วันที่ อังคาร มิถุนายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องของใคร จะไม่ใช่เรื่องของมัน (อีกต่อไป)


เรื่องของใคร จะไม่ใช่เรื่องของมัน (อีกต่อไป)

เรื่อง : กรกฎ รักอิสระ
korakort@yahoo.com  

       “เรื่องของใคร ก็เรื่องของมัน” คงเป็นประโยคที่หลายคนได้ยินมานานนัก และคุ้นหูพอสมควร เช่นเดียวกับดิฉัน เนื่องจากทุกวันนี้ เราอยู่ท่ามกลางความเคลื่อนไหวอย่างดิจิตอล เร่งรีบตามแบบฉบับโลกาภิวัฒน์ ช่วงเวลาต่างๆ ในแต่ละวันที่เรามีไว้ในครอบครอง ต่างถูกใช้ไปกับภารกิจประจำวัน เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ตัวเอง หรือบางรายอาจหมายรวมไปถึงครอบครัว ส่วนที่เหลืออาจถูกไปในกิจกรรมบันเทิงเริงใจต่างๆ เพื่อความสนุกสนานและผ่อนคลายความตึงเครียด เมื่อยล้า จากหน้าที่การงานอันหนักหน่วง
       เสมือนว่า ชีวิตหนึ่งนี้ ของคนส่วนใหญ่ ใช้เวลาในแต่ละวันอย่างสุดคุ้มค่าเต็มที่แล้ว จนไม่เหลือเวลาที่จะเผื่อแผ่ไปมอบให้ใครอื่นได้อีก นอกจากผู้ใกล้ชิดเท่านั้น จนเกิดประโยค
“แค่ลำพังตัวเอง ยังเอาแทบไม่รอดแล้ว จะให้ไปช่วยใครได้อีก” ต่อยอดไปจนถึง ประโยคที่ว่า “เรื่องของใคร ก็เรื่องของมันแล้วกัน”
อันที่จริงแล้วความคิดเหล่านี้ไม่ได้เลวร้ายเกินไปนัก จนถึงขั้นควรตั้งแง่รังเกียจ รังงอน เนื่องจากเข้าใจถึงสถานการณ์ความเป็นอยู่ของประชาชน (ที่ไม่รวยล้นฟ้า) ในบ้านเราดี ว่าต้องปากกัด ตีนถีบขนาดไหน เพื่อเอาชีวิตให้รอดตามกระแสการพัฒนาทางวัตถุอย่างต่อเนื่องในสังคม
ดิฉันเองใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลาง ความเร่งรีบ แก่งแย่งแข่งขัน เพื่อความอยู่รอดของตนมานับสิบๆ ปี กระทั่งไม่มีความศรัทธาในกระบวนการ
“อาสาสมัคร” ที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลสังคม โดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงมากนัก เนื่องจาก การหลอกลวง หักหลัง โค่นล้มเพื่อช่วงชิงให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ มันเวียนว่ายอยู่ใน วัฏจักรชีวิตดิฉัน จนมีแต่ความระแวง สงสัยในความปรารถนาดีอยู่เป็นนิจ ว่า จริงหรือหลอก? 
       เชื่อว่า นี่คือ กระบวนการปกป้องตัวเอง จากความเจ็บปวดของดิฉัน ไม่อยากถูกหลอก ไม่ต้องการเป็นเครื่องมือ เพื่อความสำเร็จอันบัดซบของใคร หลังจากมีประสบการณ์ดังกล่าวมาแล้วจนร้าวรานแทบหมดแรงสู้
       แม้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาเกือบปีนี้ ดิฉันมีโอกาสได้เข้ามาอยู่ท่ามกลางผู้คิดดี ทำดี หลายๆ ท่านใน มูลนิธิ กระจกเงา ที่ขยัน (มาก) คอยอาสาเพื่อส่วนรวม
แต่ฉันก็ยังคงไม่ศรัทธา กับคำว่า “อาสาสมัคร” เช่นเดิม คิดแต่ว่า นี่เป็นเพียงคนกลุ่มน้อยเท่านั้นในสังคม การคาดหวังจะให้มีคนเต็มใจ อาสาฯ ช่วยผู้อื่น ถึงขั้นเป็นเรื่องปกติของสังคมนั้นคงยากเต็มที
       เหมือนว่า จะดูถูกน้ำใจคนไปหรือเปล่า ตอบได้ทันทีว่า ไม่ใช่ เพียงแต่นี่เป็นสิ่งที่ยังไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัส หรือเรียนรู้มากกว่า
เพราะว่า ส่งท้ายปีเก่า รับปีใหม่ครั้งนี้ ดิฉันได้รับของขวัญสุดยอดจากเบื้องบน คือ
ได้มีโอกาสเข้ามาสัมผัส น้ำใจ หัวใจแห่งการอาสา ท่ามกลางความสูญเสียอันใหญ่หลวง จากคลื่นยักษ์สึนามิที่คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างมากมาย

