนำมาเล่าไว้ในที่นี้ค่ะ

 

                วรรณคดีอีสานเรื่องขูลูนางอั้ว   เป็นเรื่องของรักอมตะ ที่กวีโบราณรจนาไว้

นอกจากจะมีคุณค่าในด้านภาษาแล้ว   เนื้อหายังสะท้อนให้เห็นประเพณี   ความเชื่อ  ของไทลาวโบราณอีกหลายอย่าง   เป็นความเชื่อที่ผูกพันอยู่กับภูต  ผี  วิญญาณ  และเทวดา  โดยเฉพาะแถน ซึ่งเป็นเทวดาผู้เป็นใหญ่คอยสอดส่องดูแลมวลมนุษย์   ตัวละครในเรื่องเมื่อเกิดมีปัญหาใดๆ  มักจะแต่งเครื่องเซ่นไหว้   เครื่องคาว    ของหวาน     เทียนเงิน    เทียนคำ   เหล้าไห   ไก่ต้ม   ทำพิธีเซ่นสรวงขอความช่วยเหลือจากแถน

พิธีเสี่ยงสายแนน  เป็นพิธีกรรมหนึ่งที่เกี่ยวกับแถน  และมีปรากฏในเรื่องขูลูนางอั้ว เป็นการเสี่ยงทายดูความเป็นเนื้อคู่กันของบ่าวสาว   เป็นประเพณีของกลุ่มไทลาวโบราณที่เคยมีมาก่อน   แต่ปัจจุบันเลือนหายไป    เหลือเพียงสำนวนคำพูดในบทผญา (สุภาษิต) ที่กล่าวถึงคำว่า     “กกมิ่งกกแนน”       “สายมิ่งสายแนน” อยู่บ้าง    เช่น

“โอเด...พ่ออีนางเอย    เจ้าไปแล้วกกมิ่งไผสิแทน    กกแนนไผสิเฝ้า    เฮือนเฮาไผสิอยู่    เดนอ พ่ออีนางเอ้ย...”  (เป็นคำเว้าวอนเมื่อเจ้าสามีจะจากไปไกล เช่น เมืองไทย เมืองล่างหรือตายจากกัน)

กกแนน  -  ปรีชา  พิณทอง ให้ความหมายไว้ในสารานุกรมภาษาอีสาน-ไทย-อังกฤษว่า   หมายถึงคู่ครองที่เคยอยู่กินกันมาหลายภพหลายชาติที่โบราณเรียกว่าบุพเพสันนิวาส

สายแนน  -  ในความหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคล้ายคำว่า   คู่สร้างคู่สม    ดังคำผญาที่เอ่ยเปรียบเปรยคู่สามีภรรยาที่มีความเหมาะสมกันด้วยประการทั้งปวงว่า   เป็นเพราะ  สายแนนแถนแต่งมา   เช่นสำนวนว่า

“สายแนนนาแก่นผัวหยิบ(เย็บ)เมียแส่ว(สอย) ผัวขี้แข่วเมียขี้ตา”

“สายแนนนาแก่นควายตู้ขี้ตา นาขี้หินแห่”

“สายแนนนา (ริม) ห้วยกับควายเถิกใหญ่”

สองสำนวนแรกเอ่ยถึงความเหมาะสมในทางความด้อยด้วยกันทั้งชายทั้งหญิง คือผัวขี้แข้ว(ฟัน) เมียขี้ตา ต่างคนต่างขี้เหร่ เปรียบเป็นที่นาก็เป็นเพียงนาดอนดินแข็งๆ มีแต่หิน แถมมีควายโซๆ ตาแฉะๆ เป็นแรงงาอีก ข้าวกล้าที่ได้จึงขาดๆ เขินๆ ส่งผลให้ฐานะง่อนแง่นด้วย

