วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ผจญภัยกับ ต่าย อรทัย และ ไหมแท้ที่แม่ทอ (๓)


ต่าย  อรทัย  กับแม่บ้าน  ที่ห้องบันทึกเสียง และกองทุนครูสลาฯ

ภาพบรรยากาศวุ่นวายพิลึก ที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ

****

ผจญภัยกับ ต่าย  อรทัย

และ ไหมแท้ที่แม่ทอ (๓)

 

เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๒  ขึ้น ๕ ค่ำ เดือนสิบ (เตรียมทำบุญเดือนสิบ)

                ตอนออกไปรับรางวัลจากมือท่านนายกฯ อภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ แทน ไผ่  พงศธร นั้น  ยอมรับว่าหูอื้อตาลายใจสั่นไม่น้อย  รู้สึกว่าเราไม่เหมือนตัวเราโดยสิ้นเชิง 

                พอประกาศชื่อไผ่  เสียงกรี๊ดสนั่นนั่นแหละครับ  แล้วก็กรี๊ดซ้ำตามมา  เมื่อไผ่ที่ควรเป็นหนุ่มหน้าใสๆ ออกทางญี่ปุ่นหรือเกาหลี  กลับเป็นชายวัยกลางคน  ไว้หนวด  ผมน้อย  หน้าดำๆ ออกทางส่วยหรือเขมร  สวมชุดราชปะแตนสีกรมท่า  (ตัดไว้ตอนรับรางวัลศิลปาธรปีก่อน) 

น้อยคนที่รู้ว่า  นี่คือกวีซีไรต์  คือศิลปินศิลปาธร  คือคนที่ประกบคู่มากับ ต่าย  อรทัย เพื่อรับรางวัล “ไหมแท้ที่แม่ทอ” 

อาจรู้แต่เพียงทำไมถึงคัดเลือกตัวแทนหน้าตาขัดแย้งได้ดีเหลือเกิน?  (๕๕๕) 

                หูอื้อตาลายใจสั่น  กระทั่งไม่รู้ว่าพิธีกรคือใคร  มาดูภาพข่าวย้อนหลังเข้าใจว่าน่าจะเป็น แทนคุณ  จิตต์อิสระ  

หลายปีก่อนโน้น  เราเคยบินไปทำบุญร่วมกันที่เชียงใหม่  ร่วมกับ ไพโรจน์  สังวริบุตร และคณะ  สนุกใจได้บุญ 

ครับ  จะเห็นว่าผมไม่ได้มีอคติ  จนปิดกั้นตัวเองจากเหล่าดารา

                แต่ก็นั่นแหละ  ทุกวงการมีวัฒนธรรมเฉพาะของตัวเอง  วงการวรรณกรรม (อ่านหนังสือ)  เป็นอีกแบบหนึ่ง  วงการบันเทิง (ดูหนัง  ฟังเพลง) ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง 

ลองให้ดาราไปปรากฏตัวในวงการนักเขียน  นักเขียนก็มองเห็นดาราได้  ให้นักเขียนไปปรากฏตัวในวงการดารา  ดาราอาจมองไม่เห็นนักเขียนเลย (๕๕๕) 

อันแสดงให้เห็นว่ากระแสดารานักร้องนั้น  ยึดเมืองได้แล้วหลายพื้นที่ 

ขณะกระแสนักเขียน  แม้จะยึดเมืองได้น้อยพื้นที่  แต่ก็วิจารณ์นินทากาเลชีวิตดาราได้ไม่น้อยเลย

                ผมเป็นคนชอบผจญภัย  เผชิญมาแล้วหลายวงการ  อย่างงานนี้จะเบี้ยวก็ได้  เพราะบ้านอยู่ไกล  และมิได้มีความอยากเรื่องหน้าตาอะไรนักแล้ว  แต่เพราะอยากรู้อยากเห็นนั่นแหละถึงยอมไป 

เมื่อยอมไปแล้ว  ก็ต้องยอมรับสภาพที่จะเกิดขึ้น  เข้าอกเข้าใจกับปรากฏการณ์  ถ้านักข่าวจะรุมล้อมแต่ดารา  ต้องไม่อิจฉา  ต้องไม่น้อยใจ 

ครับ  ทำใจเช่นนั้นได้   เพียงแต่อาจงุนงงบ้างกับอาการอันน่าสงสารและน่าเห็นใจของนักข่าวบันเทิง?  ดาราในวงการบันเทิง?  และสังคมไทยอันบันเทิงๆ?

