วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การลงทุนที่เรียกว่า "ประกันชีวิต"


ในทุกๆ วันนี้ ไม่ว่าการจะเป็นการลงทำอะไรก็แล้วแต่  ที่เรามักจะหวังผลกำไรหรือผลประโยชน์ที่เราจะได้แน่นอนและมีอัตราที่คงที่  การลงทุนผมคิดว่าดีที่สุดในตอนนี้นี้  คงไม่พ้น การลงทุนอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า "การลงทุนทางด้านสุขภาพ" หรือ "การทำประกันชีวิต" 

การทำประกันชีวิตนั้นหลายท่านอาจจะสงสัยว่า  ทำไมถึงเรียกว่าเป็นการลงทุน  ใช่ไหมครับ.. 

ก็เพราะว่า การทำประกันชีวิตนั้นสามารถที่จะให้ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลแก่เราหรือผู้ทำในทุกๆปี  ซึ่งเปอร์เซ็นต์ที่จะได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับแบบประกันหลักแต่ละชนิดและจำนวนเงินคุ้มครองชีวิต  อีกทั้งการลงทุนทางด้านนี้ก็ยังคุ้มครองสุขภาพและชีวิตของเราได้อีกด้วย

การลงทุนทำธุรกิจอย่างอื่น  ยกตัวอย่างเช่น  การทำร้านอาหาร  คุณลงทุนทำธุรกิจไปด้วยเงินจำนวนหนึ่ง  แต่นั่นก็ไม่ได้ประกันได้ว่า  คุณจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า  เพราะล้วนต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง  ดังเช่น ทำเล หรือการบริการ 

แต่ในเรื่องของการทำประกันชีวิต  ถึงแม้ว่าคุณจะรู้สึกว่าเงินที่คุณจ่ายเบี้ยประกันต่อปีนั้น  เหมือนจ่ายเปล่า  แต่ไม่เลย  หากคุณลองคิดดูดีๆ ตามที่ผมว่า  คุณคงจะเริ่มนึกภาพในด้านดีของประกันที่บางครั้งคุณมองไม่เห็นมัน

ยกตัวอย่างนะครับ..  คุณตกลงทำประกันชีวิตในเงินคุ้มครองจำนวน หนึ่งล้านบาท  คุณเลือกที่จะคุ้มครองทางด้านสุขภาพและอุบัติเหตุอย่างครบวงจร  ในจำนวนเบี้ยที่ต้องจ่ายต่อปีเพียง 70,000 บาท แต่สิ่งที่คุณจะได้รับนั้นก็คือ

หากคุณป่วยด้วยโรคต่างๆที่ไม่ร้ายแรง  เช่นหวัด  ปวดท้อง  ปวดหัว หรืออุบัติเหตุเล็กน้อย เช่น ถูกมีดบาท  เตะท่อนเหล็ก  หรือถูกค้อนทุบที่นิ้ว  คุณสามารถที่จะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือคลีนิคได้ทั่วประเทศโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  อีกทั้งหากคุณ  ป่วยด้วยโรคที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลและต้องนอนอยู่บนเตียงคนป่วยในโรงพยาบาลอีกหลายวัน  คุณก็ยังสามารถที่จะเบิกค่ารักษาพยาบาล ค่าผ่าตัด ค่าวางยาสลบ ค่าตรวจ ค่าหมอ หรือแม้แต่เงินชดเชยรายได้รายวันที่คุณไม่ได้ทำงานตามปกติได้อย่างเต็มจำนวนตามที่คุณตกลงทำประกันเพื่อรับความคุ้มครองในส่วนนั้นด้วย

ไม่เพียงแค่นั้น  ประกันชีวิตยังคุ้มครองคุณในเรื่องของโรคร้ายแรงที่คร่าชีวิตคนมากที่สุดอย่าง โรคมะเร็ง โรคหัวใจ  หรือแม้กระทั่ง โรคเบาหวาน   คุณก็สามารถที่จะได้รับสิทธิในการรักษาฟรีจนกว่าคุณจะหาย  และอีกซ้ำคุณยังจะได้รับเงินชดเชยในกรณีที่คุณเป็นโรคร้ายแรงเหล่านี้อีกด้วย

เพิ่มเติมอีกนิดนะครับ  และหากผู้ที่ทำประกันชีวิตไว้  เกิดเหตุที่ต้อง "โคม่า" หรือ ถึงขั้นต้องรักษาในไอซียู  คุณจะก็ได้รับความคุ้มครองเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