สองสำนวนนี้จึงมักพูดถึงคู่สามีภรรยาที่มีฐานะด้อยในสังคม   บางคนอาจพูดสำนวนนี้เพื่อถ่อมตนเอง    ตรงกันข้ามกับสำนวนหลัง   เปรียบกับคู่สามีภรรยาที่เหมาะสมกันในด้านความเด่นด้วยกันทั้งสองฝ่าย     ทำนองผัวรวย  เมียสวย    ผัวเก่ง   เมียฉลาด     เหมือนกิ่งทองใบหยก   อะไรทำนองนั้น     เปรียบเป็นที่นา    ก็เป็นนาริมห้วย  นาลุ่ม  ดินอุดม   แถมมีควายตัวใหญ่แข็งแรงเป็นแรงงานอีก

ทั้งหมดก็คือสายแนนแถนแต่งมาให้คู่กัน

ในวรรณคดีอีสานเรื่องอื่นๆ ก็มีพูดถึงแนน    เช่น

“บัดนี้ยักษ์เล่ามาอ้าวอ้าง  คำส้มสวากเสนห์

ฮู้ว่าแนนนำเกี้ยว   กันลงมาเกิด มันรือ...” (สังข์ศิลป์ชัย)

“ดูแนนน้องยังสมสวรรค์มิ่ง   แนนเพื่อนบ้างหลายแท้โทษมี” (ท้าวฮุ่งท้าวเจือง)

สำหรับพิธีเสี่ยงสายแนนในเรื่องขูลูนางอั้ว    ผู้เขียนขอยกตัวอย่างฉบับที่จัดพิมพ์โดย   ดร.  ปรีชา   พิณทอง  ความย่อๆว่า

ท้าวขูลูเป็นหนุ่มลูกเจ้าเมืองกาสี    ส่วนนางอั้วเป็นลูกสาวเจ้าเมืองกาย    ทั้งสองเกิดมาไม่นานพ่อก็ตายไป    แม่นั้นเป็นเสี่ยวกันมาแต่ครั้งเป็นสาว    เป็นเสี่ยวฮักเสี่ยวแพงถึงขนาดให้สัญญากันไว้ว่า    หากต่างฝ่ายต่างมีลูกและเป็นชายหญิงจะให้แต่งงานกัน

ครั้นลูกเติบโตเป็นหนุ่มสาว   และเกิดความรักใคร่หวังได้อยู่กินด้วยกัน    แม่ของนางอั้วกลับมีใจเอนเอียงไปทางอื่น    คิดยกลูกสาวให้แต่งงานกับขุนลางผู้อยู่ใกล้ชิด   และคอยเอาอกเอาใจ    แม่ขูลูจึงร้อนใจแทนลูกชาย    ยกขบวนมาจากเมืองกาสีชวนทำพิธีเสี่ยงสายแนนดูก่อน    หากทั้งสองเป็นเนื้อคู่กันจะต้องแต่งงานทันที    และผลที่ปรากฏออกมาทำให้เรื่องจบลงด้วยความเศร้า    คือนางอั้วผูกคอตาย ทำให้ขูลูแทงตัวตายตาม

เสี่ยงสายแนนให้ขูลูนางอั้ว   ผู้เขียนเคยเห็นการแสดงหมอลำเมื่อสมัยเป็นเด็ก    ประมาณ พ.ศ.๒๕๐๐ หมอลำหมู่ลำเรื่องขูลูนางอั้ว  และมีการประกอบพิธีเสี่ยงสายแนนนี่ด้วย    แต่พิธีเสี่ยงสายแนนจริงๆ นั้นไม่เคยพบ    สอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ชาวอีสานก็ไม่มีใครเคยมีประสบการณ์ในการประกอบพิธีนี้เลย เพียงเคยได้ยิน ได้ฟัง พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เล่ามาเท่านั้น    แม้หลายคนคุ้นเคยกับสำนวน สายแนน นาแก่น สายมิ่งสายแนนแถนแปงปูนตั้ง อยู่มากก็ตาม

พิธีเสี่ยงสายแนนในวรรณคดีเรื่องขูลูนางอั้ว   จากหนังสือดังกล่าวมีรายละเอียดคล้ายกับพิธีลงไท้   ลงแถน   หรือพิธีการเหยาของชาวอีสานในปัจจุบัน   หากแต่เพิ่มการแข่งกอนเข้ามาอีกในวันที่สองของการประกอบพิธี

