วันที่ อังคาร มิถุนายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กู(รู) คาราวาน


    (ตีพิมพ์คอลัมน์สนามวิจารณ์ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ   27 เม.ย.  2550)  

                                                                                                                                                                           

 

            “ คำว่า กูรู(Guru) ในภาษาอินเดีย หมายถึง คุรุ หรือ ครู หมายถึงผู้รู้ หรือผู้นำทางจิตวิญญาณ  ซึ่งเราคิดว่ามีความหมายที่ดี  ประกอบกับบทเพลงของคาราวาน  ก็ค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว  เราจึงคิดว่าการตั้งชื่อคอนเสิร์ตครั้งนี้ แบบนี้  น่าจะเหมาะสมกับความเป็นตัวตนของวงคาราวาน ค่อนข้างชัดเจน ”

          น้าหงา-สุรชัย  จันทิมาธร ได้พูดถึงที่มาของอะคูสติกคอนเสิร์ตนาม GURU CARAVAN ที่มีหมุดหมายไว้ในห้วงโมงยามของวันเสาร์ที่ 31 มีนาคม ที่ผ่านมา  ณ ห้องประชุมศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง

          ด้วยจำนวนที่นั่งจำกัดดุจดั่งคัดสรรแล้วเฉพาะเพียงแฟนนานุแฟนคาราวาน หรือเหล่าผองเพื่อนชาวคาราวานนิสต์เพียง 200 ที่นั่ง   แม้ในคอนเสิร์ตจะไม่มีการขยายคำว่า กูรู แล้วยังไม่ค่อยเอ่ยถึงชื่อเพลงให้รับทราบให้ได้รับรู้ทั่วกัน    ปานประหนึ่งผู้ชมผู้นั่งฟัง เป็น กูรู ผู้รู้แจ้ง ผู้รู้เองกันทั้งหมดแล้ว  อย่างนั้นในฐานะที่ตัวกระผมเองเป็นหนึ่งใน 300 ของกองทัพนักรบสปาร์ตัน ...เฮ่ย..ไม่ช่าย..หนึ่งใน 200 ผู้ชม   ผมก็ขอโมเมเอาเองด้วยการกลายร่างเป็น gu รู้ คนหนึ่ง   เอาชนิดให้รู้ลึกรู้แจ้งกว่าเดิมว่าแต่ละบทเพลงที่ถูกเลือกนำมาถ้อยบรรเลงกันไว้ในเย็นย่ำวันนั้น  ชนิดเรียงตามลำดับเพลงก่อนหลังเลย  จุดมุ่งหมายเพื่อส่งสารให้แฟนๆคาราวานหรืออื่นๆ ผู้พลาดหวังครั้งนี้ได้สดับฟังถึงงานกูรูนี้  เริ่มเปิดเวทีที่เพลง

 

คิดถึงบ้าน (เดือนเพ็ญแสงเย็นเห็นอร่าม  นภาแจ่มนวลดูงาม...) ผลงานของนายผี-อัศนี  พลจันทร์ แต่งไว้นานแล้วแต่ไม่ถูกเผยแพร่  จนลูกหลานนำมาร้อง น้าหงาได้ยินเลยนำมาปัดฝุ่นร้อง  ซึ่งพรรคคอมมิวนิตส์แห่งประเทศไทยที่เหล่าสี่สหายคาราวานสังกัดตอนอยู่ในป่ายุคนั้น  ไม่เห็นด้วยอ้างว่า   เป็นเพลงที่ไม่เข้มแข็ง  ค้านกับหงาที่มุ่งถึงความหมายกินใจโดยเฉพาะคนที่อยู่ห่างไกลบ้านเกิดเมืองนอน

เพื่อน (จากวันนั้นถึงวันนี้  ผ่านเดือนปีแสนเนินนาน...)  น้าอืด-ทองกราน มือไวโอลิน และ น้าหงาร้องร่วมกันในเพลงแห่งมิตรภาพ มิ่งมิตรไมตรี  เพลงที่เป็นผลผลิตจากการรวมตัวอีกครั้งในอดีตตอนวาระคอนเสิร์ตครบรอบ 25 ปีคาราวานโน่น

คืนสู่รัง (ฝนโปรยโรยอ่อน ตะวันรอน วิหคจร คืนสู่รัง...) เดิมชื่อ เพลงกล่อมไพร แต่งที่ประเทศจีน ขณะน้าหว่อง-มงคล  ขอกลับเมืองไทยเพื่อตัดสินใจออกจากป่า  ต่อมาเดือนกันยายน 2524 ได้ร่วมกันแต่งกับแดง-วีรศักดิ์จนจบแล้วเปลี่ยนเป็นชื่อเพลง คืนสู่รัง