 



อาสาสมัครยกศพ ขนย้ายศพ



อาสาสมัครคีย์ข้อมูล



อาสาสมัครประชาสัมพันธ์ ฝ่ายข้อมูล



อาสาสมัครลงพื้นที่ ช่วยเหลือชาวบ้านในท้องถิ่น


       ภารกิจอาสาฯ ที่ เขาหลัก จังหวัดพังงาของดิฉัน คือ การประสานงานรับอาสาสมัครเพิ่มเติมมาช่วยคีย์ข้อมูลผู้เสียชีวิต ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ต้อนรับปีใหม่ การดำเนินงานเริ่มต้นด้วยสายสัมพันธ์ระหว่างมิ่งมิตรทั้งหลาย ที่ช่วยประชาสัมพันธ์ขอความช่วยเหลือครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆ จากสถานีโทรทัศน์ วิทยุ หรือเว็บไซด์ รวมทั้งการบอกต่อข้อมูลแบบปากต่อปาก
       แม้ว่าข้อจำกัดหลายอย่างถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อตอบสนองภารกิจและสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เช่น อาสาสมัครต้องมาพร้อมโน๊ตบุ๊ค เนื่องจากอุปกรณ์ที่เรามีไม่เพียงพอ หรืออาสาสมัครต้องเดินทางมาถึงพื้นที่ เขาหลัก ในพังงาได้ด้วยตนเอง เนื่องจากเราไม่มีทั้งกำลังคนและกำลังทรัพย์พอเพียงในการจัดการเรื่องดังกล่าว
เมื่อหมายเลขโทรศัพท์ดิฉันปรากฏบนจอทีวี ในเว็บบอร์ดของเว็บไซด์ต่างๆ หรือถูกประกาศไปด้วยวิธีใดก็ตามที่ผู้ศรัทธาหลายท่านยินดีเผยแพร่ข้อมูลเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ มีสายเข้ามาสอบถามรายละเอียดมากมาย เรียกสายซ้อนแล้วซ้อนอีก จนรับไม่ทัน
ดิฉันอธิบายเรื่องราวซ้ำกันอย่างนับครั้งไม่ถ้วนในหนึ่งวันด้วยความตื้นตัน แบบยากเกินบรรยาย รู้แต่ว่า มันคับแน่นอยู่ตรงนี้ ... ที่หัวใจ
       จากนั้นไม่นาน อาสาสมัครหลายร้อยคนจากหลากหลายจังหวัด เดินทางมาถึงเขาหลัก ด้วยจิตใจ อาสาเต็มเปี่ยมกับจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ ช่วย ช่วย และช่วยทุกอย่าง เท่าที่ตนสามารถทำได้ เพื่อพี่น้องร่วมชาติที่ประสบภัยพิบัติครั้งนี้