ปะรำประกอบพิธีจัดตั้งขึ้นกลางสนามชัย(ข่วง)    เครื่องเซ่นสังเวยจัดไว้ทั้งสี่มุม    กางร่มเป็นชั้นสีแสด   สีเหลือง   ดังบทกลอนบรรยายว่า

“แล้วจึ่งจัดแต่งเต้าลงขว่งสนามชัย

เสนาโฮมข่วงเพียงดีแล้ว

เขาจึ่งเอากันห้างคูทางทังสี่

ฮ่มก่งกั้งเป็นถ้านแสดเหลือง

จัดเอาไว้บวยคำวงแวด

ใส่น้ำไว้ไหเหล้าเฮื่อคำ

มีทังหัวหมูพร้อมหัวควายทังคู่

คำและแก้วกองขึ้นมากมูล”

ผู้ประกอบพิธีคือแม่ม้อน(นางทรง)    ซึ่งมีอยู่หลายคน    ต่างแต่งตัวประดับประดากันสวยสด แม่ม้อนเหล่านี้แม่ของขูลูพามาด้วยจากเมืองกาสี    ทำหน้าที่เหมือนหมอเหยา   หมอไท้   หมอแถน คือเป็นผู้ติดต่อกับผี   เทวดา   แถน   เพื่อถามสิ่งที่คนธรรมดาไม่รู้   เมื่อถึงเวลาเสียงดนตรี ปี่ แคน ฆ้อง กลองบรรเลงขึ้น    แม่ม้อนก็จะเข้าทรงบอกผีให้ไปถามแถนถึงกกมิ่งกกแนนของท้าวขูลูกับนางอั้วว่า   เป็นอยู่อย่างไร    หากแม้นกกมิ่งกกแนนของทั้งสองคนพันกันอยู่   ย่อมแสดงว่าเป็นเนื้อคู่กัน

“แต่นั้นผีก็บายเอาได้บรรณาการของฝาก   พวกข่าใช้ดาตั้งเครื่องคาว   เขาก็จัดกันขึ้นเมือเทิงอากาศ...”    เมื่อผีเอาของฝาก(เครื่องเซ่น) ขึ้นไปถวายแถนแล้วก็ถามว่า    “อันว่ากกแนนเจ้าขูลูบาบ่าว ทั้งอ่อนน้อยยังเกี้ยวกอดกัน   บ่เด” 

เมื่อแถนได้รับของฝากแล้วจึงพาพวกผีไปดูกกแนนในสวนแนน   ปรากฎว่ากกแนนของท้าวขูลูกับนางอั้วเกาะเกี่ยวพันกันอย่างดีในส่วนต้น    แต่ปลายแยกออกจากกัน   ใบเหี่ยวแห้ง  ยอดด้วนกุดไปนอกจากนั้นน้ำในบ่อแก้วก็ตื้นเขินมีจอกแหนขึ้นแทน

“กกแนนเกี่ยวพันกันจึงนำจ่อง

ปลายหากเนิ้งหนีเว้นจากกัน

มียอดด้วนกุดขาดตายใบ

หนองวังบกขาดลงเขินท้าง

อันหนึ่งน้ำบ่อแก้วเหลือตลิ่งหนองหลวง

กลายเป็นแหนหนามจอกขาวตันท้าง”

เห็นดังนั้นแล้วผีก็ลงมาบอกนางทรงว่า มีทั้งสิ่งดีและสิ่งร้าย คือกกแนนเกี้ยวพันกันนั้นแสดงว่าเป็นคู่กันแน่ แต่สิ่งร้ายคือปลายเนิ้ง(เอน   เอียง)ออกจากกัน    อีกทั้งน้ำบ่อแก้วก็ขาดเขิน  แห้งเหือดกลายเป็นจอกแหนตันทางน้ำ

