วันที่ จันทร์ สิงหาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มันอยู่ใน.....กัมปูเจีย


"สองทุ่มในคืนเดือน หงาย หมู่บ้านแห่งนี้เงียบสงัดมีเพียงเสียงแมลงหรีดหริ่งเรไร คนแปลกหน้าสามคนปรากฎกายเข้ามาปลุกเจ้าของบ้านตื่นขึ้น ผมก้มลงคว้ารองเท้าบู้ทที่กองอยู่บนพื้นรถเก๋งที่นั่งมาร่วมหกชั่วโมงมาวางใกล้ๆตัวเตรียมจะสวมทันทีที่พวกเราจะบุกตะลุยเข้าไปยังไร่สวนกว้างใหญ่อันรกทึบแห่งจังหวัดไพลินประเทศเขมรเพื่อเข้าไป...จับมัน!!!

กรุงเทพ- บช.น. ผย.จย. 43/1 ในการประชุมทีมงานได้รู้ถึงปัญหาที่ต้องเอาไปขบและคิดวิธีไขให้ได้(เขียนเฮียไรวะเนี่ย)
1.ไร่สวนที่เขมรนั้นมืดมาก 2.เป็นไร่ข้าวโพดรกทึบ แถมด้วยงูพิษชุกชุม!!!!

พวกเราไม่คิดมากกับข้อหนึ่ง แต่ข้อถัดมานั่นล่ะที่คิดหนักเพราะกลัวตาย ถ้า ถูกฉกเข้าสักหนึ่งโช๊ะกว่าจะหอบลากกันออกมาจากหุบลึกมาถึงมือหมอ พิษงูคงจะซึมซาบเข้าหัวใจตายกลางไร่ในเขมร เราเลยหาวิธีป้องกันไม่เสี่ยงเอาชีวิตไปทิ้ง

เราถกเถียง วิเคราะห์ ล้งเล้งล้งเล้ง สรุปว่าต้องหาซื้อรองเท้าบู้ทมาใส่ !!!!

 06.00น. เช้าๆง่วงๆผมควบรถพร้อมทีมงานรวมสี่ชีวิตออกจากกรุงเทพมุ่งหน้าเข้าเขมร ขับไปหลับไปไม่นานก็ถึงอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ตำรวจตรวจคนเข้าออกตรวจเอกสาร ถ่ายรูปเสร็จก็ข้ามพรมแดนมายังฝั่งเขมร อากาศร้อนอบอ้าวเป็นที่สุด ถนนที่เรากำลังเดินก้าวไปมันแห้งแล้งเต็มไปด้วยฝุ่น

พวกเราแบกเป้ใบโต พร้อมอุปกรณ์เดินผ่านไกด์เขมรที่มาชวนไปเที่ยวโน่นนี่ ผ่านบ่อนคาสิโนหรูที่ขนาบอยู่สองฝั่งถนนจนถึงวงเวียนเล็กๆแห่งหนึ่งที่ตอน นี้ลีขับรถมาจอดรอเราอยู่แล้ว ลีเป็นชาวเขมรที่เรานัดกันไว้ให้มารับไปเมืองไพลิน เมืองเล็กๆที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับรอยต่อจังหวัดจันทบุรี-ตราด ลีว่าใช้เวลาหกชั่วโมงแต่ก่อนอื่นแวะรับพรรคพวกก่อน ลีลงรถไปเรียกใครไม่รู้ขึ้นรถเก๋งอีกคันแล้วขับตามเรามาด้วย ตอนนั้นผมไม่ทันได้สังเกตเห็นความผิดปกติของรถคันนั้นเลยสักนิดเดียว



ลีพาเรามุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกโดยมีพวกอีกคันวิ่งตามมาไม่ ห่าง ถนนลาดยางสองเลนสวนกันโอบล้อมด้วยไร่นาเขียวเย็นตาแต่ไม่เย็นตัวเพราะแอร์ เก่าๆในรถสู้แดดอันร้อนระอุไม่ไหว พอๆกับสภาพเครื่องยนต์ที่โทรมแดดมานาน ออกจากปอยเปตมาไม่ไกลรถบนถนนเริ่มใช้ความเร็วมากขึ้น รถเก๋ง กระบะ โฟร์วีลปาดซ้ายขวากันอุตลุด