เราและเธอ (ส่งดวงใจนี้ให้เพื่อน ภาพความหลังมิเคยเลือนหลุดสลาย...)   งดงามในด้านภาษา และท่วงทำนอง อยู่ในอัลบั้ม คนไกลบ้าน  อันยอดเยี่ยมที่เริ่มมุ่งสู่ความเป็นสากลขึ้น กับการผสมผสานกับเครื่องดนตรีไฟฟ้ามากชิ้นขึ้น

คนกับควาย (คนก็คนทำนาประสาคน  คนกับควายทำนาประสาควาย...) เพลงดังแจ้งเกิดที่เผยแพร่ครั้งแรกตอนยังเป็นวงโนเนมในงานแต่งงานของเพื่อนพ้องชาวพระจันทร์เสี้ยว  น้าหงาได้แรงบันดาลใจจากเพลง Master of war ของบ็อบ ดีแลน

ลุกขึ้นสู้ (รีบตื่นขึ้นมามองฟ้ามองดิน  เก็บยอดกระถินหากินผักปลา...) เพลงนี้มีการเล่นทำนองเพลงบรรเลงมาก่อน  และนับเป็นการแต่งเพลงครั้งแรกของน้าหว่อง-มงคล  อุทกมือบรรเลงเสียงพิณประจำวง

หยุดก่อน (หยุดก่อนคุณทหารคุณตำรวจ  หยุดสวดหยุดบรรเลงเพลงศึก...) แต่งที่พญาไท ตอนเกิดจราจลที่พลับพลาไชย  ได้ทำนองมาจาก บ็อบ ดีแลนอีกเพลง  ในคอนเสิร์ตครั้งนี้น้าหงาเล่าว่า  เคยร้องที่นราธิวาสสมัยก่อนโพ้น  ซึ่งแวดล้อมไปด้วยกระบอกปืนเต็มหน้าเวที

คนตีเหล็ก (สูบไฟให้แรงเหล็กก็แดงคุโชน  เรายกมันขึ้นทั่งเตรียมถั่งแรงปูดโปน...) เพลงที่เขียนก่อนออกจากป่าด้วยมีคำถามว่าจะ คืนเมืองดีหรือไม่?  มีคนตีความมากมาย  แต่น้าหงาบอกว่า ‘ตีเข้าไป’ คือ วิพากษ์วิจารณ์เข้าไป  จากความรู้สึกว่า ตีระบบที่อึดอัด  เนื้อหามุ่งรับใช้คนกล้าที่จะทำอะไรเพื่ออุดมการณ์

ฝันร้าย (ทวยเทวดาเหิรลงจากฟ้า  พอลอยลงมารูปโฉมเป็นมาร กินคนเดินดินทั่วแดนแห่งหน  ผู้คนพลีกายถวายกำนัน...)  ดัดแปลงจากวัฒนธรรมชาวเขาแบบชาวลัวะ เป็นเพลงคล้ายตัวละครที่ค่อนข้างเจ็บปวด  เกี่ยวกับการร้องเพลงแนวเพื่อชีวิต ที่ได้รับผลตอบแทนอันสูญเปล่าในสมัยนั้น  ท่อนจบบอกอย่างตรงๆว่า “กูกู่ร้องตะโกน ทนปวดร้าวทำไม  ทนปวดราวทำไม  ได้ยินไหม...”

ข้าวลาลาน (ชีวิตข้านี้หนอดั่งรอจนถึงวันตาย  หยาดเหงื่อแรงงานแล้งร้าย เลือดรายไหลรินหลั่งนอง...) เป็นเพลงพื้นบ้านอเมริกา  ไม่มีคอร์ด มีเพียงริธึมประกอบพื้น เนื้อหาเป็นเรื่องราวชีวิตจริงของเพื่อนฝูงชื่อ สมคิด  สิงสง ผู้แต่ง ในอารมณ์ของคนพึ่งออกจากป่าแล้วไม่รู้จะทำอะไรต่อไปกับชีวิตดี

ค่ำลง (ค่ำลง ค่ำลง เอิงเอย ค่ำลง ค่ำลง  พุดน้อยโผลงสู่พุ่มมะไฟ...)  เพลงเก่งของมือกีต้าร์ฟันหลอน้าแดง-วีรศักดิ์ บรรยายอาการทุ่มกายทุ่มใจ เหนื่อยมาทั้งวัน แต่พอตะวันลาลับโลกแล้ว  ไม่รู้ว่าคืนนี้และวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร?  แบบเดียวกับเหล่าผู้เฒ่าคาราวานที่เริ่มสอวอเรื่อยๆ บ่นว่า อายุเกษีณกันแล้วไม่รู้ใครจะไปก่อนกัน  เหมือนเพลงท่อนจบ “ ทั้งวัยก็คล้อยดังยามเย็น  ไม่รู้จะเป็นฉันใด  ”