       หลายคนใช้ทุนทรัพย์ส่วนตัวเป็นค่าเครื่องบินมาภูเก็ต หลายคนโบกรถจากภูเก็ตเข้ามาที่เขาหลัก หลายคนอดตาหลับ ขับตานอน คีย์ข้อมูลผู้เสียชีวิตถึงย่ำรุ่ง แล้วมุ่งมั่นไปปฏิบัติหน้าที่เรื่องฐานข้อมูลต่อที่วัดย่านยาว และวัดบางม่วงในยามสาย หลายคนที่กลับไปแล้ว บอกต่อมิตรสหายมาช่วยภารกิจต่อให้ลุล่วง หลายคนที่เดินทางมาในพื้นที่ไม่ได้ แต่ช่วยตามวิธีที่ทำได้สุดกำลัง และอีกหลายต่อหลายคน ที่น้ำใจงดงาม ช่วย ช่วย และช่วย โดยไม่หวังอะไรคืนกลับให้ตัวเอง
       ขอบพระคุณ ทุกแรงกำลัง แรงใจ ที่อาสาฯ มาช่วยพี่น้องชาวไทย ซึ่งประสบภัยในครั้งเป็นอย่างยิ่งแบบทวีคูณ เนื่องจาก นอกจากคุณช่วยพี่น้องผู้ประสบภัยแล้ว คุณๆ ทุกคน ยังช่วยเปิดโลกทัศน์ของดิฉัน ให้เรียนรู้ และศรัทธา กับความเป็น “อาสาสมัคร” อย่างชัดเจนและตรงประเด็นเป็นที่สุด
       ถึงวันนี้ ดิฉันเชื่อเหลือเกินว่า จริงแล้ว แล้ว "หัวใจ
อาสา” มีอยู่มากมาย เพียงแต่ที่ผ่านมาเราต่างไม่มีโอกาสแสดงศักยภาพแห่งความเป็นอาสาฯ ไม่ว่าจะด้วยภารกิจการงานและส่วนตัว หรือยังไม่ชัดถึงช่องทางในการอาสา
       ดิฉันไม่ต้องการเป็นอย่างยิ่ง ที่จะให้เกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติขึ้นอีก เพื่อเป็นเวทีในการอาสา เพราะมั่นใจว่า
การอาสาตัวช่วยเหลือผู้อื่นและสังคม ปฏิบัติได้ไม่ยากนัก โดยเริ่มจากการอาสาช่วยคนใกล้ชิด หรือสังคมเล็กๆ ที่แวดล้อมตัวเรา เมื่อทุกคนทำได้เช่นนี้ ต่อไปสังคมไทย คงงดงามไปด้วยความสุขจากรอยยิ้มของผู้คน
รวมทั้งในขณะนี้ พื้นที่ประสบภัยใน 6 จังหวัดภาคใต้ ยังคงรอแรงกำลังจากคนไทยหัวใจอาสาอยู่ วิธีการใด ที่คุณสามารถช่วยเหลือได้ อย่าได้ลังเลที่จะลงมือทำ ดิฉันเชิญชวนทุกท่านมาร่วมกันสร้างปรากฏการณ์ “อาสาสมัคร” ในเมืองไทย ให้ยิ่งใหญ่อย่างภาคภูมิไปพร้อมๆ กัน
คำว่า
“เรื่องของใคร ก็เรื่องของมัน” จะได้สาบสูญไปจากประเทศไทยเสียที


หมายเหตุ : ดิฉันยังยินดี บอกเล่ารายละเอียดของ “อาสาสมัคร” แบบนับครั้งไม่ถ้วนในหนึ่งวันด้วยความเต็มใจนะคะ เชื่อว่า คงเป็นเพราะตกหลุมรัก หัวใจอาสาสมัครทั้งหลายไปเรียบร้อยแล้วล่ะค่ะ


________งานเก่าเก็บ จาก http://www.tsunamivolunteer.net/autopage/show_page.php?h=7&s_id=31&d_id=6 ______________ ตั้งกะปีโน้นนนนนนนนนนน..... จำวันที่ไม่ได้แว้วว รู้แต่ว่า หลังเกิดสึนามิไม่นานเท่าใด


โดย rasa

 

กลับไปที่ www.oknation.net