แต่แค่นั้นมันก็ดูจะธรรมดาถ้ารถของลีเป็นพวงมาลัยซ้าย แต่นี่มันพวงมาลัยขวาวิ่งในเขมรที่กฎหมายกำหนดให้รถวิ่งเลนขวา แรงม้าที่มีก็คล้ายจะเป็นแรงวัวแรงแมว พอจะเร่งแซงก็เล่นเอาคนนั่งหน้าด้านซ้ายอย่างผมเสียวทุกทีไปโดยเฉพาะไอ้ตอน แซงแล้วจะดึงรถกลับมาเลนตัวเองนั่นล่ะที่สีข้างผมเกือบจะแถไปกับรถที่สวนมา เห็นแล้วก็เสียวปนหงุดหงิดที่ลีขับไม่ได้ดังใจอยากจะโชวืฝีมือพี่ไทยสักหน่อย



“ไอ้ปาดไปมาอย่างนี้น่ะเด็กๆ ข้าเนี่ยกระโดดเนิน ตะแคงรถ เอาสีข้างวิ่งก็เคยมาแล้ววว ผ่านมาเย๊อะ เจ็บมาแย๊ะ "

เท่าที่เคยไปประเทศเพื่อนบ้าน นับว่าเขมรเป็นประเทศที่มีรถใช้พวงมาลัยผิดฝั่งเยอะที่สุดเพราะถ้าเขมรกำหนด ให้วิ่งขวาพวงมาลัยก็ควรจะอยู่ฝั่งซ้าย แต่รถของลีพวงมาลัยขวาครับ จะว่าแปลกก็ใช่ จะว่าไม่ก็ไม่ เพราะตอนที่อยู่กับพี่ๆทหารตามแนวชายแดนไทยเขมรแถบสระแก้วบุรีรัมย์เล่าให้ ฟังว่า ถนนเล็กๆที่ขนานไปกับแนวชายแดนตรงนั้นเป็นถนนต้องห้าม !!!

 ตั้งแต่ดวงตะวันตกดินจนกว่าจะถึงรุ่งเช้าห้ามรถทุกชนิดวิ่งบนถนนเส้นนี้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นมียิง! ยิง ยิง!!

เพราะรถที่ถูกขโมยมาจากฝั่ง ไทยจะมาวิ่งเข้ากัมพูชาทางนี้เยอะมาก ตอนนั้นพี่ทหารบอกว่ารถยอดฮิตติดยอดจองสูงสุดเป็นวีโก้นั่นล่ะ รถพวกนี้จะถูกเอามาซ่อนจอดในหมู่บ้าน หรือในเมืองที่ยากจะตรวจค้นแล้วรอจนพลบค่ำ ดึกๆ ง่วงๆ จนลิโพฯ ลูกทุ่งฯ เอ็มย้อยฯ บาวแดง (นี่ก็ไม่ได้มาโคด-สะ-นานะครับ) หมดฤทธิ์ เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มพวกเหยียบคันเร่งมิดบุกตะลุยผ่านถนนเส้นนี้วิ่งลง ข้างทางฝ่าห่ากระสุนที่พี่ๆทหารยิงสกัด ถ้าหลุดรอดไปได้ก็เตลิดเข้าป่าทุ่งระเบิดไม่ตูมตามขึ้นมาก็หลุดเข้าฝั่งเขมร ในที่สุด บ๋ายบาย..วีโก้ กระบะสู้เศรษฐกิจ(นี่ก็ไม่ได้มาโคด-สะ-นานะครับ)



เข้าเขตพระตะบองลีหักเลี้ยวเข้าถนนลูกรัง เป็นหลุมบ่อเปื้อนฝุ่นแดงเถือกคลุ้งอยู่บนอากาศ ลีว่าพวกเราจะโขยกเขย่าไปอีกสี่ชั่วโมงก็ถึงไพลิน ไม่รู้จะทำอะไรเห็นลีกำลังเร่งเสียงเพลงเลยถามหาเพลงฮิตของเขมรมากระแทกหู สักหนึ่งบทเพลง “โอ๊ววว!! ตะรับมะรัยย สะตรึงตร๊อนนน สะตรัยตรึรรงง” ไอ้ที่เห็นตัว รรร เยอะๆ นี่ผมไม่ได้มั่วนะครับ ถ้าใครเคยฟังเขมรจะรู้ว่า ร เรือที่นี่ เพียบ!