ขณะเข้าทรงนั้นแม่ม้อนจะทั้งฟ้อนทั้งร้องลำเช่นเดียวกับฟ้อนแถน ดังบทกลอนว่า

“แต่นั้นผีเพียเข้าสูญนางออกปาก ย่างย่างเต้นทั้งฟ้อนแกว่งวี”

เสร็จพิธีในวันแรกแล้วก็นัดหมายในวันรุ่งขึ้น   เป็นวันแข่งกอน   ต้องเชิญทั้งท้าวขูลูและนางอั้วพร้อมข้าทาสบริวารหนุ่มสาว  ลงมาแข่งขัน   ฝ่ายละเป็นร้อยคน    ดังคำบรรยายถึงนางอั้วตอนลงมาที่ข่วงเพื่อแข่งกอนว่า

“นางคราญย้ายลีลายัวระยาตร     สาวส่ำน้อยพอฮ้อยหลั่งนำ    ยืดยืดย้ายเสียงเสบดนตรี    นางก็ไปเถิงเตียงนั่งลงเซายั้ง”

กอน    เป็นอุปกรณ์ที่ทำจากไม้ขนาดพอเหมาะมือมีเส้นฝ้ายหรือไหมผูกเป็นหางคงจะมีการทาสีและประดับประดาอย่างสวยงาม   ดังคำบรรยายกอนของขูลูว่า

“กอนแจ่มเจ้าแดงเข้มแข่งผิว

สายผูกนั้นเคียนคาดไหมคำ

แหวนธำมะรงลูกดีเลียนล้อม

บาคราญท้าวกอนคำกวัดแกว่ง

งามดั่งอินทร์อยู่ฟ้าลงเล่นข่วงเพียง”

เมื่อถึงเวลาแข่งกอน   บ่าวสาวก็จะมาเรียงแถวอยู่คนละฝ่าย   ผลัดกันโยนกอนให้อีกฝ่ายรับ   หากรับได้ไม่ตกหล่นถือว่าเป็นคู่กัน    ดังคำบรรยายการโยนกอนของฝ่ายชายว่า

“แต่นั้นฝูงชายได้กอนคำกวัดแกว่ง

สาวส่ำน้อยกวนฟ้ายาดกอน

ลางผ่องได้ลางพ่องตกเสีย

ลางพ่องบายจับสายขาดไปสะเด็นกลิ้ง”

ขณะแข่งกอนบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน    ทั้งเสียงดนตรีปี่แคน   ทั้งเสียงร้องหยอกล้อของหนุ่มสาว     ครั้นท้าวขูลูกับนางอั้วโยนบ้างทั้งวงข่วงกลับเงียบลงเอาใจช่วย    แต่ในที่สุดก็ไม่สมประสงค์    กอนของนางอั้วนั้นขูลูรับได้แต่สายขาดกระเด็นกลิ้งไป    พอนางอั้วรับของท้าวขูลูบ้างสายก็ขาดไปเช่นกัน    และแล้วกอนทั้งสองลูกก็บินหายไปในอากาศลิบ ๆ   เพราะพระอินทร์รับเอาไปใส่ไว้ในขันแก้วร่วมกัน

การแข่งขันจบลงด้วยความเศร้าโศกเสียใจของบ่าวสาว    แม่ของนางอั้วจัดแจงไล่ลูกกลับหอกลับโฮง   เตรียมตัวแต่งงานกับขุนลาง    แม่ของท้าวขูลูก็ต้องยกขบวนกลับบ้านโดยดี    เป็นเหตุให้ทั้งสองหนุ่มสาวตัดสินใจฆ่าตัวตาย  เพื่อจะได้ไปพบกันที่เมืองฟ้าดังคำเว้าวอนอิ่นอ้อยของขูลูว่า

“อั้วเอยน้องไปก่อนให้เอาปี่กับแคน

อ้ายไปลุนสิเอาแหวนกับซ้อง

เฮาสิไปเอ้ย้องเทิงฟ้าม่ายกันพี่เนอ...”

 

……………………………….

(พิมพ์ครั้งแรกใน  ศิลปวัฒนธรรม)

 

 

 

โดย เอื้อยนาง

 

กลับไปที่ www.oknation.net