สามล้อ (คอแห้งคอแห้งเป็นผง  ขาโกงหลังโก่งทั้งวัน  หากินไม่ค่อยจะพอ...) ดัดแปลงทำนองมาจากเพลงพื้นบ้านอีสาน แต่งราวปี 2518-2519 ที่บ้านเช่าแถวย่านสะพานควาย เล่าจากชีวิตคนถีบสามล้อที่เคยพานพบอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ชื่อ เคน

ต้องสู้ (ตระรอนเดินทาง  สร้างเพลงยาวสั้น  บุกป่าฝ่าฟันเพื่อหาความมุ่งหมาย...)    เพลงนี้ไม่รู้ที่มา  อยู่ในอัลบั้มบันทึกการแสดงสด 25 ปีคาราวาน   แต่เล่าถึงจากป่าสู่เมืองว่า เรื่องไม่ต่างกันระหว่างมือที่ถือปืนหรือจับปากกา ยามถึงเวลาก็ต้องสู้  แต่ต่างแค่เวลาและวัยที่เปลี่ยนไปเท่านั้น 

เสือร้องไห้ (ปีนี้ปีเสือ  ก็เป็นเสือร้องไห้ คงเป็นเรื่องเสือร้าย ไม่ใช่เสือดี ไอ้เสือกระบากเอ๋ยเสือกระบากสากกระเบือ...) อีกเพลงในอัลบั้ม คนไกลบ้าน นำทำนองเพลงแหล่ผสมกับจังหวะคล้ายเพลงปรบไก่  เป็นเพลงง่ายๆแต่ความหมายลึกล้ำ

ไหวเอน (หญ้ายังคงเอนไหว  หัวใจคงไหวเอน เบนตามทิศทาง  ยามเมื่อลมพัดมา...) อ่อนช้อยแสนงดงามถ้อยคำในอัลบั้มลุงไม้ไทย เพลงหวานไหว ที่ครั้งนี้ต้องเล่นขึ้นต้นใหม่ถึงสองรอบ  เพราะเล่นยาก   แต่สร้างความประทับใจเหล่าสาวกขอซูฮก ในการได้ฟังสดๆพร้อมร้องตาม  อา..ลมพัดซู่เจ้าลู่ลมมิทวนทาน...

...เพลงใหม่เมื่อหลายปีก่อนของ ทองกราน นึกชื่อไม่ออก แต่น่าจะเป็นอัลบั้มเดี่ยวไม่ชุด มือซ้ายคาราวาน ก็วันใหม่  ขึ้นต้นด้วย “ วุ่นวายตราบจนชีวิตของคนคนหนึ่ง  วุ่นวายค้นหาหนทางมากมาย...”

War is not the answer.  เป็นเพลงไทยไม่ใช่ภาษาอังกฤษในยุคหลังๆ ความหมายก็ตรงตัวกับประโยค สงครามไม่ใช่คำตอบกับทุกๆอย่าง

อ.ป๋วย อึ้งภากร เพลงแต่งใหม่ที่นำไปร้องในงานรับน้องสองปีก่อนที่ธรรมศาสตร์   โดยการร้องขอจาก อาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาขณะนั้น  มีท่อนฮุคที่ชวนแฟนเพลงร้องตามก้องดังได้อย่างง่ายๆคือ “ ลูกศิษย์ลูกหา รักอาจารย์  เพราะอาจารย์เป็นคนดี เป็นปูชนียบุคคล...”

พี่น้องผองเพื่อน (เป็นพี่น้อง เป็นผองเพื่อน เป็นเสมือนผ้าผวยคลุมกาย ยามเหน็บหนาว..) ในอัลบั้มรักและหวัง เมื่อปี 2535  บทเพลงแห่งเหล่าน้ำมิตรที่ทิ้งท้ายไว้ด้วยความหวังว่า ‘ให้เรื่องร้าย...กลายเป็นดี’

หนุ่มพเนจร (บนถนนหนทางซุปเปอร์ไฮเวย์  หนุ่มพเนจรท่องไปกลางฝัน...) ถูกเขียนขึ้นในปี 2525 ไม่เกี่ยวกับเรื่องการปฎิวัติการเมือง   แค่พูดถึงหวังของมนุษย์คนหนึ่งขณะตระเวณบนถนนหนทาง ล้มลงไม่ได้ต้องบิน บิน บินต่อไป