ลีบอกว่าคนที่ขับรถไล่หลังมาเป็นน้องชาย รถที่เห็นเป็นรถที่ใช้ขนแมลงจากไพลินเข้าปอยเปต ถ้าจะเอาเพลงร็อคต้องไปฟังคันนู้นเลยเพราะน้องแกชอบตูน บอดี้แสลม ผมหันไปมองเขมรผู้คลั่งตูนกำลังโยกหัวใส่จังหวะร็อคอยู่หลังพวงมาลัยจนมืด ค่ำ



ความมืดเข้าปกคลุมเมืองไพลิน อากาศเย็นลง จันทร์ข้างขึ้นประมาณสิบค่ำสาดแสงนวลลงมายังท้องทุ่งเวิ้งว้างไม่ให้ไร่นา มืดเกินไปนัก ทันทีที่พวกเรามาถึงไร่นากลางหุบแห่งนี้ก็เข้าหาผู้ใหญ่บ้านให้พาเราไปยัง พื้นที่ทันที ผมเตรียมอุปกรณ์ ดวงไฟและแน่นอนว่าไม่ลืมสวมรองเท้าบูทที่ขนมาจากกรุงเทพ ผักหวานหนึ่งในทีมงานแบกอุปกรณ์ทั้งหมดจนหลังโก่งเดินตามผมคอยส่องไฟตามทาง เดินอยู่ไม่ห่าง ความเงียบสงัดอย่าว่าแต่ได้ยินเสียงใบหญ้าที่ถูกย่ำแหวกออกเป็นทาง แม้แต่เสียงหายใจยังชัดในรูหู



ผู้ใหญ่เดินนำอยู่หน้าสุดเก้าวเท้าฝ่าไร่ข้าวโพดไปอย่างรวด เร็ว ระหว่างเดินตามผมกวาดสายตาซ้ายขวาเห็นเทือกไร่กว้างใหญ่สุดสายตา ผู้ใหญ่คอยมองหาเป้าหมายอย่างตั้งใจแม้จะรู้ว่าคืนเดือนหงายอย่างนี้เป็น อุปสรรคในการไล่ล่าของเราในคืนนี้ ถึงอย่างนั้นเราทั้งหมดก็ยังจดๆจ้องอยู่ในความมืดจนกว่า....จะได้มัน



ทุกอย่างอยู่ในความเงียบ แต่แล้วเมื่อพี่ต่อแหวกเข้าไปในกอไม้ถึงรู้ว่าพวกมันซุ่มอยู่กันเต็มไปหมด พรึ่บพรั่บพรึ่บพรั่บ!!!! มันโดดไปมาบ้างโดดเข้าใส่พวกเราจนบางคนร้องเสียงหลง เอ๋ง เอ๋ง!! (อะพูดเล่น) เฮ้ย!มันโดดเข้าใส่



จับ จับ จับ!! ฮึบ ฮึบ ฮึบ!! ได้แล้วได้แล้ว พี่ต่อจับได้ปั๊บหันมาคุยกับกล้องอย่างหน้าชื่นบาน “ได้แล้วค่ะ ตั๊กแตนปาทังก้าที่เราออกตามหาค่ะ” พิธีกรสาวดีใจเมื่อจับปาทังก้า แมลงที่คนไทยชอบกินมากที่สุดชนิดหนึ่งอยู่ในมือ



ผู้ใหญ่ว่าตั๊กแตนปาทังก้าจะกัดกินใบข้าวโพดเสียหายจนชาวไร่ ต้องคอยมาไล่จับอยู่ประจำ แกว่าให้มองไปรอบๆจะเห็นแสงไฟวับๆอยู่เป็นหย่อมๆทั่วไร่ข้าวโพด ชาวบ้านใช้ไฟฉายคาดหัวแล้วเดินจับปาทังก้า จับ จับ แล้วก็จับ อย่างนี้ทุกๆวัน ไม่ให้มันมากัดกินข้าวโพดเสียหาย