                ภาพถ่ายร่วมกับดารานักร้องที่ได้รางวัล (ตามที่เล่าไปแล้ว)  พอรุ่งขึ้นลงหนังสือพิมพ์  ไม่มีผมเหลืออยู่เลย (๕๕๕)  กระทั่งนักร้องมีชื่อบางคนยังไม่ถูกเอ่ยชื่อ  เอ่ยแต่ พี่บี้  พี่เบิร์ด

                ภาพตอนถ่ายร่วมกับท่านนายกฯ (ตามที่เล่าไปแล้ว)  ก็ถ่ายทำพอเป็นพิธี  พอภาพข่าวเผยแพร่อาจถูกตัดเหลือไม่กี่คน 

บางฉบับขึ้นหน้าหนึ่งประชันความหล่อของ พี่มาร์ค พี่เบิร์ด 

บางฉบับขึ้นหน้าหนึ่งประชันความแรงของ พี่มาร์ค  พี่บี้  พร้อมกับบรรยายใต้ภาพว่า “ภาษาดี”

                รู้ๆ กันอยู่ครับ  คนวงการบันเทิงและเคยได้รับรางวัลนี้มาแล้วก็บอกอย่างนั้น  อย่าไปคาดหวังอะไรกับข่าว  เพราะเขาต้องเคี่ยวข่าวเพื่อขายข่าวแข่งเวลา  พื้นที่เล็กๆ  คำสั้นๆ  พอให้รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างคร่าวๆ 

บางทีเน้นกากมากกว่าแก่น  รายละเอียดอื่นๆ นั้น  ใครอยากรู้ให้ไปหาเอาเอง 

อย่างเช่น  รางวัลเชิดชูเกียรติผู้ประพันธ์เพลงในอดีต  “ค่าน้ำนม” โดย ไพบูลย์  บุตรขัน  “ยอยศพระลอ” โดย พยงค์  มุกดา  “เจ้าผีเสื้อเอย” โดย กิตติพงษ์  ขันธกาญจน์ และ วีระศักดิ์  ขุขันธิน

งานนี้ผมยังได้พบ ดุษฎีดารา  ชัยเนตร  ภรรยาวีระศักดิ์  พาลูกสาวไปรับรางวัลแทนสเห็นผมเป็นข่าว  แต่ดูน่าสงสารจัอกผมว่าหน้า  แต่เป็นไปไม่ได้เป็นอันขาด  เพราะแค่นักข่าวก็ถึงขนาดคุกเข่าเข้าประชิดแหล่ง

                ตอนเขาต้อน  หรือเชิญให้เดินตามคนนั้นคนนี้  เพื่อไปเข้าแถวถ่ายรูปร่วมกับท่านนายกฯ นั้น  บรรยากาศวุ่นวายพิลึก  คนจากวงการเขียนหนังสือรู้สึกเห็นใจคนวงการแสดงอย่างช่วยไม่ได้  (ทั้งที่ตัวเองก็น่าเห็นใจ) 

คือคนเยอะจนไม่รู้ใครเป็นใคร?  หรือหัวใจของใครอยู่ตรงไหน? 

นักข่าวบางคนอาจจะโดยลืมตัว  พยายามเขี่ยผมออกจากแถว  เพื่อเข้าถึงเป้าหมายที่เขาต้องการ  ถ้าหูไม่ฝาด  ได้ยินคนหนึ่งพูดประมาณ  “ขอทางทำงานหน่อยค่ะ” 

ผมกอดองค์พระพิฆเณศรแน่น  ไม่ขยับให้ทางใคร  เพราะไม่ได้ไปขวางทางใคร  ชะรอยองค์พระพิฆเณศที่ทั้งใหญ่และหนักจะศักดิ์สิทธิ์  ทำให้หลายคนเห็นแล้วกริ่งเกรง 

บางคนจะจับผมให้ไปยืนแถวหลัง  ยังต้องชะงักการกระทำนั้น

                ตอนให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน  ดูเหมือนผมจะยืนจมไหล่ดาราอยู่แถวหลังกับ แสนคม  สมคิด  ผู้แต่งเพลง “ไผ่ลู่ลม” 

มีคนพยายามดันให้เราไปยืนแถวหน้า  แต่เป็นไปไม่ได้เป็นอันขาด  เพราะแค่นักข่าวก็ถึงขนาดคุกเข่าเข้าประชิดแหล่งข่าวทั้งหลาย  และอาจด้วยวาสนาบารมี พี่เบิร์ด กระมัง  เขายื่นไมโครโฟนช่วยนักข่าวสัมภาษณ์คนนั้นคนนี้  ผมถึงมีโอกาสได้พูดเป็นคนสุดท้าย

                อ้อ...ได้ออกข่าวด้วยแหละครับ  มีบางผู้ชมบอกเห็นผมออกทีวี...แต่...ดูน่าสงสารจัง?!

 

อังคาร ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๒

คม ชัด ลึก

โดย ไพวรินทร์

 

กลับไปที่ www.oknation.net