            20 บทเพลง โดยที่หลายเพลงไม่เคยเล่นแสดงสดมาก่อน จนถึงต้องมีกางโน๊ตบนเวทีอันผิดวิสัยคาราวาน นี่ยังไม่นับความประทับใจวงเปิดชื่อ คาราวานจูเนียร์ วงเด็กๆที่มาเรียกน้ำย่อยอีก 4 เพลง ก่อนกลับมาร่วมแจมในเพลงสุดท้าย หนุ่มพเนจร ปิดคอนเสิร์ตแห่งความเรียบง่ายและชื่นมื่นลง   ถึงพื้นที่จะดูคับแคบ ไม่โอ่อ่ามากสีสันเท่าคอนเสิร์ตยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย   แต่บรรยากาศกันเองๆเสียงอะคูสติกใสๆ ฝีมือดี น้ำเสียงไม่มีตกของนักร้องนำ  อีกทั้งที่นั่งไม่บดบังสายตากัน  แม้แต่ผู้พิการการมองเห็นยังมาร่วมรับชมรับฟังอยู่ด้วย   นอกจากนี้ในคอนเสิร์ตยังมีเสียงเด็กเล็กๆแว่วๆ น้าหงากล่าวเป็นคำคมอีกว่า เสียงเด็กในคอนเสิร์ตเป็นความสุขของการได้ยิน  แสดงได้ถึงความปลอดภัยของสถานที่นั้น

            ง่ายๆกันเอง อย่างไรอีก?  นอกจากฝีไม้ลายมือที่ไม่ต้องพูดถึงแนวทางถนัดของวงแล้ว  คงเป็นการเล่าเรื่องอำเล็กๆน้อยๆถึงการเดินทางเข้าในเขตพื้นที่ศูนย์เยาวชนฯของน้าหงาที่ยามรักษาการณ์โบ้ยให้เข้าประตูโน่นประตูนี่  พอถามว่ามีอะไรรึ  ยามบอก วันนี้จะมีคอนเสิร์ต ใครมาล่ะคำถามจากปากน้าหงา  อ๋อ..พี่แอ็ด-คาราบาวจะมาแสดง...เรียกเสียงฮาได้ลั่นเวที

            ยังไม่พอ น้าหว่องเล่าต่อว่าเกี่ยวกับเรื่องชื่อ มีคนเคยถามโดยชี้ไปที่น้าหงาว่า คนนั้นใช่ชื่อ จันทิมาธร  คุณากร เปล่าน้า?...ha…ha…ha แถมยังไม่พอบางรายเรียกสลับอีกว่าเป็น หงา-คาราบาว เข้าไปนั่น

          เรื่องเล็กๆขำน้อยๆ แต่ทำให้สะท้อนออกไปไกลถึงคำว่าศิลปินระดับตำนานต้นแบบต้นตำหรับ สร้างผลงานต่อเนื่องมายาวนานในเส้นทางเดิม  ของจริงยังถูกเลอะเลือนหลงลืมไปได้อย่างง่ายดายปานฉะนี้หรือ  เข้าทำนองการเปรียบเทียบ การมีชื่อเสียงได้กับหยกจักรพรรดิ์  เมื่ออยู่เฉพาะในสถานที่ และเวลาที่เหมาะสมเท่านั้นจึงจะมีค่ามากมายเหนือคณานับ...แท้จริงเปล่าหนอ?

            ประภาคาร: หนังสือรวมเพลงเพื่อชีวิต หน้า 40 มีข้อความที่เคยกล่าวถึงคุรุหรือครูผู้รู้ทั้งสี่สหายคาราวาน ดุจเป็นบทสรุปแห่งตำนานเพลงเพื่อชีวิตที่ยังยืนหยัดอยู่ ไว้เป็นอย่างดีว่า

“ ลักษณะเด่นของคาราวานแต่ละคนอย่างเช่นสุรชัย ก็คือการรับรู้และสรุปอะไร ได้อย่างเป็นระบบในเวลาอันรวดเร็ว  สุรชัยเคยเขียนถึงองุ่นเพียงลูกเดียวให้กลายเป็นเรื่องสั้นที่คลาสสิกมากเรื่องหนึ่ง  หรือวีรศักดิ์ เคยฝันจะเป็นอาคีมีดีสผู้เอาคานงัดโลกให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าภายใต้บทกวีสมัยหลัง 14 ตุลาฯ  ทองกราน นั้นเล่าเฝ้ามุ่งมั่นที่ ความเป็นมา  ให้คนทั่วไปรู้ถึงศักยภาพของเผ่าพันธุ์  ภายใต้เครื่องเคราที่ประยุกต์มาจากศิลปะพื้นบ้านภายใต้ฝีมือของคนชื่อ มงคลอุทก ”

 

 

หมายเหตุ  เห็นมีคนไปโพสต์รูปคอนเสิร์ตไว้ที่เวปคาราวานครับ http://www.caravanonzon.com/tum/webboard/showquestion.php?q_id=1363

 

รูปจาก เวป http://www.caravanonzon.com

โดย STILLWATER

 

กลับไปที่ www.oknation.net