วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จากราคาทองคำในตลาดโลก สู่ราคาทองคำในร้านทองที่เยาวราช (คู่มือการอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจ ตอนที่4)


 จากที่ผมเคยเล่าให้ฟังไปในตอนที่แล้วว่าเวลาเราจะพิจารณาราคาทองคำ เราจะมีข้อที่ต้องคำนึงถึง 2 ประการ นั่นคือ ระดับราคาที่ประกาศมีหน่วยเป็นดอลลาร์สหรัฐต่อน้ำหนักทองคำ 1 ออนซ์ ในขณะที่ในประเทศไทยเรานิยมกำหนดราคาทองโดยใช้น้ำหนักเป็น “บาท” และประการที่ 2 ทองคำที่ขายในตลาดโลกมีความบริสุทธิ์ที่ระดับ 99.5% แต่ทองคำที่ขายกันในประเทศไทยส่วนใหญ่จะมีความบริสุทธิ์ที่ระดับ 96.5% ดังนั้นเมื่อเราได้ข้อมูลราคาทองคำที่ซื้อขายในตลาดโลกเราจึงต้องมีสูตรการคำนวณเพื่อหาราคาทองคำในประเทศไทยดังนี้ครับ

 

จากสูตรนี้ ทางด้านขวามือของสมการ พจน์ (Terms) แรกหรือส่วนแรกของสูตรคือการเปลี่ยนจากน้ำหนักทองเป็นออนซ์ให้อยู่ในรูปของน้ำหนักทองเป็นบาทครับ พจน์ตรงกลางคือการปรับระดับความบริสุทธิ์จาก 99.5% ให้เป็น 96.5% ที่นิยมซื้อขายกันในประเทศไทย และพจน์สุดท้ายคือปรับราคาจากในรูปของเงินดอลลาร์สหรัฐให้กลายเป็นราคาในรูปของเงินบาทครับ  

ดังนั้นถ้าเราอ่านหนังสือพิมพ์และพบว่าในวันที่ 14 สิงหาคม 2552 ราคาทองคำแท่งที่ซื้อขายกันในตลาดโลกเท่ากับ 995.87 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ โดยที่อัตราแลกเปลี่ยนบาทต่อดอลลาร์สหรัฐในวันนั้นเท่ากับ 34.080 บาท/ดอลลาร์ โดยอาศัยสูตรการคำนวณด้านบน เราก็สามารถคำนวณได้ว่าราคาทองคำแท่งควรอยู่ที่ระดับ 16,132.30 บาท แน่นอนว่าราคาทองคำซึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีสภาพคล่องสูง (มีความสามารถในการเปลี่ยนกลับเป็นเงินตราได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำในระยะเวลาที่สั้นด้วยความสะดวก) และทุกคนมีข่าวสารข้อมูลค่อนข้างสมบูรณ์ครบถ้วน (โดยเฉพาะร้านทอง) ราคาทองคำแท่งที่ร้านทองเขียนแสดงไว้ที่หน้าร้านก็จะเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับราคานี้ด้วยเช่นกัน บางครั้งราคาที่หน้าร้านทองอาจสูงกว่านี้บ้างประมาณ 80 – 100 บาทซึ่งถือเป็นส่วนที่ร้านทองจะได้กำไร หรือในทางเศรษฐศาสตร์ก็คือต้นทุนการดำเนินการ (Transaction Costs) ที่ร้านทองจะต้องใช้ในการเอาทองคำแท่งมาขายให้เราครับ

 แน่นอนถ้าเราเข้าไปหาข้อมูลในแหล่งต่างๆ เช่น ในเว็บไซด์ หรืออ่านบทวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนในทองคำจากต่างประเทศ แล้วมีผู้วิเคราะห์ว่าต่อไปในอีก 3 เดือนข้างหน้าราคาทองคำน่าจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 1,100 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ เราก็สามารถใช้สูตรคำนวณนี้ในการคาดการณ์ได้ว่าเราควรจะซื้อทองเมื่อราคาเท่าใด และควรจะนำทองคำออกไปขายที่ระดับราคาเท่าใดเมื่อใด