วันดีคืนดีจากศัตรูพืชกลายมาเป็นแมลงทำเงินเพราะพี่ไทยเรา สั่งปาทังก้าไม่อั้น ไร่แห่งนี้ยามค่ำคืนเลยสว่างเรืองรองไปทั้งหุบ ตกดึกพ่อชวนลูก ลูกชวนเพื่อนกันออกมาไล่จับปาทังก้าอย่างมีความสุขอย่างนี้ต้องบอกว่า “ปาทังก้า ตั๊กแตนสู้เศรษฐกิจ”



เช้าตรู่ชาวบ้านขี่มอเตอร์ไซค์ที่ดัดแปลงเป็นสามล้อ สี่ล้อบรรทุกปาทังก้ามาส่งที่บ้านผู้ใหญ่ ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงกระสอบสีฟ้าด้านในเป็นปาทังก้าล้วนๆกว่าสี่ สิบกระสอบก็กองเต็มลานหน้าบ้านพร้อมจะขนเข้าประเทศไทยที่ด่านปอยเปต -อรัญฯ แต่ก่อนจะขนไปต้องเอาปาทังก้าไปล้างน้ำก่อน



ละครกำลังเล่นในโหมด เนิบนาบ ดนตรีแสนเศร้าคลอให้คนดูเห็นใจในซีนไอ้คล้าวสะอึกตาเกือบถลนเมื่อค่าตัว ทองกวาวสูงถึงสิบหมื่น แล้วดนตรีก็ดังคึกคักตัดอารมณ์เปลี่ยนเป็นโหมดสดชื่นไอ้เจิดลูกเศรษฐี(ใช่ มั้ยว้า)ยืนกระดิกนิ้วหัวแม่ทีนรอท่าสมน้ำหน้าไอ้คล้าวคนจน

คล้ายกัน เมื่อผู้ใหญ่จ่ายตังค์ค่าปาทังก้าให้ชาวบ้านเสร็จโหมดเนิบนาบก็เปลี่ยนไป เมื่อเสียงดนตรีคุ้นหูดังเข้ามาใกล้ เพลงร็อคกระเทือนแก้วหู สตึ้บ สตึ้บ หันไปเห็นน้องชายลีผู้คลั่งตูน บอดี้แสลมในชุดเสื้อกล้ามสีส้มกางเกงยีนส์ขับรถเก๋งเข้ามาขนปาทังก้า ผมเดินตามเข้าไปเก็บภาพการขนปาทังก้าขึ้นรถเก๋งพร้อมๆกับสงสัยว่าจะต้องใช้ รถกี่คันถึงจะขนไปได้หมด แต่เมื่อเข้าไปใกล้ก็ใจเต้นโครมคราม นี่มันสุดอันซีนว่าแล้วก็ขออุทานให้เกียรติ

โอ้โฮ! ฮุนเซ็น นวลเจีย พอลพต เขียวสัมพัน (มากันหมด)





รถคันนี้เบาะหลังหายไป คอนโซลท้ายไม่มี พื้นรถโล่งเห็นโครงเหล็กเป็นดุ้นๆ คันนี้เอาไปถ่ายเรื่องทรานส์ฟอร์เมอร์ได้มั้ยเนี่ย มิ๊น่าล่ะถึงขนได้เพียบจนท้ายรถห้อยโช้คแทบแตก อย่างนี้ต้องบอกว่า โตโยต้า รถเก๋งสู้เศรษฐกิจ (นี่ก็ไม่ได้มาโคด-สะ-นานะครับ)

น้องของลี(ต่อไปนี้เรียกว่าตูน)บอกว่าขับไป ล้างที่ลำธารใกล้หนึ่งกิโลฯก็ถึง ผมพยักหน้าหงึกๆ (ฟังไม่รู้เรื่อง ภาษามือลูกเดียว) ทางลูกรังแคบๆพาผมมาถึงลำธารเล็กๆที่ตัดผ่าถนนเส้นนี้จนขาดออกจากกัน ผมให้ภาษามือว่าจอดตรงนี้แล้วออกรถไปที่ลำธารได้เมื่อผมให้สัญญาณ ได้มุมดีห่างจากน้ำแค่ก้าวเดียว ขยับเท้ายืนให้มั่นกวักมือเรียกตูน

“มาเลย” (ไม่รู้จะให้เสียงภาษาไทยทำไม)