เรื่องแบบนี้ใครๆก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ล่วงหน้าหรอกครับว่า "มันจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไหร่" เพราะมีหลายๆเคสที่เด็กอายุยังน้อย (และน้อยมากๆ) เป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ หรือว่าโรคร้ายแรงอื่นๆที่ผู้ใหญ่ยังไม่เคยเป็น  ผมเคยเห็นเคสหนึ่ง  เป็นเด็กอายุแค่สี่ขวบ  เขาเป็นมะเร็งสมอง  ซึ่งผมเองก็ยังไม่เคยคิดว่า  โรคแบบนี้จะเจอในเด็กๆ ที่อายุเพียงแค่นี้  และยังมีอีกหลายๆเคสที่คุณๆ คงจะเคยผ่านหูผ่านตามาบ้าง อย่างเช่น มะเร็งเม็ดเลือด

อย่าคิดนะครับว่า  "โรคเหล่านี้คุณจะไม่มีวันได้เป็นมัน  และคนรอบข้างคุณจะไม่มีใครได้เป็น" เพราะ "สิ่งที่เราคิดไม่ถึง มันมักจะมาถึงคุณเสมอ"

แล้วคุณลองคิดดูสิครับว่า  หากคุณไม่ได้ทำประกัน เงินที่คุณอุตส่าห์เก็บสะสมมาเป็นเวลานาน เพื่อที่จะได้ใช้ในการพักผ่อนกายา เมื่อยามเหนื่อยล้า  แต่ต้องนำมาใช้ในการรักษาตัวเองในยามเจ็บป่วย  เพียงเพราะไม่รู้จักการลงทุนหรือเก็บออมวันละนิดเพื่อความคุ้มครองที่เราได้ประโยชน์มากกว่าเงินที่เราจ่ายเป็นเบี้ยไป  คุณจะต้องใช้มันไปเท่าไหร่

บางคนคิดว่า  การทำประกันชีวิตนั้นทำไปแล้วก็ไม่คุ้ม  อันนี้ผมเจอกับตัวเลยครับเพราะคนที่พูดแบบนี้เป็นเพื่อนสนิทของผมเอง  บ้านมีฐานะ  แต่ไม่ชอบการทำประกันชีวิต  บอกว่าทำแล้วไม่คุ้ม  บ้านรวยอยู่แล้วป่วยเท่าไหร่ก็มีตังค์จ่าย  พอถึงเวลาเอาเข้าจริงๆ คนในครอบครัวเป็นมะเร็ง  สิบล้านที่รักษายังไม่พอเลยครับ  จนปัจจุบัน เค้าก็แทบจะไม่เหลืออะไรเลย  แล้วก็มานั่งนึกถึงที่ผมพูดเรื่องประกันชีวิตให้เค้าฟัง  เค้าก็มานั่งเสียใจทีหลัง  ว่าทำไมไม่เชื่อที่ผมพูด

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

อีกกรณีหนึงที่ผมเจอ  ก็เป็นคนใกล้ตัวผมเอง  คล้ายๆกับเพื่อนสนิทของผมที่เล่าให้ฟังเมื่อกี๊  พอพูดถึงเรื่องประกันทีไร  ก็เป็นต้องเปลี่ยนเรื่องหรือไม่ก็เดินหนีไปเลย  บอกว่าไม่ชอบทำ  ทำแล้วไม่คุ้ม(เหมือนกัน) ที่คิดแบบนี้ก็เพราะว่า ไอ้เรื่องอย่างนั้น ใครที่ยังไม่เจอกับตัวก็ไม่รู้หรอกครับว่า  "เป็นยังไง"  จนน้องชายกับน้องสะไภ้ประสบอุบัติเหตุ   น้องสะไภ้เสียชีวิต  ส่วนตัวน้องชายเองพิการ  คนในครอบครัวก็ต้องมานั่งดูแลไม่เป็นอันทำอะไร  เงินทองที่เก็บสะสมมาก็ต้องเอามารักษาน้องชาย  ซื้อของใช้ที่จำเป็นสำหรับคนป่วย  รักษาอยู่หลายปี  หมดเงินไปก็เยอะ  คุณลองคิดถึงเรื่องค่ารักษาพยาบาลดูสิ่ครับว่ามันจะเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่   

คิดไม่ถูกเลยใช่มั๊ยครับ...??

 นี่แหล่ะผมถึงอยากเล่าถึงเรื่องของการทำประกันชีวิตให้กับเพื่อนๆ ในโอเคฯ บล็อคได้รู้  หรือหากเพื่อนๆคนใดที่อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประกันชีวิต  ผมก็ยินดีให้คำปรึกษานะครับ

ลองคิดที่จะปันเงินส่วนหนึ่งที่คุณหามาได้  มาลงทุนในเรื่องนี้กันดีกว่านะครับ  "ทำวันนี้แล้วยังไม่ได้ใช้  สักวันนึงก็ต้องใช้มัน  ดีกว่าที่จะต้องใช้  แต่ไม่มีให้ใช้".....จริงมั๊ยครับ??

 

 อีเมลล์ของผมหากเพื่อนๆ สงสัยหรืออยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับการประกันชีวิตครับ..

 >>  kaki_kung_@hotmail.com

โดย เคนจิ

 

กลับไปที่ www.oknation.net