  ทองคำที่ผมกำลังพูดถึง และเหมาะสำหรับการลงทุนคือทองคำแท่งนะครับ ไม่ใช่ทองคำรูปพรรณ ทองคำแท่งในตลาดต่างประเทศอาจจะซื้อขายกันที่น้ำหนักมาตรฐานทองคำแท่งละ 1 กิโลกรัม แต่สำหรับในประเทศไทยขนาดของทองคำแท่งมาตรฐานที่นิยมซื้อขายกันคือ หนักแท่งละ 10 บาท สำหรับท่านที่ไม่เคยเห็น ก็แท่งหนึ่งขนาดประมาณนิ้วก้อยครับ นอกจากน้ำหนักแท่งละ 10 บาทแล้ว บางร้านทองยังทำขนาดน้ำหนักแท่งละ 5 บาทออกมาจำหน่ายอีกด้วย  

 ผมแนะให้ลงทุนในทองคำแท่งเพราะทองคำแท่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่เหมือนกันหมดในทุกๆ หน่วย เพราะเกิดจากการหลอมทองเท่านั้น ดังนั้นราคาทองคำแท่งจึงมีราคาในประเทศและราคาในตลาดโลกที่ไม่ค่อยต่างกันมากนัก อย่างที่ผมเรียนให้ทราบแล้วว่าอาจต้องมีการบวกค่า Transaction Costs เพิ่มเข้าไปอีก 80 – 100 บาท และเมื่อร้านทองรับซื้อทองคำแท่งคืนจากเราไปก็สามารถนำไปขายต่อได้ทันที ดังนั้นราคารับซื้อคืนกับราคาขายออกจึงไม่ต่างกันมาก โดยปกติราคาจะต่างกันเพียง 100 บาทเท่านั้น เช่น ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2552 เวลา 9.17 น. ทองคำแท่งมีราคาขายออกที่ 15,250 บาทและมีราคารับซื้อที่ 15,150 บาทครับ โดยส่วนต่าง 100 บาทนี้ก็คือค่า Transaction Costs ที่ร้านทองต้องมาเสียเวลา เสียกำลังคนในการทำธุรกรรมกับเราเท่านั้นเองครับ

 แต่เมื่อเทียบกับทองรูปพรรณที่ต้องมีค่าช่างฝีมือในการออกแบบ ค่ารังสรรค์ผลงาน ค่าช่างฝีมือ และยังต้องมีค่ากำเหน็จอีก ดังนั้นทองรูปพรรณจึงมีราคาที่ร้านทองขายให้เราสูงกว่าราคาที่ร้านทองรับซื้อคืนจากเราในระดับราคาที่แตกต่างกันมากครับ เช่น ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2552 เวลา 9.17 น. ทองคำรูปพรรณ ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอ แหวน กำไร ฯลฯ มีราคาขายออกที่ 15,650 บาท (ยังไม่รวมค่ากำเหน็จ) และมีราคารับซื้อเพียง 14,932.60 บาทเท่านั้นเองครับ ต่างกันถึง 717.40 บาททีเดียวครับ แล้วไหนยังจะค่ากำเหน็จอีก ดังนั้นถ้าจะลงทุนถือเป็นทองคำแท่งดีกว่าครับ

 จากสูตรการคำนวณข้างบน เราจะเห็นได้ว่าปัจจัยที่จะเป็นตัวกำหนดราคาทองคำในประเทศไทยน่าจะมาจาก 2 ด้านหลักๆ นั่นคือ ราคาทองคำในตลาดโลก และการเปลี่ยนแปลงในอัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้นในตอนต่อไป ผมจะมาเล่าให้ฟังต่อครับว่าปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นตัวกำหนดราคาทองคำครับ 

โดย piti31

 

กลับไปที่ www.oknation.net