ตูนออกตัวด้วยรอบเครื่องยนต์สูงเป็นพิเศษ ฮื่น ฮื่น! แค่นี้ทำเร่งเครื่องเรียกความสนใจสมกับเป็นหนุ่มพันธ์ร็อคทำอะไรต้องเร็ว แรง รถไหลมาใกล้เต็มทีผมเตรียมแพนกล้องลงต่ำจนเกือบจะแตะน้ำ ยิ่งใกล้ตูนยิ่งเร่งเครื่อง ฮื่น ฮื่น! เลียคลัทช์ ย้ำ ย้ำ ฮื่น ฮื่น ฮื่น! แล้วเหตุอันซีนครั้งที่สองก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ตูนสวมวิญญาณสตั๊นท์แมนพารถทะยานกระโจนลงน้ำดังตูมจนน้ำบาน

“เฮ้ย! เขาพระวิหาร อังกอร์ นครวัด”



อารามตกใจกับเจ้ารถทรานส์ฟอร์เมอร์ไม่รู้มันจะ แปลงเป็นเรือดำน้ำหรือยังงัย ล้อรถจมน้ำหายไปกว่าครึ่ง คลื่นน้ำที่ถูกแหวกออกไหลบ่ากระแทกตลิ่งแล้วตูนก็พารถไต่ขึ้นไปหามุมอีกด้าน หนึ่งจึงเปิดประตูออกมาขนกระสอบปาทังก้าโยนลงน้ำ






 สลัดความอึ้งหายไปรีบถอด รองเท้าถลกขากางเกงขึ้นแล้วเดินลุยน้ำลงไป ได้ความว่าบางช่วงน้ำลึกเกือบถึงหัวเข่า ตูนทยอยเอาป่ทังก้าลงมาเกลือกกลิ้งในน้ำจนหมดแล้วเดินไปเอาน้ำแข็งที่พวกกัน ป่นด้วยเครื่องมาที่รถ ตอนนี้ในลำธารเต็มไปด้วยพ่อค้าแมลงเอาปาทังก้ามาล้างน้ำเต็มไปหมด รถเก๋งทุกคันไม่มีเบาะหลังกระโจนลงน้ำทีละคันทีละคัน



 กระสอบแมลงสีฟ้าลอยน้ำเป็นร้อยๆกระสอบ ตูนคว้าเอาผ้าใบผืนใหญ่มาปูที่ท้าย และกระโปรงรถ เทน้ำแข็งลงไปจนทั่วแล้วเอากระสอบแมลงที่ยังเจิ่งน้ำวางเรียงลงไปทีละกระสอบ จนทั่วแล้วเอาน้ำแข็งเทซ้ำลงอีกชั้นก่อนจะเอาแมลงลงไปอีก ทำอย่างนี้จนเต็มทั้งคัน





หลังจากนี้ตูนมีท่าทีเร่งรีบ เพราะจะรีบเอาแมลงไปส่งที่ด่านชายแดนให้เร็วที่สุด ถ้าแมลงตายราคาจะตก การน็อคน้ำแข็งจึงจำเป็นมากโดยเฉพาะการล้างน้ำ พ่อค้าแถวๆนั้นกระซิบบอกว่าจริงๆไม่ต้องล้างก็ได้แต่ถ้าล้างแล้วเอาไปชั่งขายมันได้น้ำหนักดีกว่าได้เงินเยอะกว่า ฮั่นแน่! หัวหมอนะแก แต่แค่นี้เด็กๆ เรื่องเพิ่มน้ำหนักพี่ไทยเราเล่นเอาตะกั่วมาถ่วงหัวกุ้งก็เคยมาแล้ว บอกแล้วว่าผ่านมาเย๊อะ เจ็บมาเย๊อะ

ปล.(ปาทังก้าลิขิต) รองเท้าบู้ทใช้ดีมาก เหยียบขี้วัวขี้ควายเละ แต่ไม่เจองูสักตัว ระหว่างทางเอาปาทังก้ากลับไปส่งที่ปอยเปต รถตูนพังเลยต้องเอารถเราลากไป ตูนเลยอยู่ในสภาพนี้(ฟังเพลงความเชื่อประกอบจะได้อารมณ์)




#################

โดย เล็กโตไว

 

กลับไปที่ www.